ตอนที่ 4 แต้มบุญแต้มแรก

2313 Words
มื้ออาหารเช้าที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันแสนจะอึดอัดและตึงเครียดได้ผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า ความเงียบงันที่ปกคลุมลานบ้านสกุลโจวค่อยๆ คลายตัวลงเมื่อโจวจื่อหมิงลุกขึ้นจากโต๊ะไม้ตัวเก่า เขากวาดสายตามองใบหน้าของหนิงรุ่ยเพียงเสี้ยววินาทีด้วยแววตาที่ยังคงเคลือบแฝงความหวาดระแวงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปรับจ้างทำงานในไร่นาตามวิถีชีวิตที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย จิ้งฝูฝูผู้เป็นแม่สามีขยับตัวอย่างเชื่องช้าเพื่อจะเก็บกวาดชามกระเบื้องบิ่นๆ บนโต๊ะ ทว่าหนิงรุ่ยกลับก้าวเข้ามาขวางเอาไว้ด้วยความนุ่มนวล เธอแย่งชามข้าวต้มที่ว่างเปล่ามาจากมือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทาของหญิงชรา พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความเคารพอย่างที่จิ้งฝูฝูไม่เคยได้รับมาก่อน หนิงรุ่ยจัดการเก็บกวาดเช็ดถูโต๊ะอาหารและล้างทำความสะอาดภาชนะทุกชิ้นด้วยความทะนุถนอมจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย เมื่อเดินกลับออกมาจากห้องครัวเก่าซอมซ่อ สายตาของหนิงรุ่ยก็ปะทะเข้ากับตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่ที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวตรงมุมอับของตัวบ้าน ภายในตะกร้าใบนั้นอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่กองสุมกันจนพูนขึ้นมา มันคือเสื้อผ้าของโจวจื่อหมิงที่เขาใส่ไปตรากตรำทำงานหนักมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา เสื้อและกางเกงเหล่านั้นเต็มไปด้วยคราบดินโคลนสีน้ำตาลเข้มที่แห้งกรังเกาะติดฝังลึกอยู่ในเนื้อผ้า กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหงื่อไคลที่เกิดจากการใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงลอยโชยออกมากระทบจมูก ทว่าหนิงรุ่ยกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือเบือนหน้าหนีเหมือนอย่างที่หนิงรุ่ยคนเดิมในอดีตชาติเคยกระทำ ในทางกลับกัน หัวใจของเธอกลับถูกบีบรัดด้วยความรู้สึกผิดอันมหาศาลที่ก่อตัวขึ้นจนแน่นหน้าอก ภาพในอดีตผุดขึ้นมาหลอกหลอนตอกย้ำความเลวร้ายของตนเอง เธอจำได้ดีว่าในอดีตนั้น เธอไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองตะกร้าผ้าใบนี้เลยสักครั้ง หน้าที่ซักผ้าที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกเหล่านี้มักจะตกเป็นของจิ้งฝูฝูที่มีร่างกายอ่อนแอและไอจนแทบจะขาดใจอยู่เสมอ หรือไม่ก็เป็นโจวจื่อหมิงที่ต้องทนฝืนความเหนื่อยล้าหลังจากกลับมาจากการทำนา เพื่อมานั่งซักเสื้อผ้าของตนเองและเสื้อผ้าของเธอในยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บ ความเห็นแก่ตัวและความขี้เกียจของเธอในวันวาน ช่างเป็นสิ่งที่โหดร้ายและบั่นทอนจิตใจของครอบครัวที่แสนดีนี้อย่างเลือดเย็น หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาแห่งความละอายใจ เธอก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ตะกร้าไม้ไผ่ใบนั้น ย่อตัวลงนั่งยองๆ และยื่นมือที่เคยขาวสะอาดนุ่มนวลออกไปสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายที่หยาบกระด้างและเต็มไปด้วยรอยปะชุน เธอรู้ดีว่ารอยขาดและคราบโคลนเหล่านี้คือพยานหลักฐานแห่งความเสียสละที่สามีของเธอแบกรับเอาไว้ เพื่อแลกกับเศษเงินมาจุนเจือครอบครัวและปรนเปรอความตื้นเขินของเธอ หนิงรุ่ยตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เธอสอดท่อนแขนเรียวเล็กเข้าไปใต้หูจับของตะกร้าไม้ไผ่และออกแรงยกมันขึ้นมาแนบข้างลำตัว น้ำหนักของเสื้อผ้าที่หมักหมมรวมกันหลายตัวนั้นหนักอึ้งเอาการสำหรับสรีระของหญิงสาวที่ไม่ได้ทำงานหนักมานาน แต่เธอขบกรามแน่น ไม่ยอมปล่อยให้ความอ่อนแอทางกายมาเป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจ เธอหอบตะกร้าผ้าใบใหญ่เดินออกจากลานบ้าน มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่ทอดยาวสู่ลำธารสายเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน บรรยากาศในยามเช้าตรู่ยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวขุ่นที่ลอยระเรี่ยอยู่เหนือพื้นดิน ลมหนาวของฤดูใบไม้ผลิที่ยังคงหลงเหลือความเยือกเย็นจากฤดูหนาวพัดโชยมากระทบผิวหน้าและแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าฝ้ายตัวบางที่เธอสวมใส่ หนิงรุ่ยห่อไหล่เข้าหากันเล็กน้อยเพื่อกักเก็บความอบอุ่น แต่สองเท้าของเธอยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เส้นทางดินลูกรังที่ขรุขระและเต็มไปด้วยกรวดหินก้อนเล็กก้อนน้อยทิ่มแทงฝ่าเท้าที่สวมเพียงรองเท้าผ้าใบเก่าๆ จนรู้สึกเจ็บแปลบ แต่ความเจ็บปวดเพียงผิวเผินนี้ไม่อาจเทียบได้เลยกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่เธอเคยเผชิญในซ่องนรกแห่งนั้น ทุกลมหายใจที่สูดเข้าปอดคือความเย็นยะเยือกที่ทำให้รู้สึกถึงการมีชีวิต ทุกก้าวย่างคือการเดินทางเพื่อชดใช้ความผิดบาปที่เธอเคยก่อเอาไว้ ตลอดสองข้างทางที่เดินผ่าน บ้านเรือนดินปั้นของชาวบ้านยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกลและเสียงใบไม้ไหวที่เสียดสีกันตามแรงลม หนิงรุ่ยเดินฝ่าความหนาวเย็นและความโดดเดี่ยวมาเพียงลำพัง โดยมีเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ลุกโชนอยู่ในอกเป็นแสงสว่างนำทาง เมื่อเดินลัดเลาะมาจนถึงท้ายหมู่บ้าน เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินก็ดังกังวานขึ้นเรื่อยๆ ลำธารสายเล็กที่มีน้ำใสแจ๋วมองเห็นก้อนกรวดหลากสีสันที่ก้นบึ้งปรากฏอยู่เบื้องหน้า ไอหมอกบางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ บ่งบอกถึงอุณหภูมิที่เย็นจัดจนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง หนิงรุ่ยวางตะกร้าผ้าลงบนโขดหินก้อนใหญ่ที่มีพื้นผิวเรียบแบนซึ่งชาวบ้านมักจะใช้เป็นลานซักผ้า เธอคุกเข่าลงบนพื้นหินที่เปียกชื้นและเย็นเฉียบ ความหนาวเย็นแล่นปราดจากหัวเข่าขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง แต่เธอกลับยืดหลังตรงและเตรียมตัวสำหรับภารกิจตรงหน้า เธอดึงเสื้อฝ้ายตัวใหญ่ของโจวจื่อหมิงที่เปื้อนโคลนหนาเตอะออกมาจากตะกร้า นำมันไปจุ่มลงในกระแสน้ำที่ไหลเย็น วินาทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับผิวน้ำ ความเย็นจัดก็พุ่งเข้าโจมตีเส้นประสาทราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงลงบนผิวหนัง มือบางสั่นสะท้านขึ้นมาในทันที แต่หนิงรุ่ยกลับกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องหรือบ่นถึงความหนาวเย็นเยียบเลยสักคำ เธอหยิบสบู่ซักผ้าก้อนหยาบที่ทำมาจากขี้เถ้าและไขมันสัตว์ขึ้นมาถูลงบนรอยเปื้อนอย่างตั้งใจ สองมือออกแรงขยี้เนื้อผ้าฝ้ายที่หยาบกระด้างอย่างสุดกำลัง ขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าบริเวณคอเสื้อและปลายแขนที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลฝังลึก ผิวบริเวณข้อนิ้วของเธอเริ่มแดงเถือกและถลอกปอกเปิกจากการเสียดสีกับเนื้อผ้าและสบู่ก้อนแข็ง ทว่าในหัวใจของเธอกลับรู้สึกสงบและอิ่มเอมอย่างประหลาด ทุกครั้งที่เธอออกแรงขยี้คราบสกปรกให้หลุดลอยไปกับกระแสน้ำ เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังชำระล้างความอัปยศและความผิดบาปในจิตใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ไปด้วย เธอจินตนาการถึงภาพของสามีที่ต้องแบกกระสอบข้าวโพดหนักอึ้งไว้บนบ่า ภาพของความเหน็ดเหนื่อยที่แฝงอยู่ในรอยย่นบนหน้าผากของเขา หยาดเหงื่อที่ไหลซึมลงมาตามไรผมของเขาคือสิ่งที่ทำให้เสื้อตัวนี้สกปรกมอมแมม และการที่เธอได้มีโอกาสใช้น้ำเย็นจัดและสองมือของเธอซักล้างความเหนื่อยล้าเหล่านั้นออกไปให้เขา มันคือเกียรติยศและหน้าที่ที่ภรรยาที่ดีพึงกระทำ หนิงรุ่ยใช้ไม้กระดานแผ่นเล็กตีลงบนเนื้อผ้าเพื่อรีดเอาคราบโคลนฝังแน่นออก เสียงไม้กระทบผ้าดังก้องประสานกับเสียงน้ำไหล เธอซักผ้าทีละชิ้น ทีละชิ้น อย่างเบามือแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าน้ำจะเย็นจนทำให้มือของเธอชาหนึบไร้ความรู้สึก ไม่ว่าลมหนาวจะพัดมากรีดแทงผิวหน้าจนชาดิก เธอไม่ยอมหยุดพักและไม่คิดจะย่อท้อเลยแม้แต่วินาทีเดียว เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานจนแสงแดดเริ่มสาดส่องทะลุม่านหมอกลงมากระทบผิวน้ำจนเกิดประกายระยิบระยับ กองผ้าในตะกร้าที่เคยสกปรกมอมแมมบัดนี้ถูกซักจนสะอาดหมดจดและกองรวมกันอยู่บนโขดหิน หนิงรุ่ยถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นผลงานของตนเอง เธอเอื้อมมือที่เปื่อยยุ่ยและสั่นเทาไปหยิบกางเกงฝ้ายตัวหนาของสามีขึ้นมาเป็นชิ้นสุดท้าย เพื่อทำการบิดน้ำออกก่อนจะนำกลับไปตากที่บ้าน การบิดผ้าเนื้อหนาที่อุ้มน้ำไว้เต็มที่ต้องอาศัยพละกำลังอย่างมาก เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ในท่อนแขนเรียวเล็ก บิดม้วนเนื้อผ้าจนเป็นเกลียวแน่น น้ำใสสะอาดไหลทะลักออกจากรอยพับของกางเกงตกลงสู่ลำธารดังซู่ซ่า หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมขึ้นมาบนหน้าผากของเธอผสมปนเปกับละอองน้ำเย็นจัด ในวินาทีที่เธอกำลังออกแรงบิดผ้าจนสุดกำลัง ท่ามกลางความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงน้ำและเสียงหอบหายใจของตนเอง ทันใดนั้น ความว่างเปล่าในโสตประสาทก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงกังวานใสที่คุ้นเคย เสียงประหลาดที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันลี้ลับ ได้ดังก้องขึ้นในหัวของเธออีกครั้งราวกับระฆังแก้วที่ถูกสั่นสะเทือน "ได้รับแต้มบุญห้าคะแนนจากการดูแลเสื้อผ้าให้สามี" เสียงของระบบแต้มบุญดังขึ้นอย่างชัดเจนและเด็ดขาด หนิงรุ่ยชะงักมือที่กำลังบิดผ้าค้างเอาไว้กลางอากาศ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนตื่นเต้น หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอพลันสูบฉีดเลือดอย่างรุนแรงจนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า เธอรีบหลับตาลงอย่างรวดเร็วเพื่อเพ่งสมาธิเข้าไปในห้วงความคิดของตนเอง และทันใดนั้นเอง ในความมืดมิดของมโนสำนึก ก็ปรากฏหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าอ่อนที่เปล่งประกายเรืองรองขึ้นมา ตรงมุมขวาบนของหน้าจอมีตัวเลขสีทองสว่างไสวปรากฏอยู่ เป็นตัวเลข "5" ที่ดูเรียบง่ายแต่กลับมีความหมายยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชีวิตของเธอในขณะนี้ มันคือแต้มบุญแต้มแรกที่เธอได้รับมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและความตั้งใจจริงของตนเอง หนิงรุ่ยลืมตาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากที่เคยสั่นระริกจากความหนาวเย็นบัดนี้ค่อยๆ คลี่ออกกว้างจนกลายเป็นรอยยิ้มที่งดงามและเจิดจ้าที่สุดเท่าที่เธอเคยยิ้มมาในชีวิต รอยยิ้มแห่งความหวังที่แท้จริงได้ผลิบานขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวที่เคยแตกสลาย แม้ว่าตัวเลขห้าคะแนนจะดูเป็นจำนวนที่น้อยนิดนักเมื่อเทียบกับหนทางอันยาวไกลที่เธอต้องเผชิญ แต่มันคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าระบบแต้มบุญนั้นมีอยู่จริง และกฎเกณฑ์ที่ระบบได้ตั้งเอาไว้นั้นสามารถจับต้องและนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม การกระทำที่แสนจะธรรมดาอย่างการซักผ้าให้สามีด้วยความใส่ใจและปราศจากการบ่นก่นด่า สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนที่มีค่ามหาศาลได้ นั่นหมายความว่า หากเธอทุ่มเทกายใจ لرعايةดูแลทุกคนในครอบครัวสกุลโจวด้วยความรักและความเมตตาอย่างไม่ลดละ เธอจะสามารถสะสมแต้มบุญได้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน ความเหนื่อยล้าทางกาย ความเจ็บปวดจากข้อนิ้วที่ถลอกปอกเปิก และความหนาวเย็นที่เสียดแทงทะลุกระดูก มลายหายไปจนหมดสิ้นราวกับถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าแผดเผาให้ระเหยเหือดไป หนิงรุ่ยรับรู้ได้ในทันทีว่า หนทางที่จะช่วยกอบกู้ฐานะที่ยากจนข้นแค้นของครอบครัวโจว หนทางที่จะพลิกฟื้นโชคชะตาที่เคยเลวร้าย และหนทางที่จะสร้างชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์แบบได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เธอไม่ต้องพึ่งพิงความเมตตาจอมปลอมจากคนนอก ไม่ต้องไขว่คว้าหาแสงสีที่หลอกลวงในเมืองหลวงอีกต่อไป สิ่งที่เธอต้องทำคือการใช้สองมือที่สวรรค์ประทานให้ใหม่นี้ สร้างความดีงามและดูแลครอบครัวที่เธอรักอย่างสุดหัวใจ เธอบิดผ้ากางเกงตัวนั้นจนหมาดสนิท ก่อนจะสะบัดมันออกและวางพาดลงบนตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน กลิ่นหอมของความสะอาดและแสงแดดอ่อนๆ ที่เริ่มสาดส่องลงมากระทบเนื้อผ้า ทำให้หนิงรุ่ยรู้สึกสดชื่นและมีพลังใจอย่างล้นเหลือ เธอรวบรวมกำลังยกตะกร้าผ้าที่หนักอึ้งขึ้นมาแนบข้างลำตัวอีกครั้ง แม้น้ำหนักของผ้าที่อมน้ำจะเพิ่มขึ้นกว่าตอนขามาหลายเท่าตัว แต่กลับรู้สึกว่ามันเบาหวิวราวกับขนนกเมื่อเทียบกับความสุขที่พองโตอยู่ในอก หญิงสาวหมุนตัวกลับหลังหัน ก้าวเดินไปตามเส้นทางลูกรังเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์ดินปั้นที่เธอเรียกว่าบ้าน ด้วยรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าและประกายความมุ่งมั่นในดวงตาที่ไม่มีวันดับสูญ แสงแดดสีทองของเช้าวันใหม่สาดส่องลงมากระทบแผ่นหลังของเธอ เป็นดั่งคำอวยพรจากฟากฟ้าที่คอยเป็นกำลังใจให้เธอเดินหน้าต่อไปในเส้นทางแห่งการชดใช้และสร้างสรรค์ชีวิตใหม่ที่งดงามยิ่งกว่าเดิม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD