ความมืดมิดยามค่ำคืนยังคงปกคลุมไปทั่วบริเวณหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล แสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้กระดานเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นดินอัดแน่นภายในห้องนอนเล็กๆ สร้างเงาสลัวที่ทอดตัวยาวไปตามผนังดินปั้น อากาศในยามรุ่งสางของฤดูใบไม้ผลิยังคงแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเสื้อผ้า ทว่าบนเตียงเตาอิฐที่ถูกก่อขึ้นอย่างเรียบง่ายกลับมีความอบอุ่นจางๆ แผ่ซ่านออกมารองรับแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวที่กำลังนอนทอดกายอยู่ หนิงรุ่ยค่อยๆ ปรือเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยความสิ้นหวังในอดีตชาติ บัดนี้เบิกกว้างขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของรุ่งสางแห่งชีวิตใหม่
เธอผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตาอย่างระมัดระวัง สองมือบางยกขึ้นลูบคลำใบหน้าและลำคอของตนเอง สัมผัสถึงผิวพรรณที่เต่งตึงและเรียบเนียน ไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์หรือความเจ็บปวดทรมานจากการถูกเฆี่ยนตีในซ่องนรกแห่งนั้น ลมหายใจที่สูดเข้าปอดลึกๆ รู้สึกได้ถึงอากาศบริสุทธิ์ของชนบทที่ปราศจากกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นอับ หยาดน้ำตาอุ่นๆ เอ่อท้นขึ้นมาคลอเบ้าตาก่อนจะไหลรินลงมาอาบสองพวงแก้มอย่างเงียบเชียบ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความหวาดกลัวหรือความโศกเศร้า แต่เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ สวรรค์เบื้องบนได้รับฟังคำอธิษฐานสุดท้ายของดวงวิญญาณที่แหลกสลาย และได้มอบปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ให้เธอได้หวนคืนกลับมาในช่วงเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่สายเกินแก้ เธอยกหลังมือขึ้นซับน้ำตาที่หางตาอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากที่สั่นระริกเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกไปรบกวนคนในบ้านที่กำลังหลับสนิท
ในอดีตชาติ ช่วงเวลานี้ของวัน หนิงรุ่ยคนเดิมมักจะนอนขดตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ปล่อยให้แม่สามีที่แก่ชราและร่างกายอ่อนแอต้องตื่นขึ้นมาฝ่าลมหนาวเพื่อก่อไฟทำกับข้าวให้ทุกคนในครอบครัวทาน เธอเคยรังเกียจความยากจน รังเกียจบ้านดินซอมซ่อ และรังเกียจทุกสัมผัสที่หยาบกระด้างของวิถีชีวิตชาวนา แต่ในวันนี้ ทุกตารางนิ้วของบ้านหลังนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเธอ หญิงสาวสะบัดผ้าห่มที่คลุมตัวออกอย่างเด็ดเดี่ยว สองเท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงบนพื้นดินเย็นเฉียบ ความหนาวเย็นที่แล่นปราดขึ้นมาจากฝ่าเท้าช่วยกระตุ้นสติสัมปชัญญะของเธอให้ตื่นตัวอย่างเต็มที่ เธอสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวเก่าทับเสื้อนอน ก่อนจะค่อยๆ ย่องปลายเท้าก้าวออกจากห้องนอนอย่างเงียบกริบระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง
หนิงรุ่ยเดินผ่านโถงกลางบ้านที่มืดสลัว มุ่งหน้าไปยังห้องครัวเก่าซอมซ่อที่ตั้งอยู่แยกออกไปทางด้านหลัง บานประตูไม้ไผ่สานที่เก่าจนผุพังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ เมื่อเธอผลักมันออก ภายในห้องครัวเต็มไปด้วยกลิ่นเขม่าควันไฟที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อไม้และผนังดิน กลิ่นความชื้นของโอ่งน้ำดินเผา และกลิ่นของเครื่องปรุงรสที่ถูกเก็บไว้อย่างประหยัดมัธยัสถ์ บรรยากาศที่คุ้นเคยเหล่านี้ทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเธอเต้นแรงขึ้นด้วยความรู้สึกผิดที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าหาญ ก่อนจะเดินตรงไปยังโอ่งน้ำดินเผาใบใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง
มือบางที่เคยคุ้นชินแต่กับการจับปากกาและสวมใส่เครื่องประดับราคาแพง บัดนี้กำลังเอื้อมไปหยิบกระบวยกะลามะพร้าว ตักน้ำที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งขึ้นมาใส่กะละมังทองเหลืองบุบๆ ความเย็นจัดของน้ำทำให้ปลายนิ้วของเธอชาหนึบและแดงเรื่อ แต่หนิงรุ่ยกลับไม่ใส่ใจ เธอเดินไปที่กระสอบข้าวสารที่เหลือข้าวอยู่เพียงก้นกระสอบ ตักข้าวสารเม็ดหยาบออกมาอย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นทองคำล้ำค่า เธอเทข้าวลงในกะละมังและเริ่มลงมือซาวข้าว สัมผัสที่หยาบกระด้างของเมล็ดข้าวสารเสียดสีกับฝ่ามือ แตกต่างจากความนุ่มนวลที่เธอเคยปรารถนา แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกถึงความเป็นจริงของชีวิตมากยิ่งขึ้น น้ำล้างข้าวสีขุ่นถูกเทเก็บไว้อย่างระมัดระวังเพื่อนำไปรดน้ำผักสวนครัวหลังบ้านตามวิถีชีวิตที่ประหยัดอดออม
เมื่อซาวข้าวเสร็จเรียบร้อย หนิงรุ่ยก็หันมาเผชิญหน้ากับเตาฟืนดินเหนียวที่เย็นเฉียบ เธอคุกเข่าลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า หยิบกิ่งไม้แห้งและเศษฟืนที่ถูกสับเตรียมไว้มาวางซ้อนกันในช่องหน้าเตาอย่างเก้ๆ กังๆ มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อหยิบไม้ขีดไฟขึ้นมาขีดกับข้างกล่อง ประกายไฟเล็กๆ สว่างวาบขึ้นก่อนจะลามไปติดเศษใบไม้แห้งที่เธอใช้เป็นเชื้อปะทุ ควันไฟสีเทาหม่นลอยคลุ้งขึ้นมาปะทะใบหน้า ทำให้เธอต้องหลับตาปี๋และสำลักควันจนน้ำตาไหลริน อาการแสบตาและระคายเคืองคอทำให้เธอรับรู้ถึงความยากลำบากที่จิ้งฝูฝูผู้เป็นแม่สามีต้องเผชิญในทุกเช้าตรู่มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หนิงรุ่ยไม่ยอมแพ้ เธอใช้บ้องไม้ไผ่เป่าลมเข้าไปในเตาเพื่อเร่งให้เปลวไฟลุกโชนขึ้น เปลวเพลิงสีส้มแดงค่อยๆ ลามเลียท่อนฟืนจนเกิดเสียงปะทุเบาๆ ความร้อนจากหน้าเตาแผ่ซ่านมากระทบผิวหน้า ขับไล่ความหนาวเหน็บในยามเช้าให้มลายหายไป
เธอยกหม้อดินเผาที่บรรจุข้าวและน้ำสะอาดขึ้นตั้งบนเตาไฟที่กำลังลุกโชน ก่อนจะถอยออกมานั่งยองๆ เฝ้ามองดูเปลวไฟด้วยดวงตาที่แน่วแน่และเปี่ยมไปด้วยความหวัง การเข้าครัวทำอาหารครั้งแรกในชีวิตของหนิงรุ่ยดำเนินไปอย่างเชื่องช้าแต่เต็มไปด้วยความใส่ใจ เวลาผ่านไปพักใหญ่ น้ำในหม้อดินเผาก็เริ่มเดือดพล่าน ฟองสีขาวฟูฟ่องดันฝาหม้อไม้ให้ขยับดังกุกกัก หนิงรุ่ยรีบใช้เศษผ้าเก่าๆ จับฝาหม้อเปิดออก ไอน้ำร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศพร้อมกับกลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มที่ต้มจนเมล็ดข้าวบานเต็มที่และเนื้อเนียนละเอียด กลิ่นหอมอันแสนเรียบง่ายนี้ช่างเย้ายวนและทำให้กระเพาะอาหารของเธอส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ เธอใช้ทัพพีไม้กวนข้าวต้มในหม้ออย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้ข้าวติดก้นหม้อ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเต็มไปด้วยความทะนุถนอมและความใส่ใจที่หาไม่ได้จากหนิงรุ่ยคนเดิม
เมื่อเห็นว่าข้าวต้มได้ที่แล้ว เธอก็จัดการยกหม้อดินเผาลงจากเตาไปวางพักไว้บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย จากนั้นจึงหันไปเตรียมเครื่องเคียงง่ายๆ ที่พอจะหาได้ในครัวซอมซ่อแห่งนี้ เธอเปิดไหกระเบื้องเคลือบใบเล็ก หยิบผักกาดดองฝีมือแม่สามีที่เก็บถนอมไว้ออกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างเบามือ จัดเรียงลงบนจานกระเบื้องบิ่นๆ อย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้เธอยังเจียวไข่ไก่ใบเล็กๆ ที่เหลืออยู่เพียงฟองเดียวในตะกร้าจนส่งกลิ่นหอมฉุย ตักแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้รับประทานร่วมกันอย่างเท่าเทียม หนิงรุ่ยจัดวางชามข้าวต้มที่ตักข้าวต้มร้อนๆ ควันฉุยใส่จนเกือบเต็ม พร้อมด้วยจานผักกาดดองและไข่เจียวลงบนถาดไม้เก่าๆ เธอถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อกวาดสายตามองผลงานชิ้นแรกของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ แม้มันจะเป็นเพียงมื้ออาหารที่แสนจะธรรมดาและอัตคัดขัดสน แต่มันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อครอบครัวที่เธอรัก
ในขณะที่หนิงรุ่ยกำลังเตรียมตัวจะยกถาดอาหารเดินออกจากห้องครัวเพื่อไปปลุกทุกคนในบ้าน ทันใดนั้นเอง ความเงียบสงบของยามเช้าก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงประหลาดที่ดังก้องขึ้นภายในหัวของเธอโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย มันไม่ใช่เสียงที่ลอยมาจากภายนอกหรือเสียงกระซิบของสายลม แต่มันเป็นเสียงที่ดังกังวานใสราวกับเสียงระฆังแก้วที่ถูกตีด้วยค้อนเงิน มันดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทและทะลุทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"ระบบแต้มบุญเปิดใช้งาน"
เสียงนั้นใสกระจ่างและปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์เพศชายหรือเพศหญิง แต่เป็นเสียงที่แฝงไว้ด้วยอำนาจและความลี้ลับอย่างประหลาด หนิงรุ่ยชะงักงัน มือที่กำลังจะเอื้อมไปจับขอบถาดไม้ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงกลับมากระหน่ำเต้นรัวอีกครั้งราวกับจะทะลุออกมานอกอก เธอหันซ้ายแลขวา กวาดสายตามองไปรอบห้องครัวที่ว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ที่นี่นอกจากเธอเพียงคนเดียว กลิ่นควันไฟและกลิ่นข้าวต้มยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับดูแปลกประหลาดและบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ เธอถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังไปชนเข้ากับผนังดินปั้น สองมือยกขึ้นกุมขมับของตนเองด้วยความสับสนและหวาดหวั่น
"ใครน่ะ"
เธอเปล่งเสียงถามออกไปอย่างแผ่วเบาด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากภายนอก มีเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดครอบคลุมไปทั่วบริเวณ หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติและระงับความตื่นตระหนกที่กำลังเกาะกินจิตใจ เธอหลับตาลงและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจอีกครั้ง เพียงอึดใจเดียว เสียงกังวานใสนั้นก็ดังขึ้นในหัวของเธออีกครั้ง พร้อมกับคำอธิบายที่ยืดยาวและชัดเจนยิ่งขึ้น
"สวัสดีโฮสต์ ระบบแต้มบุญได้ทำการเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของคุณอย่างสมบูรณ์แล้ว ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อมอบโอกาสและผลตอบแทนให้แก่ผู้ที่มีความกตัญญูและปรารถนาที่จะทำความดี คุณจะได้รับคะแนนแต้มบุญทุกครั้งที่คุณทำความดี แสดงความเมตตา หรือช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวสกุลโจวด้วยความจริงใจ โดยคะแนนที่ได้รับจะแปรผันตามระดับความสำคัญและผลกระทบของการกระทำนั้นๆ คะแนนแต้มบุญเหล่านี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราในโลกของคุณได้ แต่คุณสามารถนำมันมาใช้เป็นสกุลเงินในการแลกซื้อสิ่งของ วัตถุดิบ ความรู้ หรือเครื่องมือต่างๆ จากหน้าต่างร้านค้าของระบบ ซึ่งเป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและภูมิปัญญาจากยุคอนาคตในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ครอบครัวของคุณ"
หนิงรุ่ยลืมตาขึ้นช้าๆ ความหวาดกลัวที่เคยมีเริ่มมลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจและความตื่นเต้นที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ภายในอก แม้ว่าคำอธิบายของระบบจะดูเหลือเชื่อและยากที่จะทำความเข้าใจสำหรับหญิงสาวในยุคชนบทที่ห่างไกลความเจริญ แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกต่อต้านหรือสงสัยในความจริงแท้ของมันเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อปาฏิหาริย์แห่งการย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ยังสามารถเกิดขึ้นกับเธอได้ แล้วทำไมการมีอยู่ของระบบที่ลี้ลับนี้จะเป็นไปไม่ได้เล่า เธอสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พยายามเรียบเรียงข้อมูลที่ได้รับมาอย่างมีสติ ระบบนี้ต้องการให้เธอทำความดีต่อครอบครัวสกุลโจว ซึ่งมันสอดคล้องกับคำสาบานและปณิธานอันแรงกล้าที่เธอได้ตั้งไว้ก่อนที่จะหมดลมหายใจในอดีตชาติอย่างพอดิบพอดี ราวกับว่าสวรรค์ได้รับรู้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของเธอ จึงได้ประทานเครื่องมือชิ้นนี้มาเพื่อช่วยเป็นสะพานเชื่อมให้เธอสามารถชดใช้ความผิดพลาดและนำพาครอบครัวสกุลโจวไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้รวดเร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น
เธอยกมือขึ้นทาบอก สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและพลังใจที่ลุกโชน หากสิ่งที่ระบบบอกเป็นความจริง นั่นหมายความว่าเธอจะมีหนทางในการช่วยเหลือโจวจื่อหมิงให้หลุดพ้นจากความยากลำบาก ช่วยรักษาอาการป่วยของแม่สามี และส่งเสริมน้องๆ ให้มีอนาคตที่สดใสได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สินค้าจากอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้าจะต้องเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและสามารถพลิกชะตาชีวิตของพวกเขาได้อย่างแน่นอน หนิงรุ่ยระบายยิ้มบางๆ ออกมาทางมุมปาก ดวงตาของเธอทอประกายเจิดจ้าและแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม ความกลัวต่อสิ่งลี้ลับถูกปัดเป่าทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่และไขว่คว้าทุกโอกาสที่จะทำให้ครอบครัวที่เธอรักมีความสุข
เธอปล่อยมือที่กุมขมับลง หันกลับไปมองถาดไม้ที่วางชามข้าวต้มร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเอาไว้ การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ในเช้าวันนี้ การลุกขึ้นมาตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อทำอาหารมื้อแรกให้ครอบครัวด้วยความเต็มใจ อาจเป็นเพียงก้าวแรกที่แสนจะธรรมดา แต่สำหรับหนิงรุ่ยแล้ว มันคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนแปลงตนเองและชดใช้บาปในอดีตชาติ เธอไม่รู้ว่าระบบจะประเมินการกระทำนี้อย่างไร หรือเธอจะได้รับแต้มบุญจำนวนเท่าใด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอในเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้เห็นรอยยิ้มและความประหลาดใจบนใบหน้าของสามีและพ่อแม่สามี เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาพบว่าสะใภ้ใหญ่ที่เคยก้าวร้าวและเอาแต่ใจ บัดนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ที่พร้อมจะดูแลและเคียงข้างพวกเขาตลอดไป หนิงรุ่ยสูดกลิ่นหอมของข้าวต้มอีกครั้ง ก่อนจะยื่นมือออกไปยกถาดไม้ขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง เธอยืดหลังตรง ก้าวเดินออกจากห้องครัวเก่าซอมซ่อ มุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่ของตัวบ้านด้วยก้าวย่างที่มั่นคงและเปี่ยมไปด้วยแสงสว่างแห่งความหวังในชีวิตใหม่ที่รอคอยเธออยู่เบื้องหน้า