“ขอโทษนะทีน...”
เสียงไลลากระซิบแผ่วขณะก้าวลงจากรถสองแถวเก่า ๆ ที่มุ่งหน้าเข้าซอยลึกย่านชุมชนบางบัวทอง ใบหน้าเธอยังคงเปียกจากฝนปรอยๆ ที่โปรยลงมาระหว่างทาง น้ำฝนผสมเหงื่อไหลซึมตามไรผมลงสู่ปลายคาง
ถุงผ้าที่ใส่ของใช้สำหรับน้องชายแน่นไปด้วยเสื้อยืดสีซีด ยา และเอกสารโรงพยาบาล แต่หัวใจของเธอเบากว่าเดิม — เพราะไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคตให้คาดหวังอีกแล้ว
เสียงหัวเราะของผู้โดยสารคนหนึ่งในรถยังดังก้องในหัวเธอ แม้มันจะแค่ชั่วครู่ แต่กลับเหมือนมีดเล่มบางกรีดผ่านใจ
เธอกำลังตกงานในวันที่ไม่มีแม้แต่เงินเหลือติดกระเป๋าเกินสามหลัก
และพรุ่งนี้...เธอควรจะซื้อยาให้นที
แต่ยาราคาเกือบพัน — ในขณะที่เธอเหลือไม่ถึงห้าร้อย
เธอนั่งนิ่งอยู่ริมถนน หัวใจว่างเปล่าราวกับหล่นหายระหว่างทางฝนตก เธอไม่แม้แต่จะปาดน้ำตาที่เริ่มรินช้า ๆ จากหางตา
“อย่าเพิ่งร้องไห้...เดี๋ยวทีนจะไม่มีคนดูแล” เธอบอกตัวเองในใจอย่างร้าวลึก
ทันใดนั้น...เสียงโทรศัพท์มือถือที่จอแตกร้าวและปุ่มกดค้างบางปุ่มก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล?” เธอรับสายด้วยเสียงเหนื่อยล้า
“คุณไลลาหรือเปล่าคะ? ฉันครูปิ่นนะคะ จากโรงเรียนของนที...คือนทีเกิดอาการกำเริบค่ะ! เขาหายใจไม่ทันและหมดสติระหว่างพักกลางวัน!”
โลกทั้งใบของไลลาหยุดหมุนทันที
“ช่วยส่งน้องไปโรงพยาบาล RAVEN ได้ไหมคะ! หมอที่ดูแลน้องอยู่ที่นั่นค่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย!”
เสียงของเธอสั่นแทบฟังไม่เป็นคำ ร่างทั้งร่างวิ่งออกจากซอยแทบไม่รู้ตัว มุ่งหน้าหารถแท็กซี่ที่ผ่านมาท่ามกลางเสียงแตรจราจรที่ไม่มีใครใส่ใจ
ห้องฉุกเฉินของ RAVEN ยังคงคึกคักด้วยทีมแพทย์ พยาบาล และเครื่องมือที่พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อเธอวิ่งมาถึงประตูหน้า หอบหายใจรัว มือเย็นเฉียบ ร่างของนทีถูกพยาบาลเข็นออกจากลิฟต์ชั้นฉุกเฉินพอดี
“คุณคือผู้ปกครองน้องใช่ไหมคะ?” พยาบาลถาม
“ใช่ค่ะ! ทีนเป็นยังไงบ้างคะ?!”
“โชคดีมากที่คุณหมออคินอยู่ที่นี่ตอนนั้น เขาดูแลเคสนี้ด้วยตัวเองค่ะ อาการของน้องคงที่แล้ว แต่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการก่อนค่ะ”
คำว่า 'โชคดี' ฟังดูเป็นเรื่องน่าขันสำหรับเธอในตอนนี้
โชคดี...หรือชะตากรรมกำลังเล่นตลก?
“คุณต้องรอคุยกับคุณหมอเจ้าของเคสเรื่องการรักษาต่อนะคะ” พยาบาลยิ้มให้แบบที่เธอคงคิดว่าช่วยให้ผู้ปกครองสบายใจ
แต่หัวใจของไลลาไม่ได้สบายแม้แต่น้อย
เธอยืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย เฝ้าดูนทีผ่านกระจกใส เด็กชายที่เธอรักมากกว่าสิ่งใดกำลังหลับสนิทในเตียงใหญ่สีขาวสะอาด
เธอสูดลมหายใจเข้า
“พี่จะกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านนะทีน รอพี่นะ”
แต่ก่อนที่เธอจะได้ก้าวออกจากโถงผู้ป่วย เสียงเรียกชื่อของเธอก็ดังขึ้น
“คุณไลลาใช่ไหมคะ? คุณหมออคินเชิญที่ห้องรับรอง VIP ค่ะ”
เธอชะงัก ก้มมองตัวเองที่เปียกฝน พยายามจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินตามพยาบาลไปอย่างลังเล
หัวใจเธอเต้นแปลก ๆ — เหมือนรู้ว่าเบื้องหลังประตูห้องรับรองนั้น...จะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น...และอาจจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเธอ
ห้องรับรอง VIP เงียบเกินไปสำหรับโรงพยาบาลที่ควรเต็มไปด้วยเสียงผู้คน
หมออคินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ มือประสานกันอยู่บนแฟ้มคนไข้สีเทาเข้ม ร่างสูงสงบ ดวงตาคู่คมที่เคยไร้อารมณ์จ้องมองเธอโดยไม่ปิดบัง
“นั่งสิ” เขาบอกด้วยน้ำเสียงนิ่ง
ไลลานั่งลง ตรงข้ามเขา รู้สึกได้ถึงความห่างชั้นระหว่างเก้าอี้ของเธอกับเขา แม้จะอยู่ในห้องเดียวกัน
“อาการนทีคงที่ แต่ต้องผ่าตัดในอีกไม่กี่สัปดาห์” เขาเริ่มด้วยน้ำเสียงของหมอผู้เชี่ยวชาญ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมด...ไม่น้อย”
เธอกำแฟ้มกระเป๋าผ้าของตัวเองแน่น เสียงหัวใจดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ
“ฉันจะหาเงินค่ะ...ไม่รู้ยังไง แต่จะหามาให้ได้...”
“ไม่ต้องหา” เขาพูดตัดทันที
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นไหวอย่างมีหวัง — แต่ก็ต้องสะดุ้งทันทีเมื่อเห็นแววตาของเขา
อคินลุกขึ้น เดินไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลจากโต๊ะด้านข้าง แล้ววางมันลงตรงหน้าเธออย่างแม่นยำ
“ทั้งหมดนี่...จะครอบคลุมค่าผ่าตัด ค่าห้อง และค่าพยาบาลของนทีจนจบการรักษา” เขาเว้นจังหวะหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แลกกับการที่คุณจะต้องอยู่กับผม...ในแบบที่ผมต้องการ”
โลกของไลลาหยุดหมุน
เธอนิ่งอยู่เกือบนาที ก่อนเสียงในหูจะเริ่มกลับมาอีกครั้ง
“คุณหมายความว่า...อะไรคะ?” เสียงเธอแทบไม่ออก
“คุณเข้าใจดี” เขามองเธอตรง ๆ โดยไม่หลบ ไม่อธิบาย
“แล้ว...แล้วนทีล่ะคะ? ถ้าฉันไม่รับข้อเสนอ...”
“เขาจะยังได้รับการรักษาเท่าที่คุณมีปัญญาจ่าย” เขาตอบตรง แต่ไม่เย็นชา — น้ำเสียงของเขากลับเหมือนพูดถึงสัญญาเช่าคอนโดมากกว่าเรื่องชีวิตคน
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง เธอก้มหน้าลง มองมือตัวเองที่กำแน่นอยู่อย่างสั่นเทา
“ฉัน...ขอโทษค่ะ ฉันทำไม่ได้...ฉัน...ฉันจะหาเงินมารักษานทีเองค่ะ”
เธอลุกขึ้น เตรียมจะเดินออก
แต่เสียงของเขาดังขึ้นทันที เย็นจัดและเฉียบคม อคินต้องทำอะไรสักอย่าง เหมือนกับลูกไก่จะไม่ยอมอยู่ในกำมือ เพราะฉะนั้นเขาต้องบีบเธอมากขึ้น และคนอย่างเขาทำได้อยู่แล้ว
“ถ้าคุณก้าวออกจากห้องนี้...นทีจะไม่ได้รับการผ่าตัด”
เขาเอนตัวพิงพนักเล็กน้อย มองเธอราวกับนักล่าที่รอเหยื่อยอมจำนนโดยไม่ต้องลงแรง
เธอชะงัก เท้าค้างกลางอากาศ หัวใจตกจากอกลงสู่พื้นทันที
“แล้วคุณจะกลับไปมองหน้าน้องชายตัวเองได้ยังไง...ในวันที่เขาไม่มีลมหายใจ?”
คำนั้น...แทงทะลุเข้าไปถึงหัวใจที่อ่อนล้าเกินทน
ไลลาหันกลับมา น้ำตาไหลเงียบ ๆ ทั้งที่ไม่เหลือแรงแม้แต่จะเช็ด
“ฉันไม่มีทางเลือกใช่มั้ยคะ”
“คุณมี” เขาตอบเรียบ ๆ
“เลือกจะเป็นคนช่วยชีวิตน้อง...หรือคนที่ยืนมองเขาตาย”
นั่นไม่ใช่ตัวเลือก — มันคือประโยคบังคับ
เธอนิ่งไปอีกรอบ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งช้า ๆ
ไลลานิ่งไป น้ำตาเริ่มไหลเงียบ ๆ เธอรู้...ว่าตัวเองไม่มีสิทธิเลือกทางไหน
นทีต้องรอด
ถ้าเธอต้องพังเพื่อให้นทีอยู่ — เธอจะยอม
“ตกลงค่ะ” เสียงเธอเบาราวกับลมหายใจสุดท้าย
อคินพยักหน้าอย่างคนที่คาดไว้แล้ว
เขาหยิบกุญแจคอนโดสีดำออกมาจากลิ้นชัก วางลงบนโต๊ะต่อหน้าเธอ
“งั้นก็เริ่มคืนนี้”
คำพูดของเขากระทบใจเหมือนฝาโลงถูกตอกลงอย่างสมบูรณ์ เธอไม่รู้ว่าร่างกายกำลังหายใจอยู่ได้ยังไง...ทั้งที่ข้างในมันตายไปแล้ว
เธอชะงัก ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “แต่...ฉันต้องอยู่เฝ้านทีคืนนี้”
“ผมจะจัดพยาบาลพิเศษตลอด 24 ชั่วโมงให้” เขาตอบทันควัน
“คุณไม่มีอะไรต้องกังวล”
คำว่า ‘ไม่มีอะไรต้องกังวล’ สำหรับเขา...คือคำสั่งประหารเงียบ ๆ สำหรับเธอ