บ้าน ของเมทัส
ปลายตะวัน เก็บข้าวของย้ายมาอยู่บ้านของเมทัส เพื่อความแนบเนียนตามที่ได้วางแผนเอาไว้
เพราะเหตุการทะเลาะกันเมื่อสองปีก่อน เมทัสจึงแยกตัวออมาซื้อบ้านอยู่คนเดียว
"เธอเป็นอะไรกับตาทัสกันแน่ ทางที่ดีควรอธิบายให้ฉันเข้าใจนะ ไม่อย่างนั้น ฉันไม่ปล่อยเธอไปแน่ ถึงเธอจะเป็นคนช่วยฉันจัดการสองแม่ลูกเมื่อวานนี้ก็เถอะ"
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เสียงของเมวดีก็ลอยออกมาจากห้องรับแขก ดูเหมือนว่าเธอ คงมารอปลายตะวันอยู่นานพอสมควร
"คุณหญิง สวัสดีค่ะ"
"อืม ฉันเอง ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ ที่ฉันไม่ฉีกหน้าเธอกลางห้องประชุม เพราะฉันมองว่าเธอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะเชื่อข้ออ้างไร้สาระพวกนั้น"
"ฉันก็ไม่ได้ขอให้คุณหญิงมาเชื่อ แค่จัดการเรื่องทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนของฉันต่างหาก แต่ยังไงคงต้องขอบคุณ คุณหญิงนะคะ ที่ยอมร่วมมือ"
ปลายตะวันลากกระเป่าเข้ามา ก่อนจะเดินลงไปนั่งโซฟาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ผู้หญิงคนนี้นับว่าดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าอ่อนหวานแค่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งนั่น หากไม่บอกว่ามีอาชีพเป็นแค่พนักงานแต่งหน้าศพในห้องเย็นของโรงพยาบาล คงคิดว่าเธอเป็นลูกคุณหนูตระกูลใหญ่ สักครอบครัวหนึ่ง
ที่สำคัญ รอบ ๆ ตัวของปลายตะวัน มีบรรยากาศบางอย่างที่เมวดีเองอธิบายไม่ถูก เป็นความรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนที่มีพลัง อำนาจ อะไรทำนองนั้น
นั่นคงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่เธอเลือกมาเจรจาด้วยเหตุผล มากกว่าตัดสินเหตุการณ์ภายในห้องประชุมเมื่อวานนี้ แบบฉาบฉวย
"ตอนนี้เราอยู่กันตามลำพังแล้ว เธอพูดความจริงได้หรือยัง"
เมวดีไม่ได้ต่อต้านหรือใช้คำรุนแรง จึงทำให้หญิงสาวพอวางใจได้บ้าง ถึงข้อสันนิษฐานที่เมทัสบอกว่าแม่ของเขา จะยอมให้ความร่วมมือ
พอมีทางเป็นไปได้
"ฉันไม่ใช่เมียของลูกชายคุณ ไม่ได้ท้องหลานของคุณ หรือพูดให้ถูกคือเราสองคนไ่ม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย ความจริงเดียวในห้องประชุมคือฉันเคยเจอลูกชายคุณ ตอนที่เขาถูกทำร้ายครั้งก่อน"
"เธอคือเจ้าของบ้านหลังที่คุณจิไปพาตัวตาทัส ออกมาซินะ"
"ใช่ค่ะ"
แม้ตอนนี้จะเดาไม่ออกว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่แต่งหน้าศพคนนี้ต้องการคืออะไร แต่เธอเองไม่ได้มีทางเลือกมากมายเท่าไหร่นัก หากแผนของปลายตะวันพอจะเป็นไปได้ เธอเองก้พร้อมจะให้ความร่วมมือ
"แล้วทำไมเธอถึงทำแบบนั้น เอกสารจดทะเบียนกับผลตรวจดีเอ็นเอก็ของปลอม ไม่รู้หรือไง ว่ามันผิดกฎหมาย"
เมวดีถามต่อ
"ทราบค่ะ แต่ตอนฉันจัดการกับร่างของลูกชายคุณ ฉันพบความผิดปกติบางอย่าง ที่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เสียงชีวิตเพราะอุบัติเหตุ บวกกับจดหมายที่อยู่ในเสื้อคลุมของเขายิ่งทำให้ฉันแน่ใจ เลยส่งเรื่องให้กับทางตำรวจ"
"..."
"เรื่องนี้ฉันอาจจะทำโดยพละการไปหน่อย แต่ฉันกลัวว่าหากช้าไปกว่านี้ อาจจะไม่ทันการ"
กระดาษสีขุ่นถูกยื่นให้กับคนตรงหน้า
หากเกิดอะไรขึ้นกับผม ทุกอย่างไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง ผมไม่มีหลักฐาน แต่ผมเชื่อว่าแม่จะหามาจนได้ ขอให้แม่เจอใครสักคนที่แม่ไว้ใจ มาช่วยจัดการเรื่องนี้นะครับ
ผมขอโทษที่เป็นลูกไม่ดี ทำให้แม่ต้องเดือดร้อน แต่ผมรักแม่นะครับ ถ้ามีโอกาส ผมเองก็อยากกอดแม่เป็นครั้งสุดท้าย
น้ำตาของหญิงวัยกลางคนไหลอาบสองแก้ม เมื่ออ่านจบ เธอไม่เคยกล่าวโทษลูกของเธอเลยสักครั้ง
"แล้วเรื่องแหวน กับตราประทับนั่น เธอเอามาได้ยังไง ฉันจำได้ว่ามีแค่ฉัน กับ เมทัส ที่รู้รหัสเซฟ แล้วเซฟมันก็อยู่ในห้องทำงานของฉันที่บ้านใหญ่"
ความสงสัยยังไม่คลี่คลาย
หลายต่อหลายเรื่องที่ลำพังคนนอกอย่างปลายตะวัน ไม่น่าจะรู้รายละเอียด แต่กลับจัดการได้อย่างเด็ดขาด เธอจึงไม่สามารถลดละความระแวงลงไปจากความคิดได้
"ฉันคงดูหนังสืบสวนมาเยอะมั้งค่ะ เลยพอมองออกว่าในจดหมายมีรหัสซ่อนเอาไว้ บวกกับตอนที่เจอกันครั้งแรก คุณเมทัสเคยหลุดพูดเรื่องนี้ออกมา ฉันแค่เอามาปะติดปะต่อกันเอาเอง"
"...."
"อ่อ! ส่วนเรื่องเซฟ ฉันแอบเข้าไปคืนวันเผาศพก่อนจะไปโผล่ที่นั่นแหละค่ะ เพราะฉันรู้ว่าคุณจะไม่อยู่บ้าน ต้องไปงานลูกชายที่วัด"
"ฉันควรเชื่องั้นเหรอ"
"แล้วคุณหญิงคิดว่า ฉันจะมีรหัสพวกนั้นมาได้ยังไงเหรอคะ"
เมวดีเงียบเสียงลง
เพราะคนอื่นไม่มีทางเดารหัสแน่นอน แต่เหตุผลที่ออกมาจากปากผู้หญิงคนนี้ ดูเหลือเชื่อมากเกินไป ทำไมทุกขั้นตอนของเธอดูง่ายดาย และราบรื่น ไม่เหมือนเรื่องบังเอิญอย่างที่กล่าวอ้างออกมาสักนิด
"แล้วทำไมเธอถึงยอมช่วยฉัน เราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันสักหน่อย ถ้าเธอบอกว่าเธอพบพิรุธตอนจัดการร่างลูกชายฉัน ไปแจ้งตำรวจมันน่าจะพอไม่ใช่เหรอ ที่สำคัญฉันเองอยู่ที่นั่น ทำไมเธอไม่เห็นพูดอะไร"
คุณนายบ้านพิบูลนาวิน ยังคงซักไซ้ต่อไป
บรรยากาศตอนนี้ไม่ต่างจากห้องสืบสวนในภาพยนตร์ชื่อดังที่เคยดู
"เพราะตอนแรกฉันไม่อยากยุ่งวุ่นวายเรื่องของพวกคุณ แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว"
"ทำไม"
"ใคร ๆ ก็บอกว่าบริษัทในเครือ พิบูลนาวิน กรุ๊ป ปีปีหนึ่งมีกำไรมหาศาล ฉันไม่อยากเป็นคนแต่งหน้าศพไปตลอดชีวิต งั้นเรามาทำข้อแลกเปลี่ยนกันดีไหมคะ"
ปลายตะวันเหลือบมองเมทัสเล็กน้อย
ดูท่าทางเจ้าของร่างโปร่งแสงจะภูมิใจในสกิลการโกหกของเธอมาก ที่สามารถโน้มน้าวคนอย่างเมวดีให้เชื่อเรื่องทั้งหมดได้ จึงเอาแต่นั่งยิ้มไม่หุบ
หากไม่ติดว่าการมองเห็นวิญญาณเป็นเรื่องประหลาด เธอคงหาอะไรเขวี้ยงใส่เมทัสไปแล้ว
ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
เพราะในขณะที่เธอคิดหาเหตุผลมาอ้างจนหัวแทบระเบิด ตัวปัญหา กลับนั่งสบายอารมณ์ ไม่ทุกข์ร้อนต่อสิ่งใด อยู่เบื้องหน้าของเธอ
"เธอลองพูดมาว่าต้องการอะไร ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง ฉันจะเอาไปพิจารณาดู"
"ฉันต้องการหุ้นของพิบูลนาวิน กรุ๊ป 3 เปอร์เซ็นต์"
"ไม่มีทาง! คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ายื่นข้อเสนอแบบนี้มาให้ฉัน การที่เธอแก้ปัญหาในที่ประชุมเมื่อวานได้ ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องยอมทุกอย่าง รวมถึงเสียผลประโยชน์มากขนาดนั้นไปให้เธอ"
"แล้วคุณหญิงมีตัวช่วยอื่นเหรอคะ คณะกรรมการจับตามองอยู่ เมื่อวานถ้าฉันช้าไปแค่นาทีเดียว ผลโหวตคงตกไปที่สองคนนั่นแล้ว คุณหญิงต้องยอมรับก่อนนะคะ ว่าลำพังแค่คุณคนเดียว สู้พวกมันไม่ได้"
เมวดีกำหมัดแน่น
รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหนีเสือปะจระเข้ก็ไม่ปาน แต่ถ้าต้องเลือกจริง ๆ เส้นทางที่มีปลายตะวัน คงเหมาะสมและปลอดภัยกว่า การเดินไปปะทะกับสองแม่ลูกมือเปล่า
"เธอมั่นใจแค่ไหนว่าจัดการอรุณี กับ กรกัณฑ์ได้"
"เรื่องธุรกิจ ฉันอาจจะรับรองอะไรไม่ได้มาก คงต้องค่อย ๆ ศึกษาไป แต่ด้วยความสามารถของฉัน การทำให้สองคนนั้นพ้นออกไปจากพิบูลนาวิน ง่ายนิดเดียว"
"ขนาดนั้นเลย"
"ฉันไม่ใช่คนดีอะไรหรอกนะคะ ฉะนั้น พวกที่ชอบเล่นนอกเกม ต้องเจอคนประเภทเดียวกัน"
ตั้งแต่สามีของเธอเสียชีวิตไป เธอไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง คนที่มายืนเคียงข้างเธอ จะเป็นพนักงานแต่งหน้าศพ ธรรมดาคนหนึ่ง
"ได้ ฉันตกลง ถ้าเธอทำให้สองแม่ลูกนั้นเลิกเข้ามายุ่งวุ่นวายในบริษัทได้ หุ้นที่เธอขอ ฉันจะโอนเป็นชื่อเธอทันที แล้วเรื่องคดี..."
"ฉันมีเพื่อนเป็นตำรวจค่ะ เขาช่วยดูแลเรื่องคดีได้ ไม่ต้องกลัวถูกติดสินบนมีนอกมีในเหมือนครั้งก่อนแน่นอน"
"ฉันถามจริง ๆ นะ เธอเป็นใครกันแน่"
"ช่างแต่งหน้าศพไงคะ"
ปลายตะวันยิ้มอย่างอารมณ์ดี
บรรยากาศการพูดคุยระหว่างเมวดี กับสะใภ้กำมะลอผ่อนคลายขึ้นมากกว่าตอนแรก
"ช่วงนี้ ฉันคงต้องขออนุญาตคุณหญิงพักบ้านเมทัสไปก่อน จะได้สมบทบาทภรรยาของลูกชายคุณหญิง"
"งั้นเธอควรเรียกฉันว่าแม่ ไม่ใช่หรือไง"
"ค่ะ คุณแม่"
ฮึ่ก...ฮ่าๆ
เสียงหัวเราะดังออกมาจากร่างโปร่งแสงที่นั่งฟังอยู่ ทำเอาปลายตะวันถึงกับมองตาขวาง
"บ้านหลังนี้ตาทัสเอง ไม่ค่อยได้อยู่หรอก ช่วงนั้นติดแฟนมาก วัน ๆ ถ้าไม่อยู่บ่อน ก็ไปผับ เธอลองเดินสำรวจดูแล้วกันนะว่าขาดเหลืออะไร ฉันจะให้คนจัดการให้"
ร่างบางพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย
สองเท้าก้าวขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน โดยมีแม้สามี เดินตามหลังไปอย่างเงียบ ๆ
"บ้านผมเนี่ยมีสามห้องนอนเลยนะ ต้องตาบอกเอาไว้เพื่อเป็นห้องลูกเรา"
เสียงทุ้มต่ำ ของเมทัสเจื้อยแจ้วอธิบายทุกพื้นที่ของบ้านอย่างอารมณ์ดี
"ลูกชายคุณแม่ รักว่าที่สะใภ้คนก่อนมากเลยนะคะ ถึงขนาด เตรียมห้องไว้เลี้ยงหลานให้คุณแม่ด้วย"
ท่าทีขุ่นเคืองของปลายตะวัน ทำเอาเมทัสถึงกับยกมือขึ้นปิดปากของตัวเองแทบไม่ทัน
ใจแต่อยากเล่าเรื่อวราวความเป็นไปภายในบ้าน แต่กลายเป็นสะกิดแผลเข้าอย่างจัง จนเกือบลืมไป ว่าต้องตา เป็นหนึ่งในคนที่ถูกอรุณีส่งมา และมีส่วนดึงเขาลงสู่ก้นเหวมาแล้วครั้งหนึ่ง
"ลูกสะใภ้?!...เธอช่วยอย่าพูดอะไรชวนคลื่นไส้ตอนนี้ได้ไหม แล้วเรื่องแม่ต้องตา ต้องใจอะไรนี่ เธอก็รู้เรื่องด้วยเหรอ"
"รู้ซิคะ ตอนแรก ลูกชายคุณแม่เกือบจะเซ็นยกบ้านนี้เป็นชื่อของทางนั้นด้วยซ้ำ โชคดีที่ยังไม่หน้ามืดตามัว มาตายไปซะก่อน"
"ไอ้ลูกเวร! ถ้าเจอร่างเมื่อไหร่ขอตบให้หายโง่สักที ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องไปถูกใครเขาหลอกอีก"
เมวดีสบถอย่างหมดความอดทน จนปลายตะวันถึงกับหลุดขำออกมา
"ห้องนี้เป็นห้องทำงานของผมเอง ก่อนหน้านี้ผมทำเป็นห้องไว้เล่นเกม คุณยกของข้างในไปขายทิ้งได้เลยนะ ผมคงไม่ใช้มันอีกแล้ว"
เมทัสพูดต่อ
"คุณแม่คะ เดี๋ยวฝากคนมายกคอมพิวเตอร์ในห้องไปขายด้วยนะคะ ห้องนี้ต่อไปเดี๋ยวฉันจะทำเป็นห้องทำงาน"
"อืม"
"ส่วนที่เหลือคงไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันเป็นคนง่าย ๆ หลายปีมานี้ก็ใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักศพเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้หวือหวาเหมือนคนอื่น"
ผู้เป็นแม่มองตาม พลางครุ่นคิดในใจ
ทั้งที่เป็นคนนอก แต่ดูคุ้นชินกับบ้านหลังนี้มากเหลือเกิน ทว่าเธอเลือกนิ่งเงียบ มากกว่าไปซักไซ้ให้มากความ
การจะร่วมมือกับใครสักคน สิ่งสำคัญที่สุดคือความไว้ใจ และลึก ๆ เธอเชื่อมั่นว่าผู้หญิงคนนี้ สามารถช่วยเธอรักษาบริษัทเอาไว้ได้
"แล้วเราจะเริ่มสืบจากตรงไหน ตอนนี้เบาะแสเรื่องร่างของเมทัสที่หายไปยังเงียบอยู่เลย ฉันเองส่งคนไปตามสืบก็ยังไม่คืบหน้า"
ทั้งสองคนกลับลงมานั่งที่ห้องรับแขก เตรียมพร้อมสำหรับเริ่มวางแผนอีกครั้ง
"เริ่มจากสิ่งที่มองไม่เห็นไงคะ"
เมวดีขมวดคิ้วสงสัย
"คุณแม่ เชื่อเรื่องลี้ลับไหม"