นางมารประจิม 1

3199 Words
หากนางลืมเลือนเขาไปเเล้ว...เขาจะทำเช่นไรดี ปล่อยนางไปเช่นนั้นหรือ ไม่! เขาทำไม่ได้ ในบรรดายอดฝีมือในยุทธภพ ถูกแบ่งออกเป็นยอดยุทธ์ผู้มีอิทธิพลทั้งสี่ทิศ โดยใช้หุบเขาซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสามแคว้นคือหนาน แคว้นจ้าวและแคว้นเยวี่ยเป็นจุดกึ่งกลาง เมื่อไม่นานมานี้จอมดาบประจิม ‘ไป๋ซู’ ถูกโค่นล้ม ทั้งที่เขาเป็นหนึ่งในตะวันตกมายาวนานกว่าสิบปี แต่ภายในคืนเดียว กลับมียอดยุทธ์ซึ่งมาพร้อมกับเงามืดเข้าประชิด ทั้งยังเอาชนะเขาได้เพียงแค่สองกระบวนท่า กระทั่งไป๋ซูเองก็ไม่กระจ่างว่าตนถูกเข้าประชิดถึงตัวได้อย่างไร ร่ำลือกันว่าแม้แต่ใบหน้าของอีกฝ่าย ไป๋ซูก็ไม่อาจมองเห็น มีเพียงเสียงของคู่ต่อสู้เท่านั้นที่ทำให้กระจ่างว่าคู่ต่อสู้คือจอมยุทธ์หญิง!! ‘ข้าขอทราบนามของจอมยุทธ์หญิง’ ไป๋ซูที่เพิ่งหายตกตะลึงสูดลมหายใจแล้วเอ่ยถามออกไป ‘ไม่จำเป็น’ ‘แต่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่ท่าน อย่างน้อยข้าขอทราบกระบวนท่าที่ท่านใช้...ได้หรือไม่’ ‘เหมันต์ไร้ใจ’ สิ้นเสียงนั้นก็พลันเกิดความเงียบงัน สายลมท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ไป๋ซูได้แต่พึมพำเสียงเบาออกมา ‘เหมันต์ไร้ใจ’ นั่นเป็นบทสนทนาของผู้เยี่ยมยุทธ์สองคนที่เพิ่งจะประมือกัน หลังจากนั้นไม่ว่าไป๋ซูหรือผู้ใดก็ไม่เคยพบนางอีกเลย ทั่วทั้งยุทธภพต่างก็ควานหาตัวนางด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ต้องการประลองฝีมือ บ้างก็ต้องการโค่นล้มนางที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งทิศประจิม บ้างก็ต้องการชักชวนนางเข้าพรรค นานวันเข้าชื่อเสียงของนางก็ยิ่งสะท้านไปทั้งยุทธภพ กระทั่งหลายคนเรียกนางว่า ‘มารประจิมเหมันต์ไร้ใจ’ คำร่ำลือปากต่อปากจากสองกระบวนท่าที่ประมือกับไป๋ซู กลายเป็นหนึ่งฝ่ามือไป๋ซูก็ล้มไม่เป็นท่า จากหนึ่งกระบี่กลายเป็นสู้กันด้วยมือเปล่า และจากจอมยุทธ์หญิงกลายเป็นนางมารเจ้าเล่ห์ที่โจมตีไป๋ซูโดยไม่ให้เขาได้ตั้งตัว ทว่าไม่ว่าข่าวลือจะออกมาในแนวทางใด ก็ไม่อาจยั่วยุนางมารประจิมผู้นี้ให้ออกมาปรากฏตัวได้ นางคล้ายกับหมอกควันที่อยู่ๆ ก็ปรากฏกายต่อมาก็หายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงข้อกังขาที่ว่านางเป็นใคร และต้องการอะไร ไยจึงปรากฏตัวเพื่อสะเทือนฟ้าสะท้านยุทธจักรเพียงครั้งเดียว แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้... ในขณะเรื่องเล่ากำลังเป็นหัวข้อการสนทนาของชาวยุทธ์ในโรงเตี๊ยม มุมหนึ่งยังมีหญิงสาวในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังนั่งจิบชาเงียบๆ โดยไม่สนใจผู้ใดทั้งนั้น ใบหน้าเรียบเฉยที่แม้ไม่ได้งดงาม แต่ก็นับว่าสะดุดตาผู้พบเห็นไม่น้อย แม้หญิงสาวจะแต่งกายด้วยชุดรัดกุมของบุรุษ ทว่านางก็ไม่ได้พยายามปิดบังแม้แต่น้อยว่าตนคือสตรี ทั้งยังเป็นสตรีที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ดูออกว่า ...ไม่แน่จริงอย่าได้กล้าเข้าไปตอแย หากมองเห็นใบหน้าและดวงตาอันแสนเย็นชา ราวกับกำลังปิดกั้นตนเองจากคนรอบข้างโดยสิ้นเชิงนั้น บนโต๊ะตรงหน้าของหญิงสาวยังมีแส้หนังเส้นยาววางอยู่ นัยว่านั่นเป็นอาวุธคู่กาย บนด้ามของแส้เส้นนั้นมีไข่มุกสีชมพูน้ำงามเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งห้อยกับพู่ประดับสีดำ ซึ่งไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่ได้เข้ากันแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าผู้ถือครองคิดเช่นใดจึงใช้พู่สีนี้ประดับไข่มุกน้ำงามเช่นนี้ ...แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความในใจของผู้ที่พบเห็น เพราะไม่มีใครอาจหาญเข้าไปถามไถ่ จูเสวี่ยหลินวางเงินลงบนโต๊ะแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยม ก่อนหน้านี้เสี่ยวเอ้อได้พานางมาห้องพักแล้วรอบหนึ่ง หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดนางจึงลงไปหาอะไรกินที่ชั้นล่าง ทั้งที่ทุกครั้งนางมักจะชอบกินอาหารเงียบๆ ในห้องมากกว่า ความทรงจำครั้งเก่าก่อนจากทุกมุมของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ทำให้นางไม่อยากอยู่เพียงลำพัง นางไม่อยากนั่งจมจ่อมอยู่กับความหลังที่ทำให้นางคิดถึงเขามากขึ้น เพราะที่นี่คือที่ซึ่งนางพบเขาอีกครั้งหลังจากเรื่องราวมากมาย คนผู้หนึ่งสามารถมีชะตาชีวิตที่เลวร้ายได้เพียงใด บัดนี้นางค้นพบว่าชีวิตของตนดูจืดชืดไปสิ้น หากเทียบกับเขาผู้นั้น...ซึ่งเกิดมาจากครรภ์มารดาได้ไม่กี่ขวบปีก็โดนลักตัวไปจากอ้อมอกผู้ให้กำเนิด สตรีจิตใจดำมืดผู้นั้น สอนให้เขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเงามืดที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว สอนให้เขาโหดเหี้ยม ฆ่าคนดังผักปลา สอนให้เขายืดเหนี่ยวนางเป็นดังเจ้าชีวิต ทำให้เขามองเห็นโลกเฉพาะในด้านที่ดำมืดไร้ซึ่งความดีงาม ไร้ซึ่งแสงสว่าง เขา...ยึดมั่นในตัวนาง ทั้งรักและเทิดทูน บูชานางเหนือสิ่งใด ยอมมอบให้ได้แม้กระทั่งชีวิต ทว่าสุดท้ายแล้วนางก็หักหลังเขา ผลักเขาไปสู่ประตูแห่งความตาย เหยียบย่ำหัวใจดวงนั้นอย่างเลือดเย็น ทำให้โลกของเขาบิดเบี้ยวไปจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง ...เขาผู้ซึ่งเป็นดังนกอินทรีที่บินหนีไปจากนาง ‘เจี่ยนอิง’ สองปีที่จูเสวี่ยหลินและเจี่ยนอิงเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสี่แคว้น เริ่มจากแคว้นหนาน แคว้นเยวี่ย แคว้นฉิน กระทั่งมาจบลงที่แคว้นจ้าว หญิงสาวตั้งใจจะพาเขากลับไปยังหุบเขามังกรหลับ สถานที่ซึ่งนางตั้งใจจะเรียกว่าบ้าน เนื่องจากพี่สาวร่วมสาบานของนางทั้งขู่เข็ญทั้งบังคับ เพื่อที่จะยัดเยียดให้นางเป็นหนึ่งในสมาชิก ทั้งที่นั่นไม่จำเป็นเลยเพราะนางเต็มใจเสียยิ่งกว่าเต็มใจ ใครจะคิดว่าระหว่างที่กำลังจะเดินทางเข้าไปยังหุบเขามังกรหลับ เจี่ยนอิง...อาอิงของนางกลับจดจำเรื่องราวทุกอย่างได้ ความทรงจำของเขากลับมาแล้ว และนั่นทำให้เขาเตลิดไปด้วยความสับสน เขามองนางอย่างหวาดระแวงราวกับว่าหากยังยืนอยู่ใกล้นางเขาอาจโดนสังหาร เพราะนางคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มารดาซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูเขามาต้องตาย อีกทั้งเขาเองคล้ายตระหนักว่าตั้งแต่แรกเขาและนางต่างก็ยืนอยู่คนละฝั่ง เขากับนางคือศัตรูกัน... จูเสวี่ยหลินเจ็บปวดกับสายตาของเขายิ่งนัก ทว่าไม่ว่านางจะไล่ตามอย่างไรก็ไม่อาจติดตามเขาทัน วิชาตัวเบาของเขาหลังจากฟื้นความทรงจำทำให้นางตื่นตะลึง กอปรกับความตื่นตกใจทำให้หญิงสาวลืมสิ้นว่าหากใจเย็นสักนิด แล้วค่อยๆ แกะรอยติดตาม ด้วยความสามารถและวิวัฒนาการที่ล้ำหน้ากว่าของนาง ไม่มีทางที่เจี่ยนอิงจะหนีรอดไปจากสายตาของนางไปได้ นางรู้ดีว่าฝีมือของเขาร้ายกาจมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม้ความทรงจำของเขายังไม่กลับมาทั้งหมด แต่เขากลับสามารถดึงกำลังภายในและวรยุทธ์บางส่วนออกมาใช้โดยไม่รู้ตัว แต่ไม่คิดว่าทันทีที่ความทรงจำทั้งหมดกลับมา วรยุทธ์ทั้งหมดของเจี่ยนอิงเองก็กลับมาเช่นกัน ทำให้ในที่สุดทั้งสองก็คลาดจากกันจนได้ เมื่อรู้ว่าไล่ตามเขาไม่ทันแน่แล้ว จูเสวี่ยหลินตัดสินใจที่จะไปเตือนไป๋หลิน[1]พี่สาวร่วมสาบานของนาง เนื่องจากความรักและความแค้นระหว่างเจี่ยนอิงและคนอื่นๆ ในครอบครัว หยั่งรากฝังลึกจนเกรงว่าเขาจะคิดโง่ๆ โดยหาทางแก้แค้น แม้ว่าจะไม่มั่นใจนักว่าจิตใจของเขาจะได้รับการเยียวยาอย่างที่นางต้องการหรือไม่ แต่นางก็ไม่ต้องการให้ใครบาดเจ็บหรือล้มตาย ไม่อีกแล้ว... ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวใหม่ของนางหรือเจี่ยนอิง พวกเขาล้วนเป็นคนสำคัญ หลังจากที่ไล่ตามและค้นหาร่องรอยของเจี่ยนอิงมาเกือบเดือน กระทั่งระหว่างทางได้ปะทะกับไป๋ซูอย่างไม่ตั้งใจ จูเสวี่ยหลิน หรือสตรีที่ชาวยุทธ์ต่างเรียกขานว่า นางมารประจิมเหมันต์ไร้ใจ ก็ยังคงช้ากว่าเจี่ยนอิงไปก้าวหนึ่งเสมอ เขามักจะจากไปแล้ว คล้ายนำหน้านางไปเพียงก้าวหนึ่ง หญิงสาวเริ่มมั่นใจว่าแม้ความทรงจำของเขาจะกลับมาแล้ว ทว่าการตายของสตรีที่เขาเคยคิดว่าเป็นมารดา ไม่ได้ทำให้เขาคั่งแค้นใจจนอยากแก้แค้น แต่มันกลับทำให้เขาไม่อาจยืนเคียงข้างนางได้ต่างหาก!!! จูเสวี่ยหลินรู้ดีว่าเขาเองก็คิดถึงนาง ...คิดถึงมาก ไม่เช่นนั้นทุกที่ที่นางแกะรอยมา จะเป็นสถานที่ซึ่งนางและเขาได้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกันหรือ …สองวันก่อนหน้านี้เขาเองก็เข้ามาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ สถานที่ซึ่งทำให้เขาเริ่มที่จะไว้ใจนาง ความทรงจำทุกอย่างยังคงชัดเจนราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนั้นหญิงสาวจำได้ว่าหลังแยกทางกับไป๋หลิน และสือเจี้ยนหาว[2] นางก็เดินทางกลับเข้ามายังเมืองหลวงแคว้นหนานเงียบๆ ความหดหู่สิ้นหวังทำให้หัวใจสับสน คำสั่งเสียสุดท้ายของสหายก่อนสิ้นลมเพื่อให้นางดูแลบุตรชายของเขา ยังคงดังก้องในความทรงจำ เช่นกันกับภาพที่เจี่ยนอิงถูกสัตว์ร้ายเหวี่ยงร่างลงไปในทะเลสาบ หลังจากนั้นไม่ว่านางจะพยายามค้นหาร่างของเขาเท่าไรก็หาไม่พบ ความจริงแล้วตอนนั้นนางตระหนักดี โอกาสที่เจี่ยนอิงจะรอดชีวิตนั้นน้อยมาก เพราะด้วยบาดแผลฉกรรจ์ก่อนหน้าที่จะตกลงไปในทะเลสาบ ต่อให้ไม่จมหายไปในทะเลสาบ ก็ใช่ว่าเขาจะทนความเจ็บปวดได้ ถึงอย่างนั้นจูเสวี่ยหลินก็ยังอยากจะพยายาม เพราะรู้ดีว่าหากนางไม่ทำ ก็ไม่มีใครอื่นอีก... ภาพใบหน้าเศร้าสร้อยและดวงตาสิ้นหวังของเขา ในยามที่ถูกสตรีที่เขาคิดว่าเป็นมารดาทำร้ายจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำเสียงสลดที่เต็มเปี่ยมด้วยการขอร้อง ในยามที่เขาบอกให้นางเกลียดเขา แต่ขอให้นางอภัยให้ผู้เป็นมารดา และรอยยิ้มน่าสงสารของเขา ในยามที่เอ่ยขอบคุณที่นางอุตส่าห์มีความคิดที่จะช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ เพราะไม่เคยมีใครคิดทำเช่นนั้นกับเขามาก่อน เจี่ยนอิงเคยเป็นคนเลว ใช่ จูเสวี่ยหลินไม่อาจปฏิเสธ แต่หากย้อนกลับไปมองในมุมของเขาแล้ว หญิงสาวกลับเข้าใจเขามากขึ้น เพราะตอนถูกลักพาตัวมาจากบิดาและมารดาที่แท้จริง สตรีผู้นั้นไม่เพียงลบความทรงจำเขา แต่กลับเลี้ยงดูเขาให้ยึดเหนี่ยวนางเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เขาต้องให้ความสำคัญ เขาจึงมองอีกฝ่ายเป็นดังเจ้าชีวิต ไม่ว่าอีกฝ่ายจะชี้นำไปในทางใด เขาก็จะทำตามโดยไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะถูกหรือผิด แต่สุดท้ายสตรีผู้นั้นกลับทอดทิ้งเขา ทั้งยังทำราวกับเขาเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่พอนางไม่ต้องการก็เพียงแค่หันหลังให้ โดยไม่สนใจว่าเขาจะเป็นตายอย่างไร สถานการณ์ทุกอย่างรอบกายของเจี่ยนอิง ผลักดันให้เขาไม่มีทางเลือก เพราะตั้งแต่แรกเขาก็รู้จักเพียงความดำมืดในใจของผู้ที่เลี้ยงดู ดังนั้นทั้งชีวิตของเขานอกจากด้านมืดนั้นแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่ายังมีด้านอื่นที่เขาต้องออกไปสัมผัสและเรียนรู้ ...ตลาดค้าทาส สถานที่ซึ่งจูเสวี่ยหลินพบเขา เจี่ยนอิงไม่หลงเหลือความยโสโอหังอย่างที่เขาเป็น ในยามที่นางและเขาได้พบและประมือกัน เขาที่ได้รับบาดเจ็บถูกพ่อค้าคนกลางนำมาประมูล และทาสเหล่านั้นต่างก็ถูกซื้อต่อมาจากที่ต่างๆ หลังจากที่พวกเขาถูกนายขายต่อมาเป็นทอดๆ แน่นอนว่าด้วยยุคสมัยที่ต่างกัน หากจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพนั้นเรียกได้ว่ายากยิ่งกว่ายาก ดังนั้นเรื่องที่มีการซื้อขายทาสจึงมีให้เห็นบ่อยครั้ง จูเสวี่ยหลินพบเจี่ยนอิงที่ทั้งสกปรกมอมแมมและหวาดกลัว ที่เมืองหลวงแคว้นหนานแห่งนี้ ทั้งยังพาเขากลับมาที่โรงเตี๊ยม ให้เขาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และกินข้าว และที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่เขาถูกเสี่ยวเอ้อทุบตี เพียงเพราะเห็นว่าเขาคือทาสที่หญิงสาวซื้อกลับมา  เจี่ยนอิงที่ทั้งอ่อนแอและหวาดกลัว ยืนมองนางโยนเสี่ยวเอ้อที่ทุบตีเขาออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยดวงตาเทิดทูน ก่อนจะยอมไว้ใจและติดตามนางไปทุกหนทุกแห่ง ในห้องนี้บนโต๊ะตัวนี้ที่หญิงสาวพยายามสอนให้เขาเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ โต๊ะซึ่งมีข้าวปลาอาหารวางเรียงรายอยู่ทว่าพอสั่งให้เขานั่งเจี่ยนอิงกลับนั่งลงบนพื้น ทั้งยังยกเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดแล้วมุดตัวเข้าไปใต้โต๊ะ ดวงตาสองข้างกะพริบมองนางนิ่งคล้ายรอ ‘ไม่หิวหรือ’ ในยามนั้นคนอื่นคิดว่าเขาเป็นใบ้ เพราะไม่มีใครเคยได้ยินเขาพูด แต่นางรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นใบ้ เพียงแต่เขายังไม่ไว้ใจผู้ใดมากพอที่จะคุยด้วย ดังนั้นนางจึงอดทนรอ รอให้เขาไว้ใจและพร้อมที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งหมด ใบหน้าที่อยู่ใต้โต๊ะยังคงมองมาที่นาง ทว่าดวงตาของเขากลับไม่ได้หวาดกลัวเช่นเคย เขามองนางสลับกับการยืดคอขึ้นมามองอาหารบนโต๊ะ ‘หิวหรือไม่’ นางยังคงเอ่ยถามหวังว่าเขาจะตอบกลับมาสักประโยค ‘อิง’ นางเรียกเขาแล้วหยิบตะเกียบกับชามข้าวขึ้นมา ซึ่งเขาก็มองตามแล้วกลืนน้ำลายลงคอ มือเรียวคีบกับข้าวใส่ลงไปในถ้วยจนพูน และนั่งนิ่งเฉยเพื่อรอกระทั่งเขายอมมองสบตากับนาง ริมฝีปากอิ่มส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา ‘เจ้าชื่อ อิง นี่ข้าวของเจ้า’ จูเสวี่ยหลินยื่นข้าวและตะเกียบให้ เจี่ยนอิงมองมือที่ยื่นชามข้าวนั้นนิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนางคล้ายกำลังลังเล เมื่อเห็นนางพยักหน้าให้ เขาก็ยื่นมือออกมาช้าๆ แล้วรับชามข้าวไปแต่ไม่ยอมรับตะเกียบไปด้วย ‘รับตะเกียบไปด้วย เจ้าต้องใช้ตะเกียบ’ จำได้ว่าในครานั้นนางต้องสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามอดทนให้มากที่สุด ทั้งยังพยายามทำความเข้าใจในท่าทีและความคิดของอีกฝ่าย เพราะตอนนี้ที่อยู่ต่อหน้านางนั้น มีเพียงคนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เขาคนนี้ไม่ใช่เจี่ยนอิง บุรุษที่ครั้งหนึ่งคือจอมยุทธ์ฝีมือดี นักฆ่าเลือดเย็นที่ฆ่าคนดังผักปลา และคนเลวที่มองข้ามชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง เจี่ยนอิงคนเดิมคนนั้นไม่มีอีกแล้ว ที่นั่งอยู่ตรงนี้มีเพียง...อาอิง บุรุษที่มีความคิดอ่านคล้ายกับเด็กน้อยคนหนึ่ง เด็กน้อยที่ต้องเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งใหม่ทั้งหมด เพราะเขาไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ หลังจากจูเสวี่ยหลินออกมาจากหุบเขามังกรหลับ หญิงสาวก็เริ่มต้นแกะรอยอย่างนักล่า ยิ่งในยามที่นางมีอุปกรณ์ที่ล้ำยุคที่เขาไม่มีทางจินตนาการได้อย่างนาฬิกาไมโคร สิ่งที่สามารถใช้ย่อส่วนข้าวของหรือสัมภาระต่างๆ ซึ่งมันมีความจุอันมากมายมหาศาลจนแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด และด้านในนั้นก็มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิดที่หากจะว่าไปแล้ว คนในยุคอดีตเช่นนี้ไม่มีทางที่จะคาดคิดถึงอานุภาพของมัน และในตอนนี้นางก็เลือกใช้ปีกบินแบบบังคับ ที่ทำให้นางสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วกว่าผู้อื่น บวกกับชุดเกราะรัดกุมสีดำแนบเนื้อ ความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และสามารถพรางตัวได้หากต้องการ ซึ่งนี่ก็คือหนึ่งในวิวัฒนาการจากห้องแล็บทดลองของสกายเวิลด์ ในยามที่กำลังหยุดพักกลางป่า จูเสวี่ยหลินบังเอิญได้พบกับไป๋ซูที่กำลังเดินทางผ่านมาพอดี ที่จริงแล้วไป๋ซูนับว่าเป็นยอดฝีมือจริงๆ เพราะเขาถึงกับรับรู้ถึงตัวตนของหญิงสาว ทั้งที่ในยามนั้นนางเปิดเกราะพรางตัวทำให้ผู้อื่นไม่อาจมองเห็น  จอมดาบประจิมโจมตีนางโดยไม่เอ่ยคำ เมื่อจูเสวี่ยหลินรับรู้ถึงรังสีของการเข่นฆ่า หญิงสาวเองก็ไม่รีรอที่จะปลดอาวุธอีกฝ่าย แส้ของเจี่ยนอิงที่นางพกติดตัวสะบัดออกไปท่ามกลางความมืด เพียงสองกระบวนท่าเท่านั้นจูเสวี่ยหลินก็สามารถปลดอาวุธของไป๋ซูลงได้ จอมดาบแห่งประจิมพ่ายแพ้แก่นาง ทั้งที่หญิงสาวไร้ซึ่งกำลังภายใน ไร้ซึ่งวรยุทธ์ จูเสวี่ยหลินเอาชนะไป๋ซูได้เพราะวิวัฒนาการจากโลกอนาคต และความชำนาญของนักล่าโดยแท้ ‘บัดซบ! กล้าประมือแต่กลับไม่กล้าเผยตัว เจ้าถือว่ายังเป็นผู้กล้าอยู่หรือ’ ไป๋ซูที่กำลังเดือดดาลตะโกนลั่น ผู้ติดตามของเขาสองคนยังคงตกตะลึงกับภาพที่จอมดาบประจิมโดนปลดอาวุธ ‘พวกเจ้าไสหัวไปซะ’ จูเสวี่ยหลินเพียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญ แต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่านางได้ทำให้คนทั้งสามยิ่งตกตะลึง เนื่องจากพวกเขาไม่คาดคิดว่าคนที่สามารถเอาชนะจอมดาบผู้ยิ่งใหญ่แห่งตะวันตกได้ จะเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง ‘ข้าขอทราบนามของจอมยุทธ์หญิง’ ไป๋ซูที่เพิ่งหายตกตะลึงสูดลมหายใจแล้วเอ่ยถามออกไป ‘ไม่จำเป็น’ ‘แต่ข้าพ่ายแพ้ให้แก่ท่าน อย่างน้อยข้าขอทราบกระบวนท่าที่ท่านใช้...ได้หรือไม่’ ‘เหมันต์ไร้ใจ’ เหมันต์ไร้ใจเป็นเพลงแส้ของเจี่ยนอิง ก่อนหน้านี้เขาสอนให้นางระหว่างที่ทั้งสองเดินทางท่องเที่ยว อันที่จริงเขาเพิ่งจะคิดชื่อกระบวนท่านี้ออกมายามที่เขาเห็นนางร่ายรำ เจี่ยนอิงเพียงพูดว่า ‘เยือกเย็น แข็งแกร่ง และอำมหิตราวกับหิมะยามเหมันต์’ และนั่นคือที่มาของเหมันต์ไร้ใจ ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของฉายานางมารประจิมเหมันต์ไร้ใจ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวได้ทำอันใดลงไป ชื่อเสียงของนางก็โด่งดังจนไม่มีผู้ใดในยุทธภพไม่รู้จัก [1] นางเอกเรื่อง กับดักเสน่หา [2] พระเอกเรื่อง กับดักเสน่หา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD