ตอนที่ 1
ณ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
12.30 น.
วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนเทอมต้น นักศึกษาแต่ละคณะฯ ต่างเดินกันขวักไขว่ บ้างก็นั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน บ้างก็นั่งจับกลุ่มทานอาหารเที่ยงกัน ส่วนกลุ่มที่จัดการอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้วก็มักจะพากันไปนั่งดีดกีตาร์อยู่ใต้ร่มไม้ เช่นเดียวกันกับนักศึกษากลุ่มนี้…กลุ่มของภพหล้า
“เห้ยไอ้ภพ! น้องคนสวยเดินมานู่นแล้วว่ะ” เพื่อนคนแรกมองไปที่รุ่นน้องคนหนึ่ง ระหว่างนั้นก็สะกิดและยิ้มกริ่มให้ภพไปด้วย หน้าตาของเธอสวยสะดุดตา สะกดใจชายแทบจะทุกคนในคณะบริหารธุรกิจรวมถึงภพหล้าเพื่อนของเขาด้วย
‘วี้ด~วิ้ว~’
“เห้ยไอ้ภพ! น้องปีสามนี่น่ารักจังเลยเนอะ โดยเฉพาะน้องสาวคนนั้น” เพื่อนคนที่สองผิวปากแซวน้องปีสามที่เพื่อนของเขาชอบอยู่ ปากคุยกับภพหล้าแต่สายตามองไปที่ผืนแพร ใช่แล้ว เธอชื่อผืนแพร เป็นนักศึกษาปีสาม คณะเดียวกันกับสี่หนุ่มบนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นก้ามปูยักษ์
หนุ่มหน้าหล่อฉบับชายไทยส่งยิ้มไปให้รุ่นน้องคนนั้น ข้อความภายใต้รอยยิ้มบ่งบอกว่า ‘ดีใจที่ได้เจอเธอ’ หูฟังเพื่อนแซวผืนแพรเสียงดัง ส่วนดวงตาหวานหยาดเยิ้มนั้นส่งไปทักทายรุ่นน้องอยู่เป็นนิตย์
“ที่บ้านไม่เคยอบรมหรือไง แซวผู้หญิงเสียงดังแบบนี้ผู้ดีที่ไหนเขาทำกัน อ้อ! ลืมไปว่าแก๊งพวกนายมันเด็กบ้านจน พ่อแม่ต้องกระเบียดกระเสียรกันสุด ๆ ล่ะมั้งถึงส่งลูกเข้ามาเรียนในมหา’ลัยนี้ได้ อย่าว่าแต่เวลาจะสอนลูกสอนหลานเลย เวลาพักผ่อนจะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้”
ผืนแพรตอกกลับแก๊งสี่หนุ่มจนพวกเขาเงียบเสียงไปตาม ๆ กัน เว้นแต่ภพหล้าที่ดูเหมือนว่าจะชอบอกชอบใจกับคำด่าเหลือเกิน ชอบน้องผืนแพรคนงามมาสามปี จนปีนี้ก็จะจบแล้ว ก็ยังมิวายโดนด่ากลับมาอยู่ทุกครั้งที่ทักทายน้อง และใช่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภพหล้าพร้อมผองเพื่อนต้องประสบกับคำดูถูกและสายตาเหยียดในเหยียดของผู้หญิงคนนี้
“เห้ยแก! แรงไปหรือเปล่าวะ พี่เขาก็แค่แซวเล่นขำ ๆ เอง คิดจริงจังไปได้” หนึ่งในเพื่อนแก๊งไฮโซเอ่ยปรามเพื่อนสนิทเพราะเห็นว่าแพรนั้นพูดจาแรงเกินไป ไม่ถนอมน้ำใจคนฟังเอาเสียเลย
“ฉันก็คิดเหมือนกัน ถ้าแกไม่ชอบ แกบอกเขาไปดี ๆ ก็ได้นี่ว่าไม่ชอบให้แซวแบบนี้ ไม่เห็นต้องพาดพิงไปถึงบุพการีเขาเลย”
เพื่อนอีกคนเสริม
“ใช่ ๆ ฉันก็คิดเหมือนกัน อีกอย่างพี่ภพเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ออกจะขยันด้วยซ้ำ ทั้งขยันเรียน ขยันทำงาน นี่ถ้าเขาไม่ชอบแกนะ ฉันชิงจีบไปตั้งแต่ตอนปีหนึ่งแล้ว” เพื่อนคนที่สามก็มีความเห็นแบบเดียวกัน
“โอ๊ยนี่! พวกแกเป็นเพื่อนฉันหรือเพื่อนอีตานั่นเนี่ย เข้าข้างกันดีจังเลยนะ แต่ช่างเหอะ อย่าพูดถึงนายนั่นให้เสียอารมณ์เลย พวกเราไปเดินช็อปปิ้งกันดีกว่า” ผืนแพรทำเนียนเปลี่ยนเรื่อง รู้ว่าอย่างไรเสียเพื่อนอีกสามคนก็จะพูดจะเตือนเธอแบบนี้เป็นประจำ แต่แล้วอย่างไร คนอย่างผืนแพรน่ะหรือจะสนใจ มีแต่จะด่าให้คนฟังรู้สึกเจ็บแสบกว่านี้อีกหลายเท่าด้วยซ้ำ
“แต่เรามีเรียนตอนบ่ายโมงนะ”
“จะไปยากอะไร ก็โดดสิ”
“แพร!!!” เพื่อนทั้งสามคนเอ่ยชื่อเล่นของผืนแพรออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“แกโดดไปคนเดียวเหอะ ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ”
“ฉันก็ด้วย นี่ก็เพิ่งจะต้นเทอมเอง แกจะโดดจริง ๆ เหรอ”
“นั่นซี เอาไว้โดดยามจำเป็นไหม อย่างตอนทำงานส่งไม่ทันอะไรพวกนี้ เก็บโควต้าโดดเรียนไว้ก่อน”
ทั้งสามสาวพยายามโน้มน้าวใจเพื่อนอย่างสุดความสามารถ พวกเธอถือคติว่าถ้ารักเพื่อน หวังดีกับเพื่อน ต้องเตือนเพื่อน
“เฮ้อ~ พวกแกนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ จะเรียนก็เรียนไปเถอะ ฉันไปกับรุ่นพี่ก็ได้ ชิ!”
สารพัดคำโน้มน้าวของเหล่าเพื่อนสนิทไม่เป็นผล คุยกันจบเรื่องไม่ทันไร รถสปอร์ตคันหรูก็เคลื่อนมาจอดเทียบหน้าคณะบริหารฯ แล้ว แพรโบกมือลาเพื่อนแก๊งไฮโซตามประสา ก่อนที่จะพาตัวเองเข้าไปในรถของรุ่นพี่คนหนึ่ง โดยมีรุ่นพี่เดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้เสร็จสรรพ ไม่นานนักรถสปอร์ตคันหรูก็ออกตัวจากบริเวณหน้าคณะบริหารฯ ก่อนจะแล่นไปยังบนท้องถนน
************************
“ไวไฟดีจังวะน้องแพรของมึง เมื่อวานอีกคน วันนี้อีกคน น้องเขาจะควงตัวท็อปให้ครบทุกคณะเลยหรือไงวะ”
เป็นอย่างที่เพื่อนคนแรกพูด แพรควงทั้งรุ่นน้อง รุ่นเดียวกันรวมถึงรุ่นพี่แต่ละวันไม่ซ้ำหน้า ทว่าเธอก็ไม่เคยจริงจังกับใคร ควงไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปทานข้าวและช็อปปิ้ง หากใช้คำว่า ‘ควงเล่น ๆ’ ก็เหมาะอยู่ ควงคนหนึ่งเบื่อแล้วก็เปลี่ยนไปเป็นอีกคน เธอทำแบบนี้มาได้หนึ่งปีแล้ว โดยที่ภพหล้าก็เข้าใจดีว่าเพราะเหตุใดเด็กปีหนึ่งที่เคยพูดจาไพเราะ ทั้งยังมีนิสัยน่ารักในวันนั้นถึงกลายมาเป็นคนแบบนี้ในวันนี้ได้
“เด็กขาดความอบอุ่นก็เป็นแบบนี้แหละมึง”
“เหรอวะ แล้วมึงไม่โกรธน้องเขาบ้างเหรอวะที่ด่าไปถึงพ่อถึงแม่มึง แล้วก็ไม่ใช่ครั้งเดียวด้วยนะ หลายครั้งแล้วด้วย” เพื่อนคนแรกขมวดคิ้วพร้อมกับถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมภพยังชอบรุ่นน้องคนนี้อยู่ได้ทั้ง ๆ ที่ปากคอก็เราะรายเอาปานนั้น
“ไม่ว่ะ กูเข้าใจเขา” เป็นคำตอบที่อีกสามหนุ่มคาดไว้ไม่มีผิด รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเพื่อนชื่อภพจะตอบว่าอย่างไร แต่ก็ยังอยากถาม เผื่อได้คำตอบแบบอื่นกลับมาบ้าง
“แล้วมึงจะทำแค่มองเหรอวะ”
“ใครบอก พวกมึงคอยดูนะ สักวันเขาต้องเป็นคนเดินเข้ามาหากู โดยที่กูไม่ต้องพยายามอะไรเลย” คราวนี้ภพหล้าพูดกับเพื่อนทั้งสามคนด้วยสีหน้าและแววตาจริงจัง น้ำเสียงสื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีวันนั้น วันที่คุณหนูผืนแพรลูกสาวของเศรษฐีต้องเป็นฝ่ายเข้าหาภพหล้า…ลูกชายของพนักงานรักษาความปลอดภัยจน ๆ
:
:
ณ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ
13.00 น.
ด้วยความที่มหาวิทยาลัยกับแหล่งช็อปปิ้งไม่ได้อยู่ไกลจากกันมาก ขับรถไม่เกินยี่สิบนาทีก็ถึง
“น้องแพรเลือกได้ตามใจชอบเลยนะครับ เดี๋ยวพี่จ่ายให้เอง”
“โอเคค่ะ” เจ้าของชื่อยิ้มจนตาเป็นสระอิ เธอมีหน้าชื่นตาบานยิ่งกว่าตอนนั่งเรียนหนังสือ ช่วงเวลาที่ทำให้หญิงสาวมีความสุขและหลีกหนีจากความวุ่นวายที่บ้านได้ก็ช่วงที่อยู่กับเพื่อนสนิทหรือไม่ก็ช่วงที่อยู่กับผู้ชายพวกนี้นี่แหละ
ผู้ชายพวกนี้เต็มใจจ่ายให้เธอตลอด หยิบของกี่อย่าง ๆ ก็จ่ายไม่อั้น เคยมีแวบหนึ่งอยู่ที่ผืนแพรคิดว่า ‘หากฉันไม่ใช่เด็กบ้านรวย ฐานะทางบ้านธรรมดา ฉันจะทำยังไง ผู้คนจะโอ๋ จะปฏิบัติต่อฉันดีอย่างตอนนี้ไหม’ ทว่าคิดมากไปก็ปวดหัว คนอย่างผืนแพรไม่เก็บมาคิดซ้ำ ๆ ให้รกสมองหรอก
หนุ่มรุ่นพี่ หล่อ สูง ขาว ตี๋ เดินประกบรุ่นน้องตามกันเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ห้างฯ แห่งนี้จัดว่าเป็นห้างฯ เฉพาะคนรวย เพราะสินค้าทุกชนิดและทุกร้านล้วนแพงหูฉี่ ไม่มีทางหรอกที่คนรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยจะกล้าเข้ามาเหยียบ