เช้าวันจันทร์มาถึงอย่างรวดเร็วเกินไปสำหรับภัคธีมา เธอนอนไม่หลับทั้งคืน น้ำตาไหลไม่หยุด คิดวนเวียนถึงข้อความขู่จากวายุภัทร
“ถ้าไม่มา...งานของเธอจบ”
เธอรู้ดีว่าเขามีอำนาจพอที่จะทำอย่างนั้นได้จริงๆ บริษัทวรเทพกรุ๊ปเป็นของตระกูลเขา และเขาคือคนที่ตัดสินใจทุกอย่าง ไม่มีใครกล้าขัด
ภัคธีมาแต่งตัวเรียบร้อยในชุดยูนิฟอร์มพนักงาน – เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแลคสีเทา – พยายามปกปิดรอยแดงบนคอด้วยคอนซีลเลอร์ แต่ยังเห็นรางๆ อยู่ดี เธอแต่งหน้าบางๆ เพื่อปกปิดใบหน้าที่บวมจากการร้องไห้
“พี่ภัค วันนี้ดูไม่ค่อยสดใสเลยนะ” น้องชายพูดขณะเธอช่วยเข้ารถเข็นเพื่อไปโรงพยาบาลตามนัด
“พี่สบายดีจ้ะ แค่นอนน้อย” เธอฝืนยิ้ม ก้มลงจูบน้องที่หน้าผาก “เดี๋ยวเย็นนี้พี่มารับนะ”
ระหว่างทางไปบริษัท เธอโทรหาณิชชา เพื่อนสนิทที่ทำงานคนละบริษัท
“ณิช...กูเจอเรื่องใหญ่” เธอเล่าเรื่องทั้งหมดแบบคร่าวๆ โดยไม่ลงรายละเอียด NC
“อะไรนะ! แก one night กับ CEO ตัวเอง? แล้วเขาขู่แกด้วย?” ณิชชาอุทานเสียงหลง “แกต้องไปแจ้งตำรวจสิ! นี่มันคุกคามชัดๆ”
“ไม่ได้หรอก...เขาไม่ได้บังคับจริงๆ กูเมาเอง แล้วเขามีอำนาจขนาดนั้น กูกลัวเรื่องน้องด้วย ถ้าถูกไล่ออก ใครจะจ่ายค่ารักษา?”
ณิชชาถอนหายใจ “งั้นแกก็ไปพบเขา แล้วบันทึกเสียงไว้ ถ้าเขาพูดอะไรแปลกๆ จะได้มีหลักฐาน”
ภัคธีมาเห็นด้วย เธอเปิดแอปบันทึกเสียงในโทรศัพท์ก่อนเข้าตึก
บริษัทวันจันทร์เช้าคึกคัก พนักงานเดินขวักไขว่ ธนัช ผู้จัดการแผนก ยิ้มทักเธออย่างสดใส
“เช้าวันดีครับคุณภัคธีมา วันนี้มีประชุมแผนกตอนบ่ายนะ”
“ค่ะผู้จัดการ” เธอยิ้มตอบ แต่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เวลา 8:59 น. เธอยืนอยู่หน้าห้องทำงาน CEO ชั้นบนสุดของตึก หัวใจเต้นแรงราวกับกลองรัว
เธอเคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้าไป
ห้องทำงานกว้างขวาง หรูหรา โต๊ะไม้โอ๊คตัวใหญ่ ผนังกระจกมองเห็นวิวเมืองทั้งหมด วายุภัทรนั่งอยู่หลังโต๊ะ ในสูทสีเทาเข้ม ใบหน้าเรียบเฉย กำลังเซ็นเอกสาร
“เข้ามา ปิดประตูด้วย” เขาพูดโดยไม่เงยหน้า
ภัคธีมาก้าวเข้าไป ปิดประตูเบาๆ แล้วยืนตัวแข็งทื่อ มือกำกระเป๋าแน่น
เขาวางปากกาลง แล้วยกศีรษะขึ้นมองเธอ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็ง จนเธอรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าด้วยสายตา
“นั่ง” เขาชี้เก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะ
เธอนั่งลงอย่างเกร็ง “คุณ...เรียกฉันมาทำไมคะ?”
วายุภัทรยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ทำให้เธอขนลุก “เธอรู้ดี เรื่องเมื่อคืน”
“ฉันบอกแล้วว่ามันเป็นอุบัติเหตุ! ฉันเมา คุณก็...คุณก็เมาเหมือนกันใช่ไหม?” เธอเถียงเสียงสั่น
เขาหัวเราะเบาๆ เสียงทุ้มต่ำ “ฉันไม่ได้เมาแม้แต่หยดเดียว ฉันจำทุกอย่างได้ชัดเจน เธอคราง เธอร้อง เธอแอ่นตัวรับฉัน...ทุกอย่าง”
ภัคธีมาหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าหลบตา “หยุดพูดแบบนั้น! มันจบแล้ว!”
“ไม่จบ” เขาพูดเสียงเข้ม ลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าเธอ ก้มลงกระซิบข้างหู “เธอเป็นของฉันตั้งแต่คืนนั้น และฉันไม่ยอมปล่อยเธอไป”
เธอสะดุ้ง ถอยหลังจนหลังชนพนักเก้าอี้ “คุณ...คุณพูดบ้าอะไร! ฉันไม่ใช่ของเล่น!”
วายุภัทรยืดตัวตรง มองลงมาที่เธอด้วยสายตาเย็นชา “เธอรู้ไหมว่าฉันรู้เรื่องเธอหมดแล้ว? น้องชายป่วยโรคไต ค่ารักษาเดือนละแสน ฐานะทางบ้านยากจน...ถ้าเธอถูกไล่ออก เธอจะเอาเงินจากไหน?”
ภัคธีมาตาโตด้วยความตกใจ “คุณ...คุณรู้ได้ยังไง?”
“ฉันมีวิธีของฉัน” เขาตอบเรียบๆ “และถ้าเธอไม่ยอมเป็นของฉัน ฉันจะทำให้แน่ใจว่างานของเธอที่นี่จบลงทันที ไม่ใช่แค่นั้น...ฉันจะทำให้เธอหางานใหม่ไม่ได้ในกรุงเทพฯ นี้ด้วย”
น้ำตาเธอคลอเบ้า “คุณ...คุณทำแบบนี้ทำไม? ฉันเป็นแค่พนักงานธรรมดา คุณมีผู้หญิงตั้งเยอะ!”
เขาก้มลงจับคางเธอยกขึ้น บังคับให้สบตา “เพราะฉันอยากได้เธอ ตั้งแต่เห็นหน้าเธอครั้งแรก ฉันไม่เคยอยากได้ใครขนาดนี้มาก่อน และฉันได้ทุกอย่างที่อยากได้”
ภัคธีมาพยายามสะบัดคางออก แต่เขาจับแน่น “ปล่อยฉัน! ถ้าคุณบังคับฉัน ฉันจะแจ้งตำรวจ!”
“แจ้งสิ” เขายิ้มเย็น “แต่จำไว้ว่า คืนนั้นเธอยอมเอง ฉันมีหลักฐานจากกล้องในโรงแรมด้วย”
เธอตัวสั่น “คุณ...ต่ำช้า!”
วายุภัทรปล่อยคางเธอ แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม “ฉันให้เวลาเธอคิดถึงพรุ่งนี้ ถ้ายอม ก็มาหาฉันที่นี่ ถ้าไม่...เตรียมเก็บของออกจากบริษัทได้เลย”ภัคธีมาขึ้นยืน น้ำตาไหลพราก “ฉันเกลียดคุณ!”
เธอวิ่งออกจากห้อง ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเบาๆ ของเขา
ระหว่างทางลงลิฟต์ เธอหยุดบันทึกเสียง แล้วฟังย้อน...ทุกคำขู่ชัดเจน
แต่เธอจะทำยังไง? แจ้งตำรวจจริงๆ? หรือยอมแพ้ต่ออำนาจของเขา?
ชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล