“โธ่เว๊ย!!!”
คนตัวโตเหยียบคันเร่งสุดแรงเกิด แม้ฝนตกและถนนจะลื่นมากก็ตามหากเขาไม่สน ความทุกข์ที่สุมอยู่ในอกมีมากกว่าเป็นร้อยเท่า ล้อรถทรงพลังเสียดสีกับพื้นถนนจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เสาไฟฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่กับที่ไม่ต่างอะไรกับแท่นประหารที่รองรับความแรงจากการกระทำของคนไร้สติ
เศษกระจกแตกละเอียดบาดผิวกายสีแทน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งน่าเวียนหัว ดวงตาคมเข้มค่อยๆ ปิดลงท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คนที่อยู่ในบริเวณแห่งนั้น
ภาพของความผิดหวังเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขารับรู้ ก่อนที่สติจะดับวูบไป…
1 ปีต่อมา…
“ออกไป!!!” น้ำเสียงกัมปนาทตะโกนไล่สาวใช้แตกกระเจิงไปตามๆ กัน ข้าวของถูกเขวี้ยงปาโดยไม่สนว่าทำให้ใครเดือดร้อน ใบหน้าดุดันเคร่งเครียด ทุกอย่างมันขวางหูขวางตาไปซะหมด แล้วแบบนี้จะให้อารมณ์ของเขาสดใสได้ยังไง
“อีกแล้วเหรอพี่ส้ม?”
“ก็เออสิวะ!” คนถูกถามพ่นลมออกปาก โล่งอกเมื่อก้าวเท้าพ้นจากห้องเรือนกระจก “เดี๋ยวมื้อเย็นเอ็งเอาไปให้เองเลยนะ ข้าไม่เข้าไปแล้ว”
“ได้ไงอ่ะพี่ ฉันกลัวนะ” เด็กสาวร้องเสียงหลง
“แล้วข้าไม่ยิ่งกว่าเอ็งหรือไง แก่ๆ แบบข้าไม่โดนจานกระเบื้องเขวี้ยงหัวกบาลแยกก็ดีแค่ไหนแล้ว เอ็งยังสาว ยังมีเรี่ยวมีแรงที่จะพอเอาตัวรอดได้” ส้มว่า
“ไม่เอาพี่ส้ม อย่าว่าแต่เอาอาหารไปให้เลย แม้แต่หน้าของคุณคริสฉันก็ไม่กล้ามอง” แค่นึกถึงขนกายยังลุกชัน
“โว๊ะ! นังมะนาว ไม่รู้ล่ะ ในฐานะที่ข้าเป็นพี่เอ็งและในฐานะที่ข้าพาเอ็งหนีกลิ่นโคลนสาปควายมาทำงานหาเงินเอ็งต้องเชื่อฟังข้า อีนังพวกนี้มันก็โดนกันถ้วนหน้าจนขยาดไปหมดแล้ว ถึงเวลาที่เอ็งและพวกของเอ็งต้องเข้าไปทำหน้าที่แทนบ้าง ไม่ใช่มัวแต่กลัวหัวหดจนไม่เป็นอันทำงานทำการแบบนี้!”
ได้ทีพี่สาวจึงขอต่อว่า มะนาวหน้าถอดสีทันที จำต้องยอมทำตามทั้งๆ ที่ใจกลัวจนหัวหด
“มามุงอะไรกันอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่แยกย้ายกันไปทำงาน”
กลุ่มสาวใช้แตกกระเจิง เหลือเพียงส้มกับมะนาวเท่านั้น
“อีกแล้วใช่ไหม?” คำถามเดิมๆ ที่ไม่ได้นับว่าเป็นครั้งที่เท่าไร เห็นเศษจานกระเบื้องแตกละเอียดเต็มถาดก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในห้องเรือนกระจก
ที่อยู่ของบุตรชาย…
“ค่ะคุณนาย ไม่ยอมทานแล้วก็อาละวาดค่ะ” ส้มกล่าว คนฟังถอนหายใจเหนื่อยอ่อน
“ไปเตรียมสำรับชุดใหม่มาเดี๋ยวฉันเอาไปให้เอง” หญิงวัยกลางคนสั่ง
“ค่ะคุณนาย” ส้มและมะนาวรับคำพร้อมเพรียง
ไม่นานอาหารชุดใหม่ก็อยู่ในมือของผู้เป็นมารดา คุณสุนีย์ สาวเท้าเดินตรงไปยังทางลาดยาวที่จะนำพาเธอไปสู่ห้องเรือนกระจก แม้จะคุ้นเคยแต่กลับรู้สึกกังวลทุกครั้งที่ต้องไปพบหน้าลูกชายสุดที่รัก ไปพบกับความจริงที่ว่า…
เขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“บอกแล้วไงว่าไม่กิน ทำไมพูดไม่รู้เรื่องวะ!” ชายหนุ่มตะคอกโดยไม่หันไปมองว่าใครที่เปิดประตูเข้ามา
จนกระทั่ง…
“แม่เองลูก”
คริส หันมาสบตากับผู้มีพระคุณ ลมหายใจอุ่นร้อนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง หากกระนั้นแววตายังมีความเย็นชาอยู่เต็มเปี่ยม
“ทานข้าวเถอะจะได้ทานยา”
“ผมไม่หิว” คริสพูดเสียงห้วน “คุณแม่เอากลับไปเถอะครับ”
“ทานหน่อยเถอะลูก ยาของหมอน่ะลูกต้องทานหลังจากทานอาหารทันทีนะ” คุณสุนีย์พยายามหว่านล้อม
“กินไปทำไมยา กินไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น” น้ำเสียงเย้ยหยัน แววตาหมองเศร้ามองวิวทัศน์ผ่านเรือนกระจก
“ถ้ายิ่งไม่ทานอาการก็จะยิ่งแย่ลงนะลูก”
“สุดท้ายผมก็เป็นได้แค่ไอ้ง่อยเหมือนเดิม แล้วมันจะมีผลอะไรไม่ทราบ!” คริสเดือดดาล สองมือกำหมัดแน่น สมเพชตัวเองที่ต้องตกอยู่ในสภาพพิการเดินไม่ได้ นับตั้งแต่วันที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นโลกของเขามีเพียงแค่บ้านและวีลแชร์น่ารังเกียจ
“คริสต้องทำความเข้าใจใหม่นะ อาการที่ลูกเป็นแค่ยาอย่างเดียวมันอาจไม่ได้ช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น แต่ถ้าลูกยอม…” มารดายังพูดไม่ทันจบคนป่วยก็แทรกขึ้นอย่างอารมณ์เสีย
“คุณแม่หยุดพูดเถอะครับ ผมไม่อยากฟัง!”
“ถ้าอย่างนั้นแม่จะวางถาดอาหารไว้ตรงนี้ หิวเมื่อไรก็ทานนะลูก” ความจริงยาจะมีผลเต็มร้อยก็ต่อเมื่อลูกชายของเธอยอมทำกายภาพบำบัดควบคู่ไปด้วย แต่นี่เขาไม่เอาอะไรเลยสักอย่าง ไม่แม้แต่จะยอมให้หมอมาวางแผนการรักษาด้วยซ้ำ คุณสุนีย์ทำได้เพียงให้หมอประจำตระกูลมาดูแลเขาทุกเดือนเท่านั้น
ประตูห้องถูกปิดลงท่ามกลางความเงียบที่ต้องอยู่กับมันอีกครั้ง ดวงตาคมกล้าสั่นไหว น้ำตาค่อยๆ รินไหลอาบแก้มสากที่รกไปด้วยหนวดเคราอย่างช้าๆ แบบนี้ไงเขาถึงชอบที่จะอยู่คนเดียว ความอ่อนแอมันพร้อมแสดงตัวตนเสมอ เขาไม่ต้องการให้ใครมาซ้ำเติมชีวิตน่าสมเพชของเขา
“ทำไม ทำไมฉันถึงต้องเจ็บปวดกับเรื่องเดิมๆ ทำไม!”
หัวใจที่ว่าเย็นชาดุจหินผาสั่นคลอนทุกครั้งยามนึกถึงอดีตแสนเลวร้าย ภาพของเพื่อนและคนรักที่ร่วมมือกันทรยศหักหลังไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา ต่อให้ผ่านไปกี่ปีเขาก็จำความทุกข์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ ผู้หญิงร้ายกาจไม่เพียงแต่พรากแรงศรัทธาแห่งความรักไป แต่เธอยังพรากความสมบูรณ์แบบทางร่างกายให้เขาต้องตกนรกทั้งเป็น
อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้คนอย่างคริสกลายเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ จากคนเคยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปไหนมาไหนมีแต่เสียงชื่นชม บัดนี้กลายเป็นเพียงผู้ชายกระจอกๆ ที่วันๆ ได้แต่นั่งอยู่บนรถเข็นเส็งเคร็ง ไม่มีกำลังใจจะสู้ต่อ แสงสว่างในชีวิตมืดบอด ไม่ต่างอะไรกับหัวใจของชายหนุ่ม มันปิดสนิทจนไม่สามารถเปิดรับสิ่งใด โดยเฉพาะความรู้สึก
รักใครสักคน… อีกครั้ง