ตอนที่ 1 ลมหายใจสุดท้าย

2800 Words
อากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบนั้นทั้งเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับถูกถมทับด้วยก้อนน้ำแข็งมหึมา ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมในทุกตารางนิ้วจนแทบมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วมือของตนเอง หนิงรุ่ยนอนขดตัวคู้ดั่งกุ้งแห้งอยู่บนเตียงกระดานไม้ที่ทั้งแข็งกระด้างและเต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม ร่างกายของเธอในเวลานี้ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ทุกครั้งที่พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด ซี่โครงที่ปูดโปนจะขยับเสียดสีกันจนสร้างความเจ็บปวดร้าวลึกไปถึงไขกระดูก ผิวหนังที่เคยขาวเนียนบริสุทธิ์บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำ และบาดแผลปริแตกที่เกิดจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ กลิ่นเหม็นอับของเชื้อราที่เกาะกินผนังห้อง ผสมปนเปกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่แห้งกรังบนเสื้อผ้าขาดวิ่น ทำให้บรรยากาศในซ่องนรกแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับหลุมศพที่รอคอยการฝังกลบ ความหนาวเหน็บแทรกซึมผ่านรอยแตกของแผ่นไม้กระดานเข้ามาบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไม่มีผ้าห่มอันอบอุ่น ไม่มีเตาผิงให้คลายหนาว มีเพียงความโดดเดี่ยวที่กัดกินวิญญาณของเธออย่างช้าๆ เสียงหยดน้ำจากหลังคาที่รั่วซึมหยดลงมากระทบพื้นดินดังก้องอยู่ในความเงียบงัน ราวกับเป็นนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เธอรู้ตัวดีว่าร่างกายที่แหลกเหลวนี้ไม่อาจทนรับความเจ็บปวดได้อีกต่อไปแล้ว กระดูกขาทั้งสองข้างถูกแม่เล้าสั่งคนตีจนหักสะบั้นจากการพยายามหลบหนีเมื่อหลายวันก่อน แผลที่ติดเชื้อเริ่มลุกลามจนทำให้เธอมีไข้สูงลิ่ว สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน หนิงรุ่ยนอนรอคอยความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า ความหวาดกลัวต่อมัจจุราชที่เคยมี บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากขุมนรกแห่งนี้เสียที แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณที่แตกสลายและสูญสลายไปตลอดกาลก็ตามที เธอหลับตาลงรับรู้ถึงความอ่อนแรงที่กัดกินกล้ามเนื้อทุกมัด เสียงหนูที่วิ่งพล่านอยู่มุมห้องไม่อาจดึงความสนใจของเธอได้อีกต่อไป มีเพียงความเจ็บปวดทางกายที่คอยย้ำเตือนว่าเธอยังคงมีลมหายใจรวยรินอยู่บนโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้ ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อม หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกจากหางตาที่เว้าลึก ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิดราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกฉายซ้ำ ภาพความโง่เขลาและความเห็นแก่ตัวของตนเองในวันวานกลายเป็นหอกแหลมคมที่ทิ่มแทงหัวใจ เธอนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่เธอยังเป็นสะใภ้ของครอบครัวสกุลโจว ครอบครัวชาวนาที่แม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มอบความรักและความเมตตาให้เธออย่างหมดหัวใจ โจวจื่อหมิง ชายหนุ่มผู้เป็นสามีของเธอ เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาและดวงตาที่ซื่อสัตย์ เขายอมทำงานหนัก อาบเหงื่อต่างน้ำตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้งทำไร่ไถนาและรับจ้างแบกหาม เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวและปรนเปรอความสุขให้กับเธอ แต่เธอกลับมองข้ามความดีงามเหล่านั้น รังเกียจความยากจน และดูถูกหยาดเหงื่อของเขา หนิงรุ่ยในตอนนั้นหลงใหลในแสงสีและความศิวิไลซ์ของเมืองหลวง เธออาละวาด ร้องห่มร้องไห้ ทุบตีทำลายข้าวของในบ้าน และบีบบังคับให้ครอบครัวสกุลโจวต้องขายที่ดินทำกิน นำเงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัวมาส่งเสียให้เธอได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เธอจำได้ดีถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของจิ้งฝูฝูผู้เป็นแม่สามี ที่ยอมอดมื้อกินมื้อ ปล่อยให้ตัวเองไอจนเจ็บหน้าอกโดยไม่ยอมไปหาหมอ เพื่อประหยัดเงินไว้ให้เธอเป็นค่าเทอม แต่แล้วความทะเยอทะยานที่ไร้รากฐานก็ทำลายชีวิตของเธอจนพังพินาศ เมื่อเธอได้ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอก็ถูกแสงสีจอมปลอมกลืนกิน จนกระทั่งได้พบกับจิ้งหูหย่ง ชายหนุ่มหน้าตาดีที่แต่งตัวภูมิฐานและมีวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม เขาเข้ามาตีสนิท มอบของขวัญราคาแพง และพร่ำบอกคำหวานที่ทำให้เธอหลงใหลจนโง่งม "รุ่ยรุ่ย คนสวยของผม คุณเกิดมาเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ และใช้ชีวิตดุจเจ้าหญิงในคฤหาสน์หลังใหญ่ ผมจะพาคุณไปพบกับชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ทิ้งไอ้บ้านนอกนั่นซะเถอะ" คำพูดหลอกลวงเหล่านั้นเปรียบดั่งยาพิษเคลือบน้ำตาลที่เธอเต็มใจกลืนกิน หนิงรุ่ยตัดขาดจากครอบครัวสกุลโจวอย่างไร้เยื่อใย เธอขโมยเงินก้อนสุดท้ายที่โจวจื่อหมิงส่งมาให้เป็นค่าอาหาร แล้วหนีตามจิ้งหูหย่งมาด้วยความหวังอันเรืองรอง แต่ภาพฝันอันแสนหวานก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืน เมื่อจิ้งหูหย่งพาเธอมายังเมืองชายแดนที่ห่างไกล รอยยิ้มแสนดีของเขาแปรเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มของปีศาจร้าย เขาผลักเธอเข้าไปในซ่องนรกแห่งนี้ รับเงินปึกใหญ่จากแม่เล้า แล้วเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของเธอ นับตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของหนิงรุ่ยก็ตกอยู่ในขุมนรกทั้งเป็น เธอถูกทุบตี ถูกบังคับให้รับแขก ทนรับความอัปยศอดสูครั้งแล้วครั้งเล่า หากขัดขืนก็จะถูกแส้เฆี่ยนตีจนเนื้อแตกเลือดอาบ ความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีที่เคยมีถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ความงามที่เธอเคยภาคภูมิใจถูกทำลายจนย่อยยับ กลายเป็นเพียงเครื่องมือระบายตัณหาของชายแปลกหน้าหน้าตาอัปลักษณ์ วันแล้ววันเล่าที่เธอต้องนอนจมกองเลือดและน้ำตา เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไมเธอถึงได้ตาบอดและเนรคุณต่อคนที่รักเธออย่างแท้จริงได้ลงคอ ลมหายใจของหนิงรุ่ยเริ่มติดขัดและขาดห้วง หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างยากลำบากราวกับคนจมน้ำที่พยายามไขว่คว้าหาอากาศ ความหนาวเย็นเยือกเริ่มคืบคลานจากปลายเท้าและปลายนิ้วมือ ลามไล่ขึ้นมาตามเส้นเลือดจนถึงหัวใจ อาการชาหนึบทำให้เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลอีกต่อไป มีเพียงความรวดร้าวในจิตวิญญาณที่ยังคงแจ่มชัด เธอมองจ้องเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้า ภาพของครอบครัวสกุลโจวปรากฏขึ้นในมโนสำนึก ภาพของจิ้งฝูฝูที่กำลังลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู ภาพของเจินเอ๋อร์และจื่อฉินที่เรียกเธอว่าพี่สะใภ้ด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ และภาพของโจวจื่อหมิง ชายผู้เป็นรักแท้ที่เธอทอดทิ้งมา แววตาที่แสนเศร้าและผิดหวังของเขาในวันที่เธอหันหลังเดินจากมา บัดนี้มันกลายเป็นคมมีดที่กรีดเฉือนหัวใจของเธอจนแหลกละเอียด หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งไหลทะลักออกมาดั่งทำนบแตก ชะล้างคราบเลือดและสิ่งสกปรกบนใบหน้าที่ซูบตอบ เธอเกลียดชังความโง่เขลาของตนเอง เกลียดชังความเห็นแก่ตัวที่ทำร้ายคนที่รักเธออย่างบริสุทธิ์ใจ หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่ขออะไรเลยนอกจากได้อยู่เคียงข้างครอบครัวสกุลโจว ได้ซับเหงื่อบนหน้าผากของสามี ได้ทำอาหารอุ่นๆ ให้พ่อแม่สามีทาน และได้ปกป้องน้องๆ ให้เติบโตอย่างมีความสุข ความตายกำลังยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเธอ ดวงตาของหนิงรุ่ยพร่ามัวลงทุกขณะ เสียงสะท้อนในหัวใจดังก้องด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว ริมฝีปากที่แห้งผากและแตกเป็นขุยของเธอขยับอย่างสั่นเทา หนิงรุ่ยรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ในร่างกายที่กำลังจะแตกดับ เปล่งเสียงอันแหบพร่าและแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม ทว่ามันคือคำอธิษฐานที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณที่กำลังแหลกสลาย "หากชาติหน้ามีจริง ฉันจะขอชดใช้ให้ครอบครัวโจว" น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความปวดร้าว ความสำนึกผิด และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแก้ไขทุกสิ่ง น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงมากระทบหมอนไม้ที่แข็งกระด้าง พร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่หลุดลอยออกจากร่าง ร่างกายที่เคยสั่นสะท้านจากความหนาวเหน็บค่อยๆ สงบนิ่งลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและวิญญาณที่หลุดพ้นจากกรงขังแห่งเนื้อหนังมังสา ทันทีที่คำอธิษฐานสุดท้ายสิ้นสุดลง สติสัมปชัญญะของหนิงรุ่ยก็ดับวูบลงราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมพายุพัดดับ ความมืดมิดและมวลความเจ็บปวดทรมานที่เคยกัดกินร่างกายพลันอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น รอบกายของเธอตกอยู่ในความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขต ไม่มีความหนาวเหน็บ ไม่มีความหิวโหย ไม่มีกลิ่นคาวเลือดที่น่าสะอิดสะเอียนอีกต่อไป ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ก็ปรากฏจุดกำเนิดแสงสว่างจ้าดุจดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน แสงสีขาวบริสุทธิ์นั้นสาดส่องและขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว กลืนกินความมืดมิดจนหมดสิ้น มันไม่ได้เป็นแสงที่แยงตาจนทำให้ปวดร้าว แต่กลับเป็นแสงสว่างที่แฝงไปด้วยพลังงานแห่งความเมตตาและการเยียวยา แสงสว่างจ้านั้นพุ่งเข้าปกคลุมรอบดวงวิญญาณของเธอ ก่อนที่หนิงรุ่ยจะเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดที่โอบล้อมร่างกายเอาไว้ มันเป็นความรู้สึกที่นุ่มนวลและอ่อนโยน ราวกับอ้อมกอดของมารดาที่คอยปลอบประโลมบุตรสาวที่กำลังตื่นตระหนก ความอบอุ่นนั้นซึมซาบเข้าไปในทุกอณูวิญญาณ ปัดเป่าความเศร้าหมองและความเจ็บปวดจากชีวิตอันแสนบัดซบในอดีตชาติให้มลายหายไป เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยนุ่มนิ่มที่ลอยล่องไปตามกระแสลมแห่งกาลเวลา ร่างกายที่เคยหนักอึ้งและแหลกเหลวกลับรู้สึกเบาสบายดุจขนนก ความรู้สึกสงบสุขที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาเนิ่นนาน แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกห้วงแห่งการรับรู้ ก่อนที่ทุกอย่างจะหมุนวนและดึงเธอดิ่งลึกลงไปในวังวนแห่งแสงสว่างนั้นอย่างไม่อาจขัดขืน กระแสน้ำวนแห่งแสงสว่างนั้นโอบอุ้มวิญญาณของเธอ พาข้ามผ่านห้วงมิติแห่งความตายและความสิ้นหวัง มุ่งหน้าสู่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตและการเริ่มต้นใหม่ เฮือก หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่พร้อมกับเบิกตากว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก ร่างของเธอสะดุ้งสุดตัวจนลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนเตียง หัวใจในอกเต้นรัวและแรงประดุจรัวกลอง เหงื่อกาฬแตกพลั่กผุดซึมเต็มหน้าผาก เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมหน้าอกที่กำลังหอบกระชั้น พยายามกอบโกยอากาศเข้าปอดราวกับคนที่เพิ่งรอดพ้นจากการจมน้ำตาย ดวงตาที่ยังคงตื่นกลัวกวาดมองไปรอบกายอย่างรวดเร็ว คาดหวังว่าจะต้องพบกับผนังไม้ที่ผุพังและกลิ่นเหม็นอับของซ่องนรก แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เธอต้องนิ่งขึงไปชั่วขณะ อากาศรอบตัวไม่ได้หนาวเหน็บจนเสียดกระดูก แต่กลับมีความอบอุ่นสบายที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นเตียงที่เธอนั่งอยู่ เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าเธอกำลังนั่งอยู่บนเตียงเตา หรือคัง ที่สร้างจากอิฐและดินเหนียว ซึ่งเป็นเตียงอุ่นที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีในอดีต ผ้าห่มที่คลุมตัวเธออยู่เป็นผ้าห่มฝ้ายสีหม่นที่แม้จะดูเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอมของแสงแดดจางๆ ผนังห้องเป็นดินปั้นที่ทาด้วยปูนขาว มีหน้าต่างบานเล็กที่กรุด้วยกระดาษโปร่งแสง ปล่อยให้แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาตกกระทบพื้นดินอัดแน่นในห้อง หนิงรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ความสับสนมึนงงตีรวนขึ้นมาในสมอง นี่ไม่ใช่ซ่องนรกแห่งนั้น กลิ่นคาวเลือดหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฟืนไหม้และกลิ่นไอดินยามเช้าอันเป็นเอกลักษณ์ของชนบท แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ร่างกายที่ควรจะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เหตุใดจึงยังรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจได้อย่างแจ่มชัดเช่นนี้ เธอก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองด้วยความตื่นตะลึง สองมือที่ควรจะผอมแห้งติดกระดูกและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกเฆี่ยนตี บัดนี้กลับดูอวบอิ่ม ผิวพรรณเต่งตึงและขาวเนียนราวกับหยกเนื้อดี ไม่มีร่องรอยของความบอบช้ำหรือความทรมานใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มือคู่นี้คือมือของหญิงสาววัยรุ่นที่ยังไม่เคยผ่านความยากลำบากแสนสาหัสในนรกขุมนั้น หญิงสาวยกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าของตนเอง สัมผัสได้ถึงพวงแก้มที่อิ่มเอิบและผิวพรรณที่สดใส เธอรีบถกผ้าห่มออกและมองลงไปยังขาทั้งสองข้าง ขาที่เคยถูกตีจนหักสะบั้นบัดนี้เหยียดตรงและสมบูรณ์แบบ หนิงรุ่ยรีบก้าวเท้าลงจากเตียง สัมผัสแรกที่ฝ่าเท้าแตะลงบนพื้นดินอัดแน่นคือความมั่นคงและแข็งแรง เธอสามารถยืนหยัดได้ด้วยสองขาของตนเองอีกครั้ง ความทรงจำในอดีตชาติและการตื่นขึ้นในสถานที่แห่งนี้ตีรวนกันจนเธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนังห้องข้างประตู มันคือปฏิทินแบบฉีกรายวัน ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่พิมพ์บอกตัวเลขปี ค.ศ. บนกระดาษแผ่นนั้น ทำให้นัยน์ตาของหนิงรุ่ยเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง ตัวเลขปีที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือช่วงเวลาที่เธอยังมีอายุเพียงสิบแปดปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย และเพิ่งจะแต่งงานเข้าครอบครัวสกุลโจวได้เพียงไม่กี่เดือน การแต่งงานที่เกิดขึ้นจากการเตรียมการของผู้ใหญ่ ซึ่งในอดีตชาติเธอเคยรังเกียจเดียดฉันท์นักหนา หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมาจากดวงตาคู่สวยอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานหรือความหวาดกลัวอีกต่อไป มันคือน้ำตาแห่งความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ สวรรค์เบื้องบนได้รับฟังคำอธิษฐานอันปวดร้าวของเธอ สวรรค์ได้เมตตาประทานโอกาสครั้งที่สองให้เธอได้ย้อนเวลากลับมา กลับมาในช่วงเวลาที่ทุกอย่างยังแก้ไขได้ กลับมาในช่วงเวลาที่เธอยังไม่ได้ทำลายชีวิตของตัวเองและครอบครัวสกุลโจว หนิงรุ่ยกำหมัดแน่น ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้ม แววตาที่เคยสิ้นหวังและอ่อนแอพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รับรู้ถึงพลังแห่งชีวิตที่เต็มเปี่ยมอยู่ในทุกอณูร่างกาย "ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสฉันได้เกิดใหม่ ฉันสาบานว่าชาตินี้ฉันจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิม ฉันจะใช้ทั้งชีวิตนี้เพื่อปกป้องและสร้างความสุขให้กับครอบครัวโจวให้ได้" น้ำเสียงของเธอมั่นคงและทรงพลัง มันเป็นคำสาบานที่สลักลึกลงไปในจิตวิญญาณ หนิงรุ่ยเดินไปที่หน้าต่างบานเล็ก ผลักบานหน้าต่างออกเพื่อรับแสงแดดแรกของวันใหม่ สายลมอ่อนพัดพาความสดชื่นเข้ามาปะทะใบหน้า นอกหน้าต่างคือลานดินกว้างของบ้านสกุลโจว ที่ซึ่งเธอมองเห็นเงาแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการผ่าฟืนตั้งแต่เช้าตรู่ แผ่นหลังที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่เคยโอบอุ้มความทุกข์ยากทั้งหมดเพื่อเธอ โจวจื่อหมิง สามีของเธอ รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหนิงรุ่ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โลกใบนี้ไม่ได้สิ้นหวังอีกต่อไป การหวนคืนครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการชดใช้และการสร้างปาฏิหาริย์แห่งชีวิตที่แท้จริง บทเรียนราคาแพงจากอดีตชาติได้หล่อหลอมให้เธอเติบโตและแข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป นามของหนิงรุ่ยสะใภ้ใหญ่แห่งสกุลโจว จะกลายเป็นผู้ปกป้องและนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD