รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงสว่างที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามากวาดล้างความมืดมิดและร่องรอยแห่งความเกรี้ยวกราดของพายุฝนฟ้าคะนองในค่ำคืนที่ผ่านมา ท้องฟ้าที่เคยถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึนและสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบ บัดนี้ได้เปิดโปร่งและสวมใส่สีฟ้าครามกระจ่างใสราวกับผืนผ้าไหมที่เพิ่งถูกซักจนสะอาดสะอ้าน แสงอาทิตย์ยามเช้าทอประกายสีทองอร่ามสาดส่องลงมากระทบหยาดน้ำค้างและแอ่งน้ำขังบนพื้นดินจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับประดุจอัญมณีเม็ดงาม อากาศที่เคยหนาวเหน็บและชื้นแฉะเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความสดชื่น กลิ่นไอดินที่เปียกชุ่มผสมผสานกับกลิ่นหอมของยอดหญ้าที่เพิ่งผลิใบใหม่ ลอยอวลอยู่ในอากาศ สร้างความรู้สึกปลอดโปร่งและมีชีวิตชีวาให้แก่ทุกสรรพสิ่งในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลแห่งนี้
ทว่าสำหรับครอบครัวสกุลโจว ร่องรอยความเสียหายจากพายุฝนเมื่อคืนยังคงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะบริเวณหลังคาของคฤหาสน์ดินปั้นที่ทรุดโทรม โจวจื่อหมิง ชายหนุ่มผู้เป็นเสาหลักของบ้าน ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขันเพื่อออกสำรวจความเสียหายรอบตัวบ้าน นัยน์ตาคมกริบสีนิลของเขากวาดมองขึ้นไปยังหลังคากระเบื้องดินเผาที่มุงสลับกับฟางข้าวแห้งบริเวณเหนือห้องนอนของบิดา ภาพที่เห็นทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปมแน่น มัดฟางที่เคยเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบเพื่ออุดรอยรั่วและรอยแยกของกระเบื้อง บัดนี้ถูกลมพายุพัดจนหลุดลุ่ยและปลิวหายไปหลายจุด ทิ้งไว้เพียงช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ยอมให้น้ำฝนสาดเทลงมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชายชราเมื่อคืนนี้ หากไม่รีบซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน หรือก่อนที่พายุลูกใหม่จะมาเยือน บิดาของเขาคงต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บและความเจ็บป่วยที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มไม่รอช้า เขารีบหมุนตัวเดินตรงไปยังบริเวณหลังบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการกรำงานหนักออกแรงยกบันไดไม้ไผ่ขนาดใหญ่และยาวเหยียดขึ้นพาดบ่า บันไดลำนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้ไผ่ลำโตที่ผ่านการใช้งานมานานหลายปีจนเนื้อไม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มและมีรอยแตกเป็นทางยาว แต่มันยังคงมีความแข็งแรงทนทานพอที่จะรองรับน้ำหนักของชายฉกรรจ์ได้อย่างสบาย โจวจื่อหมิงแบกบันไดไม้ไผ่เดินกลับมาที่หน้าห้องนอนของบิดาอย่างระมัดระวัง เขาค่อยๆ วางปลายบันไดด้านหนึ่งลงบนพื้นดินที่ยังคงเฉอะแฉะ ก่อนจะยกปลายอีกด้านหนึ่งขึ้นพาดพิงเข้ากับผนังดินปั้นของตัวบ้าน เสียงไม้ไผ่กระทบกับผนังดินดังกังวานเป็นจังหวะหนักแน่น ชายหนุ่มออกแรงขยับฐานบันไดให้ฝังลึกลงไปในดินโคลนเพื่อเพิ่มความมั่นคง ป้องกันไม่ให้มันลื่นไถลในขณะที่เขากำลังปีนขึ้นไปปฏิบัติภารกิจซ่อมแซมหลังคาที่สูงชัน
ในขณะเดียวกันนั้นเอง หนิงรุ่ยที่เพิ่งจะจัดการดูแลเช็ดตัวและป้อนน้ำต้มสุกอุ่นๆ ให้แก่โจวหูคงจนชายชราหลับสนิทไปอีกครั้ง ก็เดินก้าวข้ามธรณีประตูออกมาจากห้องนอนด้วยความเหนื่อยล้า หญิงสาวสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายชุดเดิมที่แห้งสนิทแล้ว แต่เนื้อผ้ายังคงมีร่องรอยยับย่นจากการเปียกฝนเมื่อคืน เรือนผมสีดำขลับที่ถูกมัดรวบไว้อย่างลวกๆ เริ่มมีปอยผมตกลงมาปรกใบหน้าที่ซีดเซียว ทว่าดวงตาคู่สวยของเธอกลับทอประกายความมุ่งมั่นและสดใสอย่างประหลาด เมื่อสายตาของเธอปะทะเข้ากับแผ่นหลังกว้างของสามีที่กำลังเตรียมตัวจะปีนขึ้นบันไดไม้ไผ่เพื่อขึ้นไปบนหลังคา ความเหน็ดเหนื่อยจากการอดนอนมาทั้งคืนก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เธอตระหนักดีว่าการซ่อมแซมหลังคานั้นเป็นงานที่ยากลำบากและอันตราย หากปล่อยให้เขาทำเพียงลำพัง การส่งหยิบอุปกรณ์และมัดฟางขึ้นไปบนที่สูงคงจะทุลักทุเลและล่าช้าไม่น้อย
หนิงรุ่ยไม่ยอมปล่อยให้ตนเองยืนอยู่เฉยๆ หรือกลับไปนอนพักผ่อนอย่างที่สตรีผู้บอบบางพึงกระทำ หญิงสาวรีบหมุนตัววิ่งเหยาะๆ ไปยังกองฟางข้าวแห้งที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ใต้ชายคาบ้านด้านหลัง เธอใช้สองมือที่ยังมีร่องรอยบาดแผลและตุ่มพองจากการถอนหญ้า กอบโกยฟางข้าวสีเหลืองทองขึ้นมาหอบใหญ่ สัมผัสที่หยาบกระด้างของเส้นฟางเสียดสีกับฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บแปลบ แต่เธอก็ขบกรามแน่นและไม่ยอมปล่อยให้ฟางร่วงหล่นลงพื้นแม้แต่เส้นเดียว จากนั้นเธอก็หยิบเชือกกล้วยที่ถูกฉีกเป็นเส้นเล็กๆ สำหรับใช้มัดฟาง และมีดพกเล่มเล็กที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาถือไว้จนเต็มสองมือ หญิงสาวกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับมาที่หน้าบันไดไม้ไผ่ รอยยิ้มที่อ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นผลิบานขึ้นบนใบหน้าหวานละมุน
"จื่อหมิงคะ รอเดี๋ยวก่อนค่ะ ฉันเอาฟางกับเชือกมาให้แล้ว"
เสียงเรียกที่ดังกังวานใสและเต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังก้าวเท้าขึ้นเหยียบขั้นบันไดไม้ไผ่ขั้นแรกต้องชะงักฝีเท้าลง โจวจื่อหมิงหันหน้ากลับมามองภรรยาด้วยความประหลาดใจ นัยน์ตาคมกริบของเขากวาดมองหอบฟางข้าวขนาดใหญ่ที่เธอพยายามโอบกอดเอาไว้จนแทบจะมิดศีรษะ สลับกับใบหน้าที่ซีดเซียวแต่เปื้อนยิ้มของเธอ ความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอกจนแน่นขนัด เขาเพิ่งจะได้รับรู้จากปากของบิดาเมื่อเช้านี้ ว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือคนที่ยอมวิ่งฝ่าละอองฝนและลมหนาว เพื่อนำผ้าห่มผืนหนามาคลุมให้ชายชราและนั่งเฝ้าดูอาการของเขาตลอดทั้งคืนโดยไม่ยอมหลับยอมนอน การกระทำที่แสนจะเสียสละและปราศจากการเสแสร้งนั้น ได้สั่นคลอนกำแพงน้ำแข็งในหัวใจของเขาจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ และบัดนี้ เธอยังคงไม่ยอมหยุดพัก แต่กลับอาสามาช่วยเขางานซ่อมแซมหลังคาที่น่าเบื่อหน่ายนี้อีก
"เธอเอามากองไว้ตรงพื้นนี่แหละ เดี๋ยวฉันปีนขึ้นไปหาจุดที่รั่วก่อน แล้วค่อยหย่อนเชือกลงมาดึงฟางขึ้นไปทีหลัง ร่างกายเธอเพิ่งจะตากฝนมาทั้งคืน ไปหาที่นั่งพักผ่อนข้างในบ้านเถอะ ไม่ต้องมายืนตากแดดตากลมอยู่ตรงนี้หรอก"
น้ำเสียงของชายหนุ่มแม้จะยังคงความทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่มันกลับแฝงไปด้วยความห่วงใยและอาทรอย่างที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว โจวจื่อหมิงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้เธอกลับไปพักผ่อน เพราะเขาไม่อยากเห็นเธอต้องมาล้มป่วยลงไปอีกคน แต่ทว่าหนิงรุ่ยกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น หญิงสาววางกองฟางลงบนพื้นดินข้างบันไดไม้ไผ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม
"ให้ฉันช่วยเถอะค่ะ ถ้ามัวแต่หย่อนเชือกดึงขึ้นดึงลง กว่าจะซ่อมเสร็จก็คงจะเที่ยงวันพอดี แดดก็จะยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ คุณขึ้นไปก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะคอยส่งฟางกับเชือกให้จากข้างล่างเอง ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมายเลย แค่ยืนส่งของแค่นี้สบายมากค่ะ"
เมื่อเห็นความดื้อรั้นที่แฝงไปด้วยความปรารถนาดีของภรรยา โจวจื่อหมิงก็จำต้องถอนหายใจยาวออกมาอย่างยอมจำนน เขาพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจบันไดไม้ไผ่เบื้องหน้า ชายหนุ่มออกแรงปีนป่ายขึ้นไปตามขั้นบันไดอย่างคล่องแคล่วและว่องไวประดุจลิงป่า เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างกำยำของเขาก็ขึ้นไปยืนทรงตัวอยู่บนหลังคาบ้านที่ลาดเอียงได้อย่างมั่นคง เขาก้มหน้าลงสำรวจร่องรอยความเสียหาย พบว่ามีกระเบื้องดินเผาแตกหักอยู่สองสามแผ่น และมีช่องโหว่ที่ฟางข้าวหลุดหายไปเป็นบริเวณกว้าง ชายหนุ่มจัดแจงดึงเศษฟางที่เปื่อยยุ่ยและเสื่อมสภาพทิ้งลงมาด้านล่าง ก่อนจะชะโงกหน้าลงไปร้องเรียกภรรยาที่ยืนรออยู่เบื้องล่าง
"หนิงรุ่ย ส่งมัดฟางขึ้นมาให้ฉันสักสองสามมัดก่อน แล้วก็ขอเชือกกล้วยด้วย"
หนิงรุ่ยที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านล่างไม่รอช้า เธอรีบก้มลงหยิบมัดฟางข้าวที่ถูกมัดรวมกันไว้อย่างหลวมๆ ขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าและยืดท่อนแขนขึ้นสุดหล้า เพื่อส่งมัดฟางเหล่านั้นขึ้นไปให้สามีที่เอื้อมมือลงมารับ ทว่าด้วยความสูงของหลังคาบ้านที่ค่อนข้างมาก ประกอบกับสรีระที่บอบบางและส่วนสูงที่จำกัดของหญิงสาว ทำให้ปลายนิ้วของเธอและเขาอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ แต่ก็ไม่อาจส่งมอบมัดฟางให้แก่กันได้อย่างถนัดถนี่ หนิงรุ่ยพยายามกระโดดเหยงๆ อยู่หลายครั้ง แต่มัดฟางก็หนักเกินกว่าจะโยนขึ้นไปให้แม่นยำได้ เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดซึมขึ้นตามหน้าผากของเธอ ความหงุดหงิดใจเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเห็นว่าการทำงานจากด้านล่างนั้นไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้นเลย กลับกลายเป็นการเพิ่มความยุ่งยากเสียมากกว่า
หญิงสาวยืนนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ดวงตาคู่สวยจดจ้องไปยังขั้นบันไดไม้ไผ่ที่พาดผ่านผนังดินปั้นขึ้นไปสู่หลังคา ก่อนที่การตัดสินใจอันแน่วแน่และบ้าบิ่นจะผุดขึ้นมาในหัว เธอวางมัดฟางลงบนพื้นดินอีกครั้ง จัดการรวบรวมเชือกกล้วยและมีดพกเล่มเล็กเหน็บไว้ที่ขอบกางเกงผ้าฝ้ายอย่างแน่นหนา จากนั้นเธอก็หยิบมัดฟางข้าวขนาดพอเหมาะขึ้นมาหนีบไว้ใต้รักแร้ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็เอื้อมไปจับราวบันไดไม้ไผ่เอาไว้มั่น หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าหาญ ก่อนจะก้าวเท้าเปลือยเปล่าที่ไม่ได้สวมรองเท้าขึ้นเหยียบลงบนขั้นบันไดไม้ไผ่ที่ลื่นและเย็นเฉียบ
วินาทีที่โจวจื่อหมิงซึ่งกำลังรอรับมัดฟางอยู่ด้านบน ชะโงกหน้าลงมามองอีกครั้ง นัยน์ตาคมกริบของเขาก็ต้องเบิกกว้างขึ้นจนสุดขีดด้วยความตกตะลึงและตื่นตระหนกสุดขีด ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างบอบบางของภรรยาที่กำลังปีนป่ายบันไดไม้ไผ่ขึ้นมาหาเขาอย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งของเธอจับราวบันไดไว้แน่นจนข้อปูดโปน ในขณะที่อีกข้างต้องคอยหนีบมัดฟางเอาไว้ไม่ให้ร่วงหล่น ท่วงท่าการปีนของเธอนั้นดูไม่มั่นคงและโอนเอนไปมาตามแรงสั่นสะเทือนของไม้ไผ่ ราวกับว่าเธออาจจะพลัดตกลงไปกระแทกพื้นดินเบื้องล่างได้ทุกเมื่อหากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว
"หนิงรุ่ย! เธอขึ้นมาทำไม! ลงไปเดี๋ยวนี้เลยนะ มันอันตราย!"
เสียงตวาดที่ดุดันและดังก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าร้องหลุดรอดออกมาจากลำคอของโจวจื่อหมิงในทันที ความหวาดกลัวว่าเธอจะได้รับอันตรายพุ่งทะยานขึ้นจับจิตจับใจจนเขาแทบจะหยุดหายใจ ชายหนุ่มรีบขยับตัวเข้าไปใกล้ขอบหลังคา หมายจะยื่นมือลงไปคว้าแขนของเธอเอาไว้เพื่อดึงตัวเธอขึ้นมาให้พ้นจากอันตราย แต่ด้วยมุมลาดชันของหลังคาและระยะห่างที่ยังคงมีอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถเอื้อมไปถึงตัวเธอได้ทันท่วงที เขาได้แต่ตะโกนสั่งให้เธอถอยกลับลงไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
ทว่าคำตวาดที่รุนแรงของสามีกลับไม่ได้ทำให้หนิงรุ่ยรู้สึกหวาดกลัวหรือยอมถอยหนีเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวยังคงก้าวเท้าปีนขึ้นไปตามขั้นบันไดอย่างใจเย็นและมั่นคง เมื่อเธอปีนขึ้นมาจนถึงขั้นบนสุดและใบหน้าของเธอโผล่พ้นขอบหลังคาขึ้นมาสบตากับเขา หนิงรุ่ยก็ระบายยิ้มกว้างที่อ่อนโยนและสว่างไสวที่สุดออกมา เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความหวาดกลัวและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
"ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันจะมาช่วยคุณ อยู่ข้างล่างส่งของไม่ถนัดหรอกค่ะ สู้ขึ้นมาช่วยกันมัดฟางอยู่บนนี้ไม่ได้ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว คุณขยับเข้าไปหน่อยสิคะ ฉันจะได้ขึ้นไปนั่งด้วย"
คำพูดที่ไหลลื่นและท่าทีที่ดื้อรั้นอย่างน่ารักน่าชังของเธอ ทำเอาโจวจื่อหมิงถึงกับพูดไม่ออก ชายหนุ่มอ้าปากค้างเตรียมจะพ่นคำด่าทอระลอกที่สองออกมา แต่เมื่อเห็นแววตาที่ออดอ้อนและรอยยิ้มที่จริงใจของเธอ คำพูดเหล่านั้นก็จุกอยู่ที่ลำคอจนไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้ เขาถอนหายใจยาวออกมาอย่างยอมแพ้ ก่อนจะรีบยื่นมือที่หนาและหยาบกร้านออกไปคว้าท่อนแขนเรียวเล็กของเธอเอาไว้มั่น ออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ร่างบอบบางของหนิงรุ่ยก็ลอยละลิ่วขึ้นมานั่งแหมะลงบนผืนหลังคากระเบื้องที่ลาดเอียงเคียงข้างเขาได้อย่างปลอดภัย
เมื่อขึ้นมานั่งบนหลังคาได้สำเร็จ หนิงรุ่ยก็ไม่รอช้า เธอจัดแจงวางมัดฟางข้าวลงบนตัก ดึงเชือกกล้วยและมีดพกออกมาวางเตรียมพร้อมไว้ข้างตัว ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้สามีเป็นเชิงบอกว่าเธอพร้อมที่จะลงมือทำงานแล้ว โจวจื่อหมิงมองท่าทางที่กระตือรือร้นและคล่องแคล่วของเธอด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ผู้หญิงที่เคยร้องกรี๊ดเมื่อเห็นที่สูง บัดนี้กลับมานั่งอยู่บนหลังคาบ้านที่ลาดชันและเต็มไปด้วยฝุ่นผงอย่างไม่สะทกสะท้าน ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ เพื่อไล่ความสับสนออกจากหัว ก่อนจะหันกลับไปสนใจรอยรั่วตรงหน้าและเริ่มลงมือซ่อมแซมอย่างจริงจัง
พื้นที่บนหลังคาบ้านบริเวณที่เกิดรอยรั่วนั้นคับแคบและลาดชันเป็นอย่างมาก การที่คนสองคนต้องมานั่งทำงานอยู่เคียงข้างกันในพื้นที่จำกัดเช่นนี้ ทำให้สรีระของพวกเขาต้องเบียดเสียดและสัมผัสกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนิงรุ่ยขยับตัวเข้าไปนั่งชิดกับโจวจื่อหมิงจนหัวไหล่ของทั้งสองคนชนกันเบาๆ ทุกครั้งที่เธอเอื้อมมือไปหยิบฟางข้าว หรือทุกครั้งที่เขาขยับแขนเพื่อผูกปมเชือกกล้วย ผิวสัมผัสที่เสียดสีกันผ่านเนื้อผ้าฝ้ายบางๆ สร้างกระแสไฟฟ้าสถิตที่แล่นปราดไปทั่วทั้งสรรพางค์กายของทั้งคู่
หนิงรุ่ยรับหน้าที่เป็นคนส่งฟางข้าวและตัดเชือกกล้วยเตรียมไว้ให้ หญิงสาวกอบฟางข้าวขึ้นมาจัดเรียงให้เป็นระเบียบ ก่อนจะยื่นส่งให้สามีที่กำลังใช้มือข้างหนึ่งกดกระเบื้องดินเผาให้เข้าที่ และใช้อีกมือหนึ่งรับมัดฟางไปอุดตามร่องรอยแตก การทำงานที่สอดประสานกันอย่างเป็นจังหวะและรู้ใจ ทำให้การซ่อมแซมดำเนินไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ หนิงรุ่ยจดจ้องอยู่ที่มือของเขาที่กำลังผูกเชือกกล้วยรัดฟางข้าวให้แน่นหนา นิ้วมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยบาดแผลจากการทำนานั้น ช่างดูแข็งแกร่งและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน เธอเผลอมองตามทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างเพลิดเพลิน จนลืมไปเสียสนิทว่าตนเองกำลังนั่งอยู่บนที่สูง
ในจังหวะหนึ่งที่โจวจื่อหมิงกำลังก้มหน้าลงต่ำเพื่อใช้ฟันกัดดึงปลายเชือกกล้วยให้รัดแน่นยิ่งขึ้น ใบหน้าคมคายของเขาก็โน้มลงมาใกล้กับใบหน้าของหนิงรุ่ยที่กำลังก้มลงมองมือของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองคนลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ ที่ถูกผ่อนออกมาจากปลายจมูกโด่งเป็นสันของชายหนุ่ม รินรดลงบนพวงแก้มที่เนียนละเอียดและซอกคอขาวผ่องของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ร้อนรุ่มและกลิ่นอายบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมากระทบโสตประสาทของหนิงรุ่ยอย่างจัง
ร่างกายของหญิงสาวชาวาบไปทั้งร่าง หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติพลันกระหน่ำเต้นรัวแรงราวกับรัวกลองรบ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายสูบฉีดเลือดอย่างบ้าคลั่งจนทำให้ใบหน้าที่เคยซีดเซียวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำและร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก หนิงรุ่ยเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ เธอรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางอย่างรวดเร็วเพื่อหลบเลี่ยงสัมผัสอันแสนอันตรายนั้น สองมือที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อข่มกลั้นความรู้สึกหวั่นไหวที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา แต่ความร้อนรุ่มบนพวงแก้มก็ยังคงไม่ยอมจางหายไปง่ายๆ
ทางด้านโจวจื่อหมิงเอง เมื่อเขารู้สึกตัวว่าใบหน้าของตนเองเข้าไปใกล้ชิดกับภรรยามากเกินความจำเป็น ชายหนุ่มก็ชะงักงันไปชั่วขณะเช่นกัน เขารีบผละใบหน้าออกห่างและยืดแผ่นหลังขึ้นตรงอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาคมกริบของเขาลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่แดงระเรื่อของหนิงรุ่ยด้วยความรู้สึกที่ว้าวุ่นและสับสน หัวใจที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งของเขาบัดนี้กำลังเต้นผิดจังหวะและสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาไม่เคยได้ใกล้ชิดและสัมผัสถึงความงดงามที่บริสุทธิ์ของเธอในระยะประชิดเช่นนี้มาก่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าที่ลอยมาจากเรือนผมของเธอ และความนุ่มนวลของหัวไหล่ที่สัมผัสกันเมื่อครู่ มันช่างเย้ายวนและรบกวนสมาธิของเขาอย่างหนักหน่วง
บรรยากาศบนหลังคาบ้านที่เคยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของการทำงาน บัดนี้ตกอยู่ในความเงียบสงัดที่น่าอึดอัดแต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะบรรยาย ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาทำลายความเงียบนั้น มีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านยอดไม้และเสียงนกกาที่ส่งเสียงร้องอยู่ไกลๆ หนิงรุ่ยและโจวจื่อหมิงต่างก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเองต่อไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขากลับเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่มือของพวกเขาบังเอิญไปสัมผัสกันในขณะที่ส่งมัดฟาง กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ก็จะแล่นปราดไปทั่วร่าง ทำให้ต่างฝ่ายต่างรีบชักมือกลับด้วยความขวยเขิน
ทว่าภายใต้ความเงียบสงบและความประหม่าเหล่านั้น กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวและหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจของคนทั้งสอง การได้มานั่งทำงานร่วมกันบนหลังคาบ้านที่แคบๆ การได้ช่วยเหลือเกื้อกูลและสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกัน มันเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายแต่กลับมีความหมายและล้ำค่าอย่างยิ่ง โจวจื่อหมิงลอบมองภรรยาที่กำลังตั้งอกตั้งใจตัดเชือกกล้วยให้เขาอีกครั้ง แววตาของชายหนุ่มอ่อนโยนและลึกซึ้งลงกว่าเดิมหลายเท่าตัว กำแพงแห่งความหวังระแวงและอคติที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างหนาแน่น บัดนี้กำลังถูกหลอมละลายและพังทลายลงไปอีกขั้นด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขารับรู้ได้ในส่วนลึกของหัวใจว่า ผู้หญิงที่นั่งอยู่เคียงข้างเขาในเวลานี้ ไม่ใช่หนิงรุ่ยคนที่เคยเห็นแก่ตัวและไร้หัวใจอีกต่อไป แต่เธอคือภรรยาที่แท้จริง ผู้ที่พร้อมจะยืนหยัดและร่วมสร้างครอบครัวไปด้วยกันกับเขาทุกย่างก้าวอย่างแท้จริง