แพรวากำลังยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ภายในห้องนอนของเธอ ดวงตากลมโตจ้องมองภาพสะท้อนของตัวเองด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเปไปหมด
ชุดเดรสสั้นสีขาวบริสุทธิ์ที่พี่ขุนส่งมาให้เมื่อช่วงบ่ายนั้นมันสวยงามมากจริงๆ เนื้อผ้าลูกไม้บางเบาประดับอยู่ตรงช่วงไหล่และชายกระโปรง
ทำให้ชุดนี้ดูละเอียดอ่อนและมีเสน่ห์ดึงดูดใจ แต่สิ่งที่ทำให้แพรวาใจสั่นก็คือความสั้นของกระโปรงที่เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนจนถึงเหนือเข่า และช่วงคอที่กว้างเผยให้เห็นไหปลาร้าที่สวยงามของเธอ
"ชุดอะไรกันเนี่ย จะใส่ไปทานข้าวหรือจะใส่ไปเดินแบบกันแน่"
แพรวาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางพยายามดึงชายกระโปรงลงมาให้ยาวกว่าเดิม แต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
น้องกะทิแมวขาวกระโดดขึ้นมานั่งบนโต๊ะเครื่องแป้งแล้วจ้องมองเธอด้วยดวงตาสีฟ้าครามราวกับจะบอกว่า
"ก็สวยดีนี่นา เจ้านายเราชอบแบบนี้แหละ"
แพรวาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจว่าจะใส่ชุดนี้ลงไปทานมื้อค่ำตามความต้องการของพี่ขุน เพราะเธอไม่อยากจะถูกลงโทษมากกว่านี้แล้ว แค่เมื่อคืนเธอก็แทบจะทนรับไม่ไหวแล้วจริงๆ
หญิงสาวค่อยๆ ก้าวเดินออกจากห้องนอนด้วยความระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเธอมันช่างดูงดงามและน่ามอง เสียงรองเท้าส้นเตี้ยกระทบกับพื้นหินอ่อนเบาๆ ทำให้หัวใจของเธอยิ่งเต้นรัว แพรวาเดินลงบันไดมายังห้องอาหารที่ดูโอ่อ่าและหรูหรากว่าเมื่อตอนเช้ามาก
แสงไฟสีนวลตาจากโคมระย้าคริสตัลส่องประกายระยิบระยับไปทั่วทั้งห้อง บนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่มีเชิงเทียนสีทองอร่ามและจานชามราคาแพงระยับจัดวางไว้อย่างประณีต
และที่นั่นเอง พี่ขุนกำลังนั่งรอเธออยู่แล้ว ชายหนุ่มอยู่ในชุดเชิ้ตสีดำสนิทที่ปลดกระดุมออกสองเม็ดเหมือนเคย เผยให้เห็นแผงอกขาวแน่นที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาเล็กน้อย
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูเรียบเฉยแต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับจ้องมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพอใจและหิวกระหายจนแพรวารู้สึกร้อนไปทั้งตัว
"มาแล้วเหรอแพร พี่คิดว่าจะต้องไปตามถึงบนห้องเสียแล้ว"
ขุนเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าราวกับกระซิบ
"แพรขอโทษค่ะที่มาช้า"
แพรวารีบตอบรับแล้วเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับเขาโดยมีพ่อบ้านคอยช่วยเลื่อนเก้าอี้ให้
ขุนเขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาแค่จ้องมองเธอด้วยสายตาที่ร้อนแรงจนแพรวาแทบจะวางตัวไม่ถูก เธอได้แต่ก้มหน้ามองจานอาหารที่ตอนนี้มีสเต๊กเนื้อวัวชิ้นหนากำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วยวนอยู่ตรงหน้า
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีอารมณ์จะทานอะไรลงไปได้เลย มื้อค่ำคืนนี้มีแค่เธอกับเขาเพียงสองคนบนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่กว้างขวางเกินไปจนมันดูอ้างว้างชอบกล
"ไม่ชอบกินสเต๊กเหรอ"
พี่ขุนเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้แตะอาหารเลย
"ชอบค่ะ แพรแค่ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่"
แพรวาตอบเสียงแผ่ว พลางพยายามใช้มีดหั่นสเต๊กชิ้นใหญ่แต่ก็ทำได้ไม่ค่อยถนัดนักเพราะความประหม่า
ขุนเขาเห็นความเงอะงะของเธอก็อดไม่ได้ที่จะเหยียดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เขาตัดสเต๊กของตัวเองเป็นชิ้นพอดีคำก่อนจะเลื่อนจานอาหารของตัวเองมาวางตรงหน้าเธอ
"ลองทานของพี่ดูสิ พี่ตัดให้แล้ว" เขาสั่งด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แพรวาเงยหน้ามองเขาด้วยความแปลกใจ พี่ขุนไม่ได้เป็นคนอ่อนโยนขนาดนั้น แต่บางทีเขาก็มีมุมที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจแบบนี้ หญิงสาวรับจานสเต๊กมาจากเขาแล้วค่อยๆ ใช้ซ้อมจิ้มเนื้อเข้าปาก มันนุ่มละมุนลิ้นและรสชาติอร่อยมากจริงๆ เธอพยักหน้าให้เขาก่อนจะบอกว่า
"อร่อยมากเลยค่ะพี่ขุน"
"ก็ดี... ทีหลังจะได้มาทานกับพี่บ่อยๆ"
เขาพูดพร้อมกับจ้องมองรอยยิ้มจางๆ ของเธอ
ตลอดมื้อค่ำนั้นพี่ขุนไม่ได้พูดอะไรมากนัก เขาแค่จ้องมองเธอทานอาหารด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา บางครั้งก็ดูเหมือนจะเอ็นดู แต่บางครั้งก็เหมือนจะหิวกระหายจนแพรวาต้องหลบสายตาเขาบ่อยๆ
เมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พ่อบ้านก็เข้ามาเก็บจานชามออกไปเหลือเพียงสองคนกับแสงเทียนที่กำลังส่องไหวระริก
"วันนี้คงเหนื่อยมาทั้งวันแล้วใช่ไหม"
ขุนเขาถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอเริ่มมีสีหน้าอ่อนเพลีย
"นิดหน่อยค่ะ แพรพาน้องกะทิไปเดินเล่นที่สวนนานไปหน่อย" แพรวาตอบ
"ไม่ต้องเรียกกะทิว่าน้องกะทิก็ได้ เรียกแค่กะทิก็พอ มันเป็นลูกสาวพี่นะ"
ขุนเขาเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ
แพรวาได้แต่นั่งเงียบๆ เธอรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศที่เงียบงันนี้เหลือเกิน เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรต่อไปดี จนกระทั่งพี่ขุนลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังเธอ
"ขึ้นห้องไปพักผ่อนได้แล้วแพร"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า
"ค่ะพี่ขุน"
แพรวารีบจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่เขากลับรั้งเธอไว้ด้วยการวางมือหนาลงบนไหล่บางของเธอ
"ชุดที่พี่เลือกให้... สวยดีนะ เหมาะกับเธอมากเลย"
เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างใบหูของเธอ กลิ่นกายชายที่ร้อนแรงและกลิ่นเหล้าจางๆ ทำให้เธอรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวอีกครั้ง
"แต่ถ้าเธอใส่ให้พี่ดูแบบใกล้ๆ มันจะสวยกว่านี้อีกนะ"
แพรวารีบก้มหน้าลงซ่อนความอับอายและใบหน้าที่แดงก่ำ พี่ขุนยังคงไม่เลิกแกล้งเธอเลยสักนิดเดียว หญิงสาวพยายามจะก้าวเดินออกไปแต่เขากลับรั้งเธอไว้ด้วยการใช้มืออีกข้างเชยคางมนของเธอขึ้นช้าๆ บังคับให้เธอสบตากับเขา
"พี่ขุน..."
เธอเอ่ยชื่อเขาเสียงแผ่ว
ขุนเขาไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่จ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงราคะ ก่อนจะก้มลงไปกดจูบหนักๆ ลงบนริมฝีปากอิ่มของเธออย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับต้องการจะลงโทษเธออีกครั้ง
จูบนั้นไม่ได้แผ่วเบาแต่กลับเต็มไปด้วยความหิวกระหายและเอาแต่ใจจนแพรวาต้องหลับตาแน่นเพื่อรับสัมผัสที่ร้อนระอุ
เขาถอนจูบออกมาอย่างอ้อยอิ่ง พลางใช้นิ้วโป้งไล้ไปตามริมฝีปากที่บวมเจ่อของเธอ
"นี่เป็นแค่การทักทายนะแพร คืนนี้เธอคงหลับสบายไปอีกคืนแล้วล่ะ"
เขาพูดด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลังวูบ
"แต่พรุ่งนี้... พี่จะขอให้เธอไปดูหนังกับพี่ พี่อยากให้เธอออกไปเห็นโลกภายนอกบ้าง"
แพรวาได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เธอไม่กล้าปฏิเสธเขาเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อพี่ขุนปล่อยมือจากเธอ แพรวาก็รีบวิ่งขึ้นห้องนอนไปทันทีเหมือนถูกผีไล่ตาม หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เธอรู้ดีว่าการได้อยู่กับพี่ขุนมันอันตรายแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความอันตรายนั้นมันดึงดูดใจเธอเหลือเกิน
หญิงสาวล้มตัวลงนอนบนเตียงข้างๆ น้องกะทิที่ตื่นขึ้นมามองเธอด้วยดวงตากลมโต แพรวายกมือขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเองอีกครั้ง
รสจูบของขุนเขา ไม่ได้จางหายไปไหนแต่กลับติดตรึงอยู่ตรงนั้นราวกับจะย้ำเตือนเธอว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว เธอถูกขังอยู่ในกรงทองของพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ไปตลอดกาล และดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีวันหาทางออกเจอเลยเสียด้วยซ้ำ
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ปนเปกันระหว่างความหวาดกลัวและความปรารถนาเริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจของแพรวาอย่างสมบูรณ์แบบ แพรวาได้แต่ภาวนาให้พรุ่งนี้เช้ามาถึงไวๆ เพราะเธออยากรู้เหลือเกินว่าพี่ขุนจะพาเธอไปดูหนังแบบไหน และการออกไปข้างนอกกับเขาครั้งแรกนี้จะนำพาเธอไปพบเจอกับเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและอันตรายขนาดไหนกันแน่