ประทับตรา

2191 Words
ร่างกายของปลายตะวันชาหนึบไปชั่วขณะ สมองอื้ออึงไร้การตอบรับใด ๆ ร่างดำทะมึนของชายลึกลับคนหนึ่ง ปรากฏขึ้นด้านหลังก่อนจะใช้สองมือโอบประคองศีรษะของเด็กน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน ภาพตรงหน้าเลือนรางจนจับต้นชนปลายไม่ถูก รู้ตัวอีกที ตนเองก็มานอนอยู่ที่แคร่ไม้เก่า ๆ ภายในบ้านหลังหนึ่ง "ลุงเป็นใคร" ปลายตะวันสะลึมสะลือเอ่ยถาม "เป็นคนที่อยากเจอมึงกับพ่อที่สุดไงล่ะ หนีกูไปตั้งหลายปี ปิดญาณไม่ให้กูตามตัวเจอ คิดว่าจะหลบกูไปได้ตลอดชีวิตหรือไง" "ลุงพูดอะไร หนูไม่เข้าใจ..หนูจะไปหาพ่อ" "เดี๋ยวมึงก็จะเข้าใจเอง.." สายสิญจน์หลายร้อยเส้น ถูกพันรอบลำตัวและข้อมือของเธอ จนไม่สามารถขยับตัวได้ ก่อนที่ชายลึกลับจะจับเธอพาดขึ้นบ่า เพื่อนำออกไปยังแท่นหินด้านนอก ดวงจันทร์ที่เคยส่องแสงนวล ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างช้า ๆ พายุพัดโหมกระหน่ำเข้ามา จนเศษดิน เศษใบไม้ปลิวว่อน "ต่อจากนี้ มึงจะไม่มีทางหนีกูพ้น มันจะติดตัวมึงไปจนวันตาย มึงกับพ่อมึง ไม่มีทางได้เสวยสุขในชาตินี้ นี่คือโทษฐานของพวกที่ชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน" มีดอาคมถูกนำไปเผาไฟ ชายคนนั้นยกมือขึ้นพนมสวดบริกรรมคาถา ปลายตะวันพยายามดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด แต่สายสิญจน์บนตัวของเธอ กลับรัดแน่นขึ้นทุกทีจนหายใจไม่ออก "มึงต้องตกอยู่ในวังวนแห่งอำนาจของกู ไปชั่วกัปชั่วกัลป์" มีดอาคมกรีดลงกลางหลังของเด็กหญิงเคราะห์ร้ายเป็นรูปกากบาท สัญลักษณ์แห่งมนต์พิธีโบราณ เธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน เลือดสีแดงสด ไหลเปื้อนบนแท่นพิธี หยดลงบนพื้นอย่างช้า ๆ เสียงหัวเราะของชายลึกลับดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ปลายตะวันจะหมดสติไป "ปลาย..ปลาย ได้ยินพ่อไหมลูก" ในแสงสีขาวที่เหมือนไร้ทางออก กลับมีเสียงเรียกคุ้นหูของใครบางคนแทรกขึ้นมา "พ่อ..พ่ออยู่ที่ไหน หนูกลัว" "พ่ออยู่นี่ ปลายตามเสียงของพ่อมานะ อย่าสนใจอะไรเด็ดขาด แค่ฟังเสียงพ่อไว้ก็พอ.." เหมือนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งเด็กหญิงตัวน้อย เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู สองบานตรงหน้า บานหนึ่งมีสีแดงชาด ส่วนอีกบานเป็นสีดำสนิท "ปลายบอกพ่อ ว่าตอนนี้ปลายเห็นอะไร" เสียงของชายคนเดิมถามขึ้น "มีประตูค่ะ สีแดง กับ สีดำ หนูต้องไปทางไหนคะพ่อ" "เลือกบานสีดำเลยลูก ไม่ต้องลังเล" 'ไม่จริงเธอต้องเลือกสีแดงต่างหาก' 'นั่นซิ ทำไมไม่เลือกสีแดงล่ะ ถ้าเลือกสีดำ เธอจะไม่ได้กลับไปเจอพ่ออีกนะ' เสียงเซ็งแซ่มากมายดังก้องอยู่ในหัวของเธอ สร้างความสับสนเป็นอย่างมาก "ปลาย...ได้ยินพ่อไหมลูก อย่าลืมที่พ่อบอก ฟังแค่เสียงพ่อคนเดียวก็พอ" 'ไอ้หมอนั่นมันไม่ใช่พ่อเธอสักหน่อย..มันกำลังหลอกเธออยู่นะ' 'อย่าโง่ซิ เชื่อเถอะ เธอต้องเข้าไปที่ประตูแดง' 'ถ้าเธอก้าวผิดหลังประตูบานนั้นเธอจะไม่มีทางได้เจอพ่อของเธออีกแล้วนะ' 'มัวลังเลทำไมผลักเข้าไปซิ ประตูสีแดงตรงหน้าเธอนั่นแหละ เร็วเข้าจะหมดเวลาแล้ว!' "ออกไปให้พ้น..." สองมือน้อย ๆ ยกขึ้นปิดหูทั้งสองข้างของตัวเอง ก่อนจะตะโกนออกมาสุดเสียง ปลายตะวัน ไม่ปล่อยให้ความลังเลมาสร้างปัญหาอีกต่อไป เธอตัดสินใจผลักประตูบานสีดำ ตามที่เสียงของพ่อนำทาง ควันหนาพวยพุ่งออกมา จนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ก่อนที่เด็กน้อยจะหมดสติ ไปอีกครั้ง โรงพยาบาล เนิ่นนานกว่าจะได้สติ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ถึงพบว่าตัวเองอยู่ในชุดคนไข้สีชมพู และกำลังนอนอยู่บนเตียงพักฟื้น ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมอ และเจ้าหน้าที่ในชุดสีกากี กำลังยืนจ้องหน้าเธออยู่ "เหยื่อเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของผู้ตายค่ะ คาดว่ามาจากความเครียดสะสมตั้งแต่ตอนภรรยาที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ทำให้เกิดภาพหลอนแล้วก่อเหตุดังกล่าว" บุรุษในชุดกาวน์สีขาว อ่านรายงานจากแฟ้มในมือ "แล้วน้อง.." "จากผลตรวจเบื้องต้น น้องมีอาการป่วยทางจิตระยะเริ่มต้น สาเหตุน่ามาจากความรุนแรงในครอบครัวค่ะ คงต้องส่งไปรักษา แต่ปัญหาคือ นอกจากพ่อของน้องที่เสียชีวิตไป น้องไม่ได้มีญาติที่ไหนเลย หลังทำการรักษา อาจจะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิมาดูแลน้องต่อไป.." ปลายตะวันกะพริบตาถี่ เมื่อทุกประโยคที่คนตรงหน้ากำลังสนทนากันอยู่ ไม่มีส่วนไหนที่เธอเข้าใจเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เสียชีวิต หรือผู้ป่วยอาการทางจิต "พ่อหนูไปไหนคะ" ผู้บาดเจ็บตัดสินใจเอ่ยปากถาม และนั่นทำให้เสียงภายในห้องพักฟื้น เงียบลงอย่างฉับพลัน "นี่หนูจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ" ชายในชุดตำรวจถามกลับ "หนูแค่แอบเข้าไปในห้องเก็บของ...หลังจากนั้น.." "นั่นมันเรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อนเลยนะ หนูถูกพ่อทุบตีทำร้าย แถมยังแทงจนบาดเจ็บสาหัสหลายแผล พ่อของหนูกลัวความผิด เลยกระโดดดาดฟ้า เพื่อฆ่าตัวตาย..อาหมวดขอโทษนะที่ต้องบอกหนูตามตรง แต่คิดว่าหนูคงอยู่ในวัย ที่พอจะเข้าใจอะไรได้บ้าง" "ไม่จริง พ่อไม่มีทางทำร้ายหนูแบบนั้น มันต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ ๆ หนูจะไปหาพ่อ.." สองมือ สองเท้าน้อย ๆ พยายามปีนป่ายลงจากเตียงผู้ป่วย จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยจับเธอเอาไว้ "อาการของน้องน่าจะอยู่ในภาวะแยกตัวจากประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ยังไงคุณตำรวจอย่าเพิ่งถาม หรือพูดอะไรกับน้องตอนนี้เลยนะคะ ให้น้องรักษาสภาพจิตใจให้ดีก่อน ถึงยังไง หลายปีที่ผ่านมา น้องก็มีพ่อเพียงคนเดียวที่คอยดูแล..." ไม่มีใครรู้ว่าวันเกิดอะไรขึ้นภายในบ้านที่แสนอบอุ่น ภาพครอบครัวสุขสันต์ของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว กลายเป็นนิทานที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน แม้แต่เพื่อนบ้านเอง ยังปิดปากเงียบ ไร้ข้อมูล สุดท้าย อาทิตย์กลายเป็นคนตายที่มีคดีติดตัว ส่วนปลายตะวัน หลังจากทำการรักษาอาการป่วยทางจิตอยู่เกือบปี เธอก็ถูกส่งต่อไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื่องจากไม่ได้มีญาติพี่น้องที่ไหน "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หนูอยู่กับเพื่อน ๆ ที่นี่นะคะ มีอะไรบอกครูได้ตลอด" พิมศร หญิงสาววัยเกือบสี่สิบปี ผู้บุกเบิกและดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านสวนแห่งรัก มานานหลายปี ที่นี่มีเหล่าบรรดาผ้าขาวสะอาด ที่มาจากต่างที่ ต่างสังคม แต่ทุกคนล้วนได้รับความรักอย่างเท่าเทียม และเธอเองก็หวัง ว่าการมาอยู่ที่นี่ของเด็ก ๆ ทุกคน จะเป็นจุดเริ่มต้นดี ๆ กลางดึกคืนหนึ่ง "น้องปลาย มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียวคะ" พิมศร เดินตรวจตรา เหล่าบรรดาเจ้าตัวน้อย เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเข้านอน จนกระทั่งมาถึงห้องพักของปลายตะวัน เพราะว่าเธอเพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่นาน อีกทั้งยังมีนิสัยชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ทางสถานรับเลี้ยงจึงแยกห้องนอนเดี่ยว ด้วยหวังว่าจะให้เวลากับเด็กน้อยได้ปรับตัว "เปล่าค่ะ แค่นั่งมองคนพวกนั้น ที่เขาเดินวนเวียนไปมา ไม่รู้ว่าทำอะไรกัน หนูเห็นเขาเดินอยู่เกือบชั่วโมงแล้ว" แววตาใสซื่อหันกลับมามองคนตั้งคำถาม ก่อนจะชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ในเงามืด ที่ว่างเปล่า "ตรงไหนคะ ครูไม่เห็นเลย" พิมศรขมวดคิ้วสงสัย ไม่ว่าเธอจะพยายามเพ่งมองออกไป กลับพบเพียงความมืดอันแสนเงียบสงบ อีกทั้งที่นี่ยังตั้งอยู่ห่างออกมาจากชุมชน จึงเป็นไปไม่ได้เลยว่า ในยามวิกาลเช่นนี้ จะมีใครเข้ามาได้ "ครูไม่เห็นเหรอคะ..นั่นซิ มีแต่พวกตัวประหลาดอย่างหนูเท่านั้นแหละ ที่จะมองเห็นอะไรพวกนี้.." แม้จะดูเป็นคำพูดทั่ว ๆ ไป แต่กลับสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้กับพิมศรเป็นอย่างมาก เธอกลับมานั่งอ่านประวัติของปลายตะวันอย่างละเอียด จนพบรายงานเรื่องการรักษา นั่นยิ่งทำให้เธอบอกกับตัวเอง ว่าเด็กที่น่าสงสารคนนี้ เธอจะดูแลให้ดีที่สุด 'อย่าไปเล่นกับมันนะ กลางคืนเราเห็นมันชอบนั่งคุยคนเดียว' 'ใช่ ๆ วันดีคืนดี ออกไปวิ่งในสนามกลางดึก ครูจอยบอกว่า มันเป็นคนบ้า' ทั้งที่ควรเป็นความลับ แต่ในสังคมอันแสนคับแคบ คงยากที่จะรักษาเรื่องส่วนตัวเอาไว้ได้ เมื่อข่าวลือเรื่องอาการป่วยของปลายตะวันถูกแพร่ออกไป เพื่อน ๆ ในสถานสงเคราะห์คนอื่น พาลรังเกียจ มองว่าเธอเป็นตัวประหลาด จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แม้แต่คุณครูบางคน ที่ควรมีวิจารณญาณ และความคิดมากพอในการวิเคราะห์ แยกแยะ เรื่องถูกผิด ก็ยังไม่วายเอาอาการป่วยของเธอมาพูดเป็นเรื่องสนุกปาก "หนูมันเป็นแค่ตัวประหลาด ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมีใครมาวุ่นวายกับหนูอีก.." เป็นเวลาเกือบปีที่ปลายตะวันใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่นั่น แม้แต่พิมศรเองยังไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงภายในจิตใจของเธอเข้าไปได้ ในวันครบรอบวันเกิดอายุ 9 ขวบ เด็กสาวตัวน้อยมีเพียงเสื้อผ้าชุดเก่าที่มีผู้ใจบุญบริจาคมาให้คราวก่อน กับข้าวปั้นหนึ่งชิ้น ที่เอามาแทนเค้กฉลองวันเกิดของตัวเอง "หนูคิดถึงพ่อ กับ แม่จังเลย" ปลายตะวัน หยิบกระโปรงสีขาวออกมาจากกล่อง เธอตั้งใจจะสวมมันเพื่อวันพิเศษ แต่ในระหว่างที่กำลังเก้ๆ กัง ๆ อยู่กับการสอดแขนและขาเข้าไป จู่ ๆ ห้องนอนของเธอก็ถูกใครบางคนกระชากเปิดออกอย่างแรง กรี๊ดดดดด เด็กหญิงร้องลั่น จนพิมศรที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ต้องรีบวิ่งมาดู "เรา ขะ! ขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ แม่บอกว่าขึ้นหาพวกเธอบนนี้ เราก็นึกว่า..." ผู้บุกรุกตัวน้อยยืนตัวชาทำตัวไม่ถูก รู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดร้ายแรง ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงน้ำตาคลอ ยิ่งพาลให้โทษตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม "ไม่เป็นไรนะคะน้องปลาย ครูช่วยใส่เสื้อผ้าให้นะคะ น้องเขาไม่ได้ตั้งใจ ไม่เป็นไรนะ" พิมศรรีบคลี่คลายสถานการณ์ ก่อนที่ชายหญิงท่าทางภูมิฐานคู่หนึ่งจะเดินเข้ามาพอดี "เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก แม่จำได้ว่าบอกให้เราขึ้นไปหาแม่ที่ชั้นสามไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้" หญิงวัยกลางคนหันไปถามลูกชาย ก่อนจะมองหน้าเด็กสาวในห้องสลับกันไป มา "น้องเปิดเข้าห้องผิดค่ะ บังเอิญปลายกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยตกใจ" "อ่อ..อย่างนี้นี่เอง ขอโทษพี่เขาหรือยัง" มือเรียวสวยเอื้อมไปแตะที่แผ่นหลังของเจ้าตัวเล็กเบา ๆ "ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ เอางี้..ผมมีตราปั๊มที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวันก่อน ผมยกให้พี่แล้วกัน" กล่องพลาสติกลายการ์ตูนดัง ถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าเป้ "มีลายลูกแมวด้วยนะ ผมว่ามันหน้าตาเหมือนพี่ตอนนี้เลย" มือน้อย ๆ หยิบตราปั๊มชิ้นหนึ่งออกมาแล้ว ก่อนจะเดินเข้าไปหาปลายตะวันอย่างช้า ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะไม่หวาดกลัวจนตกใจกรีดร้องขึ้นมาอีก "ถือเป็นของขวัญวันเกิดได้ไหม วันนี้เป็นวันเกิดของพี่น่ะ" รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหญิง นับเป็นครั้งแรกในรอบปีของเธอ "ได้ซิ งั้น..ผมปั๊มให้พี่เป็นคนแรกแล้วกันนะครับ" "อืม.." ปลายตะวันยื่นมือไปให้ เด็กชายตรงหน้าจะค่อย ๆ กดตราประทับลงที่หลังฝ่ามือ "ให้ของขวัญพี่เขาแล้ว เรากลับกันเลยไหมลูก เดี๋ยวไปสนามบินไม่ทันนะ" เสียงผู้เป็นแม่เร่งเร้า บางทีมิตรภาพที่เริ่มต้น ก็มีอายุที่สั้นมากเหลือเกิน ปลายตะวันยืนมองเพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอ ที่กำลังก้าวขึ้นรถหรู ไฟสีแดงจากท้ายรถค่อย ๆ ห่างออกไปจนลับสายตา เหลือเพียงไออุ่นของรอยปั๊มรูปแมว ที่ปรากฏอยู่บนหลังฝ่ามือของเธอ..
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD