แสงแดดจัดจ้าในยามสายสาดส่องลงมากระทบผืนดินแห้งระแหงและแปลงนาอันกว้างใหญ่ ไอร้อนระอุเต้นเร่าอยู่เหนือยอดหญ้าและใบถั่วเหลืองสีเขียวขจี ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวราวกับยืนอยู่หน้าเตาไฟ โจวจื่อหมิงยังคงยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สองมือที่หยาบกร้านและเปื้อนคราบดินโคลนของเขายังคงประคองห่อผ้าฝ้ายที่บรรจุกล่องข้าวกลางวันเอาไว้แน่น ไอความร้อนที่แผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าออกมาส่งผ่านความอบอุ่นลึกซึ้งเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยเยือกเย็นและด้านชาของชายหนุ่ม นัยน์ตาคมกริบสีนิลของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานละมุนของภรรยา ผู้ซึ่งในอดีตเคยเอาแต่สวมเสื้อผ้าสวยงามและหลบเลี่ยงแสงแดดประดุจกลัวว่าผิวพรรณจะมัวหมอง แต่วันนี้เธอกลับมายืนอยู่กลางทุ่งนา ยอมให้แสงแดดแผดเผาผิวพรรณจนแดงเรื่อ เพียงเพื่อนำอาหารมื้อกลางวันมาส่งให้เขาด้วยความห่วงใย
หลังจากที่เขาเอ่ยคำขอบคุณออกไปอย่างแผ่วเบาและแหบพร่า โจวจื่อหมิงก็คาดหวังว่าหนิงรุ่ยจะคลี่ยิ้มรับ หมุนตัวกลับ และก้าวเดินไปตามคันนาแคบๆ เพื่อกลับไปหลบแดดและพักผ่อนอยู่ในคฤหาสน์ดินปั้นที่ร่มรื่นเหมือนอย่างที่สตรีผู้ไม่คุ้นชินกับงานหนักพึงกระทำ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมตัวที่จะหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับกอวัชพืชและแปลงถั่วเหลืองที่ยังคงรอคอยการถอนรากถอนโคน ทว่าเหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคาดคิดเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
หนิงรุ่ยไม่ได้ขยับเขยื้อนฝีเท้าเพื่อถอยห่างออกไปจากแปลงนา หญิงสาวเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน จากนั้นเธอจึงค่อยๆ วางหมวกสานปีกกว้างที่สวมอยู่ลงบนคันนาดินที่แห้งผาก ถอดรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของตนเองออกวางเคียงคู่กัน เผยให้เห็นเท้าเปลือยเปล่าที่ขาวสะอาดและบอบบาง ก่อนที่สองมือเรียวเล็กจะเริ่มจัดการกับเสื้อผ้าของตนเอง เธอพับแขนเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีซีดขึ้นไปจนถึงเหนือข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนเรียวเสลาที่ปราศจากร่องรอยของการกรำงานหนัก จากนั้นก็ก้มลงพับขากางเกงขึ้นไปจนถึงระดับเข่าอย่างทะมัดทะแมง ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเธอช่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ ราวกับได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเผชิญหน้ากับความยากลำบากมาตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน
"เธอจะทำอะไรของเธอน่ะ หนิงรุ่ย"
โจวจื่อหมิงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนสับสน คิ้วเข้มที่พาดเฉียงดั่งกระบี่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว สายตาจับจ้องไปที่การกระทำอันแสนประหลาดของภรรยาอย่างไม่วางตา
หนิงรุ่ยเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาของเธอสุกใสและปราศจากความลังเลใจใดๆ
"ฉันก็จะลงไปช่วยคุณถอนหญ้าในแปลงนาไงคะ แปลงถั่วเหลืองออกจะกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้คุณก้มๆ เงยๆ ทำงานอยู่คนเดียวท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ แบบนี้ กว่าจะเสร็จก็คงจะมืดค่ำพอดี สองคนช่วยกันทำ ย่อมต้องเสร็จเร็วกว่าคนเดียวทำอยู่แล้วค่ะ"
คำตอบที่แสนจะเรียบง่ายแต่กลับพุ่งชนโสตประสาทของชายหนุ่มอย่างจัง โจวจื่อหมิงเบิกตากว้างขึ้น เขาแทบจะไม่เชื่อหูตนเอง ผู้หญิงที่เคยร้องกรี๊ดลั่นบ้านเพียงเพราะเห็นมดแมลงตัวเล็กๆ ผู้หญิงที่เคยด่าทอเขาว่ามีกลิ่นโคลนสาบควายเหม็นติดตัว วันนี้กลับอาสาจะก้าวเท้าลงไปในแปลงนาที่เต็มไปด้วยดินโคลนเหนียวเหนอะหนะและกอวัชพืชที่คันคะเยอ ความหวาดระแวงในใจของเขาเริ่มตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง เขาคิดว่าเธออาจจะเพียงแค่ทำตัวแสร้งเป็นคนดีเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง หรือไม่ก็คงจะทนทำได้เพียงแค่ไม่กี่นาทีแล้วก็ร้องไห้งอแงวิ่งกลับบ้านไปเหมือนอย่างเคย
"ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีไปเลย แดดร้อนเปรี้ยงราวกับไฟเผาขนาดนี้ ผิวบางๆ อย่างเธอจะไปทนอะไรได้ ลงไปเหยียบโคลนไม่กี่ก้าวก็คงจะร้องโอดครวญแล้ว รีบกลับบ้านไปซะ อย่ามาเกะกะขวางการขวางงานของฉัน แค่เอาข้าวมาส่งก็ถือว่าทำหน้าที่ของเธอมากพอแล้ว ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องให้ผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็นอย่างเธอมาเป็นตัวถ่วงหรอก"
น้ำเสียงของโจวจื่อหมิงแข็งกร้าวและดุดัน เขาจงใจใช้ถ้อยคำที่เย็นชาและผลักไสไล่ส่งเพื่อทดสอบความอดทนของเธอ หวังจะให้เธอถอดใจและเดินหันหลังกลับไปเสีย แต่ทว่าหนิงรุ่ยกลับไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองหรือน้อยใจต่อคำพูดที่ทิ่มแทงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ในอดีตชาติ เธอเคยเผชิญหน้ากับความโหดร้ายและถ้อยคำที่เจ็บปวดกว่านี้มานับไม่ถ้วน คำพูดที่เกิดจากความหวังดีแต่ถูกเคลือบแฝงด้วยความเย็นชาของสามีในเวลานี้ จึงไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจที่แน่วแน่ของเธอได้
"ฉันอาจจะทำอะไรไม่ค่อยเป็น และอาจจะยังไม่เก่งเหมือนคุณ แต่ฉันก็มีสองมือสองเท้าเหมือนกันนะคะ จื่อหมิง ฉันเป็นภรรยาของคุณ การที่เราแต่งงานกันหมายความว่าเราต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องแบกรับความเหน็ดเหนื่อยอยู่เพียงลำพัง ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นตัวถ่วง แต่ฉันมาเพื่อเป็นกำลังเสริมให้คุณต่างหากค่ะ คุณลงไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องสนใจฉัน ฉันจะทำในส่วนของฉันเอง"
พูดจบ หนิงรุ่ยก็ไม่รอให้ชายหนุ่มได้มีโอกาสปฏิเสธหรือเอ่ยคำด่าทอใดๆ อีกต่อไป เธอหันหลังกลับและก้าวเท้าลงไปในแปลงนาที่เต็มไปด้วยน้ำเจิ่งนองและดินโคลนสีดำขลับ วินาทีที่ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับโคลนตมที่ทั้งเหนียวเหนอะหนะและเย็นเฉียบ ความรู้สึกสยิวปนขยะแขยงเล็กๆ แล่นปราดขึ้นมาตามไขสันหลัง โคลนสีดำไหลทะลักผ่านง่ามนิ้วเท้าและดูดกลืนเท้าของเธอลงไปจนถึงข้อเท้า ทว่าหญิงสาวกลับกัดริมฝีปากแน่น ข่มความรู้สึกไม่คุ้นเคยเหล่านั้นเอาไว้ และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น เธอพยายามทรงตัวไม่ให้ลื่นล้ม เดินฝ่าดงถั่วเหลืองที่สูงระดับเอวเข้าไปยืนอยู่เคียงข้างแนวแปลงที่โจวจื่อหมิงกำลังทำค้างเอาไว้
โจวจื่อหมิงยืนนิ่งอึ้งมองตามแผ่นหลังบางที่ค่อยๆ ห่างออกไป เขากำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความรู้สึกหลากหลายตีรวนอยู่ในอก ทั้งความหงุดหงิดที่เธอไม่ยอมฟังคำเตือน ความประหลาดใจในความดื้อรั้น และความรู้สึกบางอย่างที่อ่อนยวบลงในมุมลึกของหัวใจ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาอย่างยอมจำนน เขาวางห่อข้าวกล่องที่ภรรยาตั้งใจทำมาให้อย่างระมัดระวังลงบนใบบัวกว้างที่ขึ้นอยู่ริมคันนา เพื่อไม่ให้มันเปื้อนดิน ก่อนจะหยิบจอบขนาดเล็กคู่ใจขึ้นมาและก้าวเท้าลงไปในแปลงนาเพื่อกลับไปทำงานของตนเองต่อ โดยตั้งใจว่าจะไม่สนใจผู้หญิงจอมดื้อรั้นที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
หนิงรุ่ยเริ่มลงมือทำงานอย่างจริงจัง เธอก้มตัวลงจนแผ่นหลังโค้งขนานกับพื้นดิน สายตาจดจ่ออยู่กับกอวัชพืชที่ขึ้นแซมแย่งสารอาหารจากต้นถั่วเหลือง สองมือเรียวเล็กที่เคยคุ้นชินแต่กับการจับปากกาและสวมใส่เครื่องประดับ ยื่นออกไปจับโคนต้นหญ้าและออกแรงดึงมันขึ้นมาจากดินโคลน ในตอนแรก ท่วงท่าการทำงานของเธอยังคงเก้ๆ กังๆ และเชื่องช้า บางครั้งก็ดึงพลาดจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปคลุกกับโคลนตม แต่เธอก็รีบยันตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ปัดเศษโคลนออกจากเสื้อผ้าลวกๆ และลงมือทำงานต่อไปโดยไม่ปริปากบ่นเลยสักคำ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความร้อนระอุ แสงอาทิตย์ในยามเที่ยงวันสาดส่องลงมาดั่งเปลวเพลิงที่แผดเผาจากสรวงสวรรค์ ไอร้อนจากผืนดินสะท้อนขึ้นมาปะทะใบหน้าจนทำให้รู้สึกอึดอัดและหายใจลำบาก หยาดเหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมจากหน้าผากของหนิงรุ่ย หยดลงมากระทบปลายคางและไหลซึมเข้าไปในดวงตาจนแสบพร่า เธอต้องคอยยกท่อนแขนเสื้อที่เปื้อนโคลนขึ้นมาปาดเหงื่อออกอยู่เป็นระยะ เสื้อผ้าฝ้ายสีซีดของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบลู่ไปกับผิวหนัง เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายที่ซูบผอมลงจากความยากลำบาก แผ่นหลังของเธอเริ่มปวดร้าวจากการก้มๆ เงยๆ เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างสั่นระริกจากการต้องเกร็งต้านทานแรงดูดของโคลนเลน
แต่สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่หนิงรุ่ยมากที่สุด ไม่ใช่ความร้อนหรือความเหนื่อยล้าทางกาย หากแต่เป็นบาดแผลที่กำลังก่อตัวขึ้นบนสองมือของเธอ ด้วยความที่ผิวพรรณของเธอไม่เคยผ่านการทำงานหนักหรือสัมผัสกับสิ่งหยาบกระด้างมาก่อน การต้องออกแรงดึงรากหญ้าที่ฝังลึกอยู่ในดินเหนียวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและข้อนิ้วของเธอต้องเสียดสีกับก้านหญ้าที่หยาบกระด้างและเศษหินเศษกรวดที่ปะปนอยู่ในโคลน ใบหญ้าบางชนิดมีขอบที่คมกริบราวกับใบมีดเล่มเล็กๆ มันบาดลึกเข้าเนื้อของเธอจนเกิดเป็นรอยแผลริ้วๆ สีแดงสด เลือดสีเข้มซึมออกมาผสมกับคราบโคลนจนดูน่ากลัว
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด การเสียดสีก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ผิวหนังที่เคยขาวเนียนเริ่มบวมเป่งและแดงเถือก ตุ่มน้ำใสขนาดเล็กใหญ่เริ่มผุดพองขึ้นมาตามง่ามนิ้วและฝ่ามือ ทุกครั้งที่เธอออกแรงกำโคนต้นหญ้าและกระชากมันขึ้นมา ตุ่มน้ำเหล่านั้นก็จะถูกบีบอัดจนแตกออก น้ำเหลืองและเลือดไหลซึมออกมาสร้างความเจ็บปวดแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก หนิงรุ่ยสูดปากด้วยความเจ็บปวด น้ำตาแห่งความทรมานเอ่อท้นขึ้นมาคลอเบ้าตา แต่เธอก็รีบกะพริบตาไล่มันออกไปอย่างรวดเร็ว เธอขบกรามแน่นจนขมับปูดโปน สั่งการให้ร่างกายที่กำลังประท้วงอย่างหนักนี้ทนฝืนทำงานต่อไป เธอจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด การบาดเจ็บเพียงแค่นี้ไม่อาจเทียบได้เลยกับความเจ็บปวดที่โจวจื่อหมิงต้องแบกรับมาตลอดหลายปี เธอต้องชดใช้ให้เขา ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาระอีกต่อไป
ทางด้านโจวจื่อหมิง แม้เขาจะตั้งใจว่าจะไม่สนใจภรรยาจอมดื้อรั้น แต่สัญชาตญาณความเป็นผู้นำและความเป็นสามีก็ทำให้เขาลอบปรายตามองเธออยู่เป็นระยะ ในตอนแรกเขาคิดว่าเธอคงจะทำท่าทีขยันขันแข็งได้เพียงไม่กี่นาที แต่เมื่อเวลาผ่านไปนับชั่วโมง เขากลับเห็นเธอยังคงก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่วงท่าที่เคยเก้ๆ กังๆ เริ่มคล่องแคล่วและรวดเร็วขึ้น แม้แผ่นหลังของเธอจะโค้งงอจนแทบจะติดพื้นดิน แม้เสื้อผ้าของเธอจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนจนดูไม่ได้ แต่เธอก็ไม่เคยหยุดพักหรือเอ่ยปากบ่นร้องขอความช่วยเหลือเลยแม้แต่คำเดียว
ชายหนุ่มชะงักจอบในมือลงโดยไม่รู้ตัว เขายืดแผ่นหลังที่ปวดเมื่อยขึ้นตรง สายตาจดจ่ออยู่ที่เงาร่างบางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ทันใดนั้นเอง สายตาที่เฉียบคมของเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ทุกครั้งที่หนิงรุ่ยออกแรงดึงวัชพืช ไหล่บางของเธอจะสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย และเขาได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คล้ายกับคนที่กำลังข่มกลั้นความเจ็บปวดอย่างสุดกำลัง โจวจื่อหมิงทิ้งจอบในมือลงบนคันนาอย่างรวดเร็ว เขาก้าวเท้ายาวๆ ฝ่าโคลนเลนตรงเข้าไปหาภรรยาด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรง ความรู้สึกเป็นห่วงและกระวนกระวายใจตีรวนขึ้นมาในอกจนเขาแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จนถึงระยะประชิด โจวจื่อหมิงก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขามันช่างน่าเวทนาและบีบคั้นหัวใจยิ่งนัก มือทั้งสองข้างของหนิงรุ่ยที่กำลังกำเศษหญ้าแน่นนั้น บวมแดงและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ตุ่มน้ำใสขนาดใหญ่หลายตุ่มแตกออกจนเห็นเนื้อสีแดงสด เลือดและน้ำเหลืองไหลซึมออกมาผสมกับดินโคลนจนดูเละเทะไปหมด เธอกำลังใช้มือที่บอบช้ำเหล่านั้นทำงานหนักอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับคนโง่เขลาที่ไม่รู้จักความเจ็บปวด
"หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ หนิงรุ่ย!"
โจวจื่อหมิงตวาดเสียงดังลั่นทุ่งนา เสียงของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวหรือความรำคาญใจเหมือนอย่างเคย แต่มันเป็นเสียงที่เจือปนไปด้วยความตื่นตระหนกและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เขาพุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อมือบางของเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว ออกแรงดึงให้เธอหยุดการกระทำอันแสนโง่เขลานั้นในทันที
หนิงรุ่ยสะดุ้งสุดตัว เธอเงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยความตกใจ ดวงตาที่แดงก่ำจากการถูกเหงื่อไหลเข้าตาเบิกกว้างขึ้น เธอพยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา แต่เรี่ยวแรงของหญิงสาวที่บอบบางไม่อาจสู้พละกำลังของชายฉกรรจ์ได้
"ปล่อยฉันเถอะค่ะ จื่อหมิง ฉันยังทำไหว ตรงนั้นยังมีหญ้าอีกตั้งเยอะ ถ้าไม่รีบถอน..."
"ฉันบอกให้หยุดก็หยุดสิ! เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง ทำไมถึงได้ดื้อด้านขนาดนี้!"
คำด่าทอที่เตรียมจะพรั่งพรูออกมาจากปากของชายหนุ่มถูกกลืนหายลงไปในลำคอทันทีที่เขาก้มลงมองมือของเธออย่างชัดเจนอีกครั้ง รอยแผลและตุ่มพองที่ปริแตกเหล่านั้นมันรุนแรงกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก หากปล่อยให้เธอทำต่อไป มือคู่นี้คงจะอักเสบและติดเชื้อจนเป็นอันตรายอย่างแน่นอน ความโกรธเกรี้ยวที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดและความสงสารที่เอ่อล้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก โจวจื่อหมิงช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของภรรยา แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาของเขาเริ่มสั่นคลอนและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำแข็งที่เกาะกุมหัวใจของเขาเริ่มหลอมละลายลงทีละน้อยเมื่อได้ประจักษ์ถึงความทุ่มเทและความเสียสละที่เธอมีให้
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าผู้หญิงที่เคยรักสบายและเกลียดความสกปรกอย่างหนิงรุ่ย ทำไมถึงยอมทนเจ็บปวดและทรมานตัวเองเพื่อมาช่วยเขาถอนหญ้ากลางแดดเปรี้ยงๆ เช่นนี้ แววตาของเธอไม่มีความเสแสร้งหรือการแสดงละครใดๆ ซ่อนอยู่เลย มีเพียงความมุ่งมั่นและความจริงใจที่บริสุทธิ์ที่สุด โจวจื่อหมิงคลายแรงบีบที่ข้อมือของเธอลง เปลี่ยนเป็นจับจูงมือของเธอเอาไว้อย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนถึงบาดแผล
"เลิกบ้าได้แล้ว ตามฉันมานี่"
น้ำเสียงของเขายังคงแข็งกระด้างและติดจะดุดัน แต่การกระทำของเขากลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง โจวจื่อหมิงออกแรงดึงแขนของหนิงรุ่ยเบาๆ บังคับให้เธอก้าวเดินตามเขาขึ้นมาจากแปลงนาที่เต็มไปด้วยโคลนตม เขาพาเธอเดินลัดเลาะไปตามคันนา มุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอยู่ริมทุ่งนา เมื่อมาถึงใต้ร่มไม้ที่เย็นสบาย เขาก็กดไหล่ของเธอให้นั่งลงบนโขดหินก้อนใหญ่ที่สะอาดสะอ้าน
"นั่งพักอยู่ตรงนี้ ห้ามลุกไปไหนเด็ดขาดจนกว่าฉันจะสั่ง เข้าใจไหม!"
เขาสั่งเสียงดุพลางชี้หน้าคาดโทษ แต่สายตาของเขากลับหลุบต่ำลงมองบาดแผลที่มือของเธออีกครั้งด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก โจวจื่อหมิงหมุนตัวเดินกลับไปที่คันนา หยิบกระติกน้ำดื่มประจำตัวที่ทำจากอะลูมิเนียมบุบๆ และห่อข้าวกล่องที่เธอทำมาให้ เดินกลับมาหาเธอที่ใต้ร่มไม้ เขาเปิดฝากระติกน้ำออก เทน้ำสะอาดที่เย็นชื่นใจลงบนฝ่ามือของตนเอง ก่อนจะค่อยๆ ประคองมือที่บอบช้ำของหนิงรุ่ยขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ราวกับว่ามือของเธอเป็นเครื่องลายครามที่เปราะบางที่สุดในโลก
ชายหนุ่มบรรจงใช้น้ำสะอาดชะล้างคราบโคลนและคราบเลือดออกจากบาดแผลของเธออย่างเบามือที่สุด ทุกครั้งที่น้ำสัมผัสกับตุ่มพองที่แตก หนิงรุ่ยจะสะดุ้งและสูดปากด้วยความเจ็บปวด โจวจื่อหมิงก็ชะงักมือและเป่าลมเบาๆ รดบาดแผลให้เธอเพื่อบรรเทาอาการแสบร้อน การกระทำที่แสนจะอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยนี้ ขัดแย้งกับใบหน้าที่เคร่งขรึมและถ้อยคำที่ดุดันของเขาอย่างสิ้นเชิง
หนิงรุ่ยนั่งมองการกระทำของสามีด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรง ความเจ็บปวดที่มือดูเหมือนจะมลายหายไปจนหมดสิ้น หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจและอิ่มเอมใจเอ่อท้นขึ้นมาคลอเบ้าตาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้รีบเช็ดมันทิ้ง เธอปล่อยให้น้ำตาแห่งความสุขไหลรินลงมาเงียบๆ รอยยิ้มที่งดงามที่สุดผลิบานขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว เธอรู้แล้วว่า กำแพงน้ำแข็งในหัวใจของชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้หนาแน่นจนไม่อาจทำลายได้ ความรักและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของเขายังคงมีให้เธอเสมอมา เพียงแค่รอเวลาและการพิสูจน์ความจริงใจของเธอเท่านั้น วันนี้... หยาดเหงื่อและบาดแผลของเธอไม่ได้สูญเปล่าเลย มันคือสะพานที่เชื่อมโยงหัวใจสองดวงให้กลับมาผูกพันกันอีกครั้ง ท่ามกลางแสงตะวันที่แผดเผา แต่ร่มเงาแห่งความรักเริ่มทอดตัวปกคลุมครอบครัวสกุลโจวอย่างช้าๆ แต่อบอุ่นและมั่นคงยิ่งนัก