ตอนที่ 5 ฉันไม่เรียนต่อแล้ว

3015 Words
แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่เคยอาบย้อมท้องฟ้าเบื้องตะวันตกค่อยๆ ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดของยามราตรี สายลมหนาวพัดโชยลอดผ่านช่องว่างของแผ่นไม้กระดานที่ตีประกบเป็นผนังบ้านดินปั้น นำพาเอาความเยือกเย็นระลอกใหม่เข้ามาปะทะผิวกายของสมาชิกครอบครัวสกุลโจวที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่รอบโต๊ะอาหารไม้ตัวเก่าใจกลางห้องโถง แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในพื้นที่แห่งนี้มาจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะ เปลวไฟสีส้มอมเหลืองเต้นเร่าไปตามแรงลม คอยสาดส่องแสงสลัวทอดเงาของทุกคนให้ทาบทับลงบนพื้นดินอัดแน่น บรรยากาศในช่วงมื้อค่ำของวันนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความอบอุ่นหรือเสียงพูดคุยสัพเพเหระเหมือนอย่างครอบครัวอื่น หากแต่ถูกกดทับด้วยความหนักอึ้งและความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศจนแทบจะจับต้องได้ บนโต๊ะอาหารมีเพียงหม้อใส่ข้าวต้มที่เจือจางจนแทบจะมองเห็นก้นหม้อ จานใส่แผ่นแป้งข้าวโพดเนื้อหยาบกระด้าง และชามใส่ผักกาดดองเค็มที่ถูกแบ่งสันปันส่วนอย่างระมัดระวัง โจวหูคงผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวนั่งหลังค่อมอยู่บนม้าตั่งไม้ มือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแตกจากการจับจอบจับเสียมมาทั้งชีวิตประคองชามข้าวต้มเอาไว้หลวมๆ ดวงตาที่ฝ้าฟางและลึกโบ๋ของชายชราจ้องมองลงไปในชามอย่างไร้จุดหมาย คิ้วที่เริ่มมีสีขาวแซมขมวดเข้าหากันจนเกิดเป็นรอยย่นลึกบนหน้าผาก เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากของเขาเป็นระลอก บ่งบอกถึงความกลัดกลุ้มที่สุมแน่นอยู่ในอก ข้างกายของชายชราคือจิ้งฝูฝูผู้เป็นภรรยา นางกำลังเคี้ยวแผ่นแป้งข้าวโพดอย่างเชื่องช้า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้าฉายแววความกังวลอย่างปิดบังไม่มิด นางวางแผ่นแป้งในมือลงบนขอบชาม ก่อนจะหันไปสบตากับสามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าและสั่นเทาอย่างคนไร้เรี่ยวแรง "ตาเฒ่า เงินเก็บก้อนสุดท้ายที่เราซ่อนไว้ใต้เตียง ตอนนี้มันร่อยหรอลงไปมากแล้วนะ ปีนี้ฝนฟ้าก็ไม่เป็นใจ ผลผลิตข้าวโพดกับถั่วเหลืองที่เราเก็บเกี่ยวได้ก็ขายได้ราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ถ้าหักลบกับค่ากินอยู่ ค่าหยูกยาของฉัน แล้วก็ค่าปุ๋ยสำหรับฤดูกาลหน้า เราแทบจะไม่เหลือเงินติดบ้านเลย" นางหยุดกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม "แล้วเดือนหน้า... ก็จะถึงกำหนดเวลาที่ต้องจ่ายค่าสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยของสะใภ้ใหญ่แล้ว ค่าเดินทางเข้าเมือง ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ระหว่างสอบ แล้วถ้าสอบติดขึ้นมา ค่าเทอมก้อนใหญ่ระดับนั้น เราจะไปหามาจากที่ไหน ฉันนอนคิดเรื่องนี้มาหลายคืนแล้วจนตาค้าง หรือเราจะต้องยอมบากหน้าไปกู้เงินจากเถ้าแก่หวังที่หน้าหมู่บ้าน ดอกเบี้ยเขามหาโหดนัก ถ้าเราหาไปใช้คืนไม่ทัน มีหวังบ้านกับที่ดินผืนสุดท้ายของเราต้องถูกยึดไปแน่ๆ" คำพูดของจิ้งฝูฝูเปรียบดั่งก้อนหินศิลาที่หล่นทับลงกลางวงโต๊ะอาหาร ความเงียบงันที่น่าอึดอัดโรยตัวลงมาปกคลุม โจวหูคงหลับตาลงอย่างรวดร้าว เขารู้ดีว่าเถ้าแก่หวังเป็นหน้าเลือดเพียงใด แต่เพื่ออนาคตของลูกสะใภ้ที่รบเร้าจะเรียนต่อให้ได้ เขาในฐานะพ่อผัวก็อับจนหนทางที่จะปฏิเสธ ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังกัดกินหัวใจของผู้อาวุโสทั้งสอง หนิงรุ่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังรับฟังทุกถ้อยคำอย่างเงียบเชียบ มือบางที่กำลังถือตะเกียบไม้ไผ่คีบผักกาดดองชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ข้าวต้มในปากที่กำลังเคี้ยวอยู่พลันจืดชืดและฝืดคอจนกลืนไม่ลง คำพูดของแม่สามีที่บอกว่าจะไปกู้หนี้ยืมสินจากพวกหน้าเลือดเพื่อมาส่งเสียเธอเรียน เป็นดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงไปในจิตวิญญาณของเธอ ในอดีตชาติ ความขี้ขลาดและความเห็นแก่ตัวของเธอทำให้เธอนั่งเงียบ ปล่อยให้พ่อแม่สามีต้องเดินเข้าสู่หุบเหวแห่งหนี้สินจนครอบครัวต้องพังพินาศย่อยยับ ที่ดินถูกยึด พ่อสามีตรอมใจตาย แม่สามีป่วยหนักไร้เงินรักษา ส่วนโจวจื่อหมิงต้องทำงานเป็นทาสรับใช้อย่างทรมาน ภาพความโหดร้ายเหล่านั้นฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึกตอกย้ำความผิดบาปที่เธอเคยก่อ หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อากาศที่เย็นเยียบไหลผ่านลำคอช่วยกระตุ้นสติสัมปชัญญะของเธอให้ตื่นตัวอย่างเต็มที่ เธอรู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะพลิกผันโชคชะตาของทุกคน เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ประวัติศาสตร์อันแสนเลวร้ายซ้ำรอยเดิมอีกเป็นอันขาด หญิงสาวค่อยๆ ลดมือที่ถือตะเกียบลงอย่างช้าๆ และนุ่มนวลที่สุด เธอวางตะเกียบไม้ไผ่คู่เก่าลงบนขอบชามกระเบื้องเคลือบที่บิ่นร้าว เสียงไม้กระทบกระเบื้องดังขึ้นเบาๆ แต่กลับเรียกความสนใจจากทุกคนบนโต๊ะให้หันมามองเป็นตาเดียว หนิงรุ่ยยืดแผ่นหลังที่เคยก้มงอให้ตั้งตรงอย่างสง่างาม ท่าทีที่เคยวางอำนาจและเย่อหยิ่งถูกสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวและความจริงใจที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอันไร้ขอบเขต บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งและลึกล้ำราวกับผืนน้ำในทะเลสาบยามไร้คลื่นลม เธอกวาดสายตามองใบหน้าของทุกคนบนโต๊ะอย่างช้าๆ เริ่มตั้งแต่ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของโจวหูคง ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวลของจิ้งฝูฝู ใบหน้าที่ซีดเซียวของน้องสาวและน้องชายอย่างเจินเอ๋อร์และจื่อฉิน และสุดท้าย สายตาของเธอก็ไปหยุดลงที่ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าควันและรอยเหนื่อยล้าของโจวจื่อหมิง ชายผู้เป็นสามีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ แววตาที่หนิงรุ่ยใช้มองเขาในเวลานี้ ไม่ใช่แววตาของหญิงสาวที่รังเกียจความยากจนอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างและร่วมรับผิดชอบทุกความทุกข์ยากของครอบครัวอย่างแท้จริง บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบสงัดลงจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกและเสียงปะทุของไส้ตะเกียงน้ำมันก๊าด ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอคอยประโยคถัดไปที่กำลังจะหลุดออกจากริมฝีปากของสะใภ้ใหญ่ ในใจของโจวหูคงและจิ้งฝูฝูต่างเตรียมพร้อมรับมือกับการอาละวาดและการขว้างปาข้าวของ พวกเขาคิดว่าหนิงรุ่ยคงจะได้ยินเรื่องเงินที่ร่อยหรอและกำลังจะไม่พอใจที่พวกเขาบ่นเรื่องค่าใช้จ่าย ทว่าสิ่งที่พวกเขาคาดเดากลับผิดถนัด หนิงรุ่ยไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวหรือขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เธอประสานมือทั้งสองข้างวางไว้บนตักอย่างสุภาพ สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งเพื่อรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มีอยู่ น้ำเสียงที่เธอเปล่งออกมานั้นไม่ได้แหลมสูงหรือเต็มไปด้วยการประชดประชันเหมือนอย่างเคย แต่มันเป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบ นุ่มนวล กังวานใส และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่นอย่างหาที่สุดไม่ได้ "ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยค่ะ" ถ้อยคำสั้นๆ เพียงไม่กี่พยางค์หลุดออกจากริมฝีปากบางของหนิงรุ่ย แต่มันกลับมีอานุภาพทำลายล้างความเงียบงันในลานบ้านให้แหลกสลายลงในพริบตา เสียงของเธอดังก้องกังวานสะท้อนไปตามผนังดินปั้น กระแทกเข้ากับโสตประสาทของทุกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะอาหารอย่างจัง ประโยคนี้เปรียบดั่งสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางวงอาหารในยามค่ำคืนที่ไร้เมฆฝน มันเป็นคำประกาศิตที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของผู้หญิงที่เคยร้องห่มร้องไห้ ขู่จะผูกคอตาย และทุบตีทำลายข้าวของในบ้านจนพังพินาศ เพียงเพื่อบีบบังคับให้ครอบครัวสกุลโจวหาเงินมาส่งเสียเธอเรียนในเมืองหลวง หนิงรุ่ยพูดจบประโยคเธอก็ปิดริมฝีปากสนิท ไม่มีการอธิบายเพิ่มเติมในทันที เธอเพียงปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นลอยคว้างอยู่ในอากาศ เพื่อให้ทุกคนได้มีเวลาซึมซับและประมวลผลความหมายของมันอย่างถี่ถ้วน แววตาของเธอยังคงสงบนิ่งและแน่วแน่ ไม่หลบสายตาใคร เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นหรืออารมณ์ชั่ววูบ ทันทีที่สิ้นเสียงของหนิงรุ่ย ปฏิกิริยาตอบสนองของทุกคนบนโต๊ะก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โจวหูคงที่กำลังจะยกชามข้าวต้มขึ้นซดถึงกับมือไม้อ่อน ชามกระเบื้องในมือเอียงวูบจนน้ำข้าวต้มหกเลอะเทอะลงบนกางเกงผ้าฝ้ายสีซีดของเขา แต่ชายชรากลับไม่สนใจความร้อนที่ลวกผิวหนัง ดวงตาที่ฝ้าฟางของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ปากที่อ้าค้างอยู่ลืมหุบลงไปชั่วขณะ ทางด้านจิ้งฝูฝูก็มีอาการไม่ต่างกัน นางยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากที่กำลังอ้ากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด นัยน์ตาของหญิงชราเบิกกว้างและสั่นระริก นางกะพริบตาถี่ๆ และหันไปมองหน้าสามีสลับกับมองหน้าลูกสะใภ้ราวกับต้องการยืนยันว่าตนเองไม่ได้หูฝาดหรือกำลังฝันไป เจินเอ๋อร์และจื่อฉินที่นั่งอยู่เงียบๆ ถึงกับสะดุ้งสุดตัว เด็กทั้งสองหยุดเคี้ยวอาหารและจ้องมองพี่สะใภ้ราวกับเห็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งลงมาจากฟากฟ้า ความสับสนและงุนงงฉายชัดอยู่บนใบหน้าของทุกคน พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องถามออกไป เพราะกลัวว่าหากพูดอะไรผิดหู หญิงสาวตรงหน้าอาจจะกลับคำและอาละวาดขึ้นมาอีก แต่ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้อาวุโสและเด็กๆ ปฏิกิริยาของโจวจื่อหมิงกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มร่างกำยำที่นั่งอยู่หัวโต๊ะไม่ได้แสดงความตื่นเต้นหรือดีใจออกมาเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมาในทันที กล้ามเนื้อบริเวณสันกรามขบเข้าหากันจนนูนเป็นสันชัดเจน คิ้วเข้มที่พาดเฉียงดั่งกระบี่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม นัยน์ตาคมกริบสีนิลของเขาหรี่แคบลงและจับจ้องพุ่งตรงไปยังใบหน้าของภรรยาอย่างดุดันและเขม็งเกลียว สายตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง การจับผิด และความไม่เชื่อถืออย่างลึกซึ้ง โจวจื่อหมิงไม่เชื่อหูตัวเองเลยสักนิด เขาคิดว่าผู้หญิงที่รักสบายและบูชาความศิวิไลซ์อย่างหนิงรุ่ย ไม่มีทางที่จะยอมล้มเลิกความตั้งใจในการไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงง่ายๆ อย่างแน่นอน ภายในหัวของเขาประมวลผลอย่างหนักหน่วง สมองที่ชาญฉลาดของเขากำลังคิดหาเหตุผลว่าเธอกำลังเล่นเล่ห์กลอันใดอยู่ นี่เป็นแผนการเรียกร้องความสนใจเพื่อหวังผลอะไรที่ใหญ่กว่าเดิมงั้นหรือ เธอตั้งใจจะพูดจาหว่านล้อมให้พวกเขาตายใจ แล้วค่อยเรียกร้องขอเงินก้อนใหญ่เพื่อไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ราคาแพง หรือว่าเธอกำลังหาข้ออ้างเพื่อที่จะหนีกลับไปอยู่บ้านเดิมของเธอแล้วทิ้งครอบครัวนี้ไป ชายหนุ่มกำตะเกียบในมือแน่นจนข้อปูดโปน ความโกรธกรุ่นและคุกรุ่นเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เขาเกลียดการถูกหลอกลวงและการถูกปั่นหัวที่สุด และเขาจะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนี้มาทำลายครอบครัวของเขาอีกเป็นอันขาด หนิงรุ่ยรับรู้ได้ถึงสายตาที่คมกริบและเย็นเยียบของโจวจื่อหมิงที่กำลังทิ่มแทงมายังใบหน้าของเธอ เธอเข้าใจดีถึงความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจที่เขามีต่อเธอ มันเป็นผลลัพธ์ที่สมควรแล้วกับการกระทำอันแสนเลวร้ายในอดีตชาติ เธอไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองหรือน้อยใจที่เขาไม่เชื่อคำพูดของเธอในทันที แต่เธอกลับรู้สึกสงสารและเห็นใจชายหนุ่มผู้โชคร้ายคนนี้จับใจ หนิงรุ่ยไม่หลบสายตาที่ดุดันของเขา เธอสบตากับเขาอย่างตรงไปตรงมาด้วยความซื่อสัตย์และเปิดเผย ก่อนจะระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เสแสร้งหรือปรุงแต่ง แต่เป็นรอยยิ้มที่กลั่นออกมาจากความจริงใจและความรักที่เพิ่งจะค้นพบ เธอรู้ดีว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำไม่อาจลบล้างความผิดในอดีตได้ แต่เธอต้องอธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเธอ เพื่อหยุดยั้งความกังวลและการตัดสินใจที่จะนำไปสู่หายนะของครอบครัว "ฉันรู้ว่าทุกคนกำลังตกใจและอาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด" หนิงรุ่ยเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพื่อทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงของเธอยังคงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นและยืนยันคำเดิมอย่างไม่สั่นคลอน "แต่ฉันพูดจริงๆ ค่ะ ฉันลองกลับมานอนทบทวนดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจมาตลอด ฉันมืดบอดจนมองไม่เห็นความลำบากของทุกคนในบ้าน ฉันเห็นพ่อกับแม่ต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่ไปกรำงานหนักในไร่นาจนร่างกายทรุดโทรม ฉันเห็นอาการไอของแม่ที่กำเริบหนักขึ้นทุกวันเพราะไม่มีเงินไปหาหมอ ฉันเห็นจื่อหมิงต้องทำงานงกๆ เงิ่นๆ เหงื่อไหลไคลย้อยจนสายตัวแทบขาด เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวและตามใจฉัน ฉันตาสว่างแล้วค่ะ ฉันไม่สามารถทนเห็นทุกคนต้องอดมื้อกินมื้อ ไม่สามารถทนเห็นครอบครัวเราต้องนำที่ดินผืนสุดท้ายไปจำนอง หรือต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากพวกหน้าเลือดเพียงเพื่อส่งฉันไปเสวยสุขในเมืองหลวงได้อีกต่อไปแล้ว อนาคตของฉันไม่ควรตั้งอยู่บนหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของทุกคนในครอบครัวนี้ค่ะ" ถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากปากของหนิงรุ่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความจริงใจอย่างลึกซึ้ง น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้เอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้าตาจนภาพตรงหน้าพร่ามัว แต่เธอก็รีบกะพริบตาไล่มันออกไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่ต้องการให้พวกเขาคิดว่านี่คือการบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสาร เธอสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งและอธิบายเพิ่มเติมถึงแผนการในอนาคตที่เธอได้วาดฝันเอาไว้ "ฉันขออยู่บ้านเถอะนะคะ ฉันจะอยู่ที่นี่และช่วยแบ่งเบาภาระของทุกคนให้เต็มที่ ร่างกายของฉันยังแข็งแรงและมีเรี่ยวแรงอีกมาก ฉันรู้ว่าครอบครัวเรามีสูตรการทำเต้าหู้แบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา แม้ตอนนี้เราจะทำกินกันเองในบ้านหรือทำขายเพียงเล็กน้อยในหมู่บ้าน แต่ฉันเชื่อว่าถ้าเราลงแรงและตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง เราสามารถพัฒนาและขยายกิจการเต้าหู้ของเราให้ดีขึ้นและขายได้มากขึ้น ฉันจะตื่นมาช่วยแม่โม่ถั่วเหลืองตั้งแต่เช้ามืด ฉันจะเรียนรู้วิธีการทำเต้าหู้จากพ่อและแม่ และฉันจะเอาเต้าหู้ไปช่วยจื่อหมิงขายที่ตลาดในเมืองเองค่ะ ฉันสัญญาด้วยชีวิตว่าฉันจะไม่ขี้เกียจ ไม่บ่น และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวนี้อีก ขอโอกาสให้ฉันได้พิสูจน์ตัวเอง ได้ทำหน้าที่ลูกสะใภ้ที่ดี และได้ร่วมสร้างเนื้อสร้างตัวไปพร้อมกับทุกคนนะคะ" คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นและแผนการที่ถูกคิดมาอย่างรอบคอบของหนิงรุ่ย ทำให้บรรยากาศในห้องโถงแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบงันยังคงอยู่ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนตื้นตันใจ โจวหูคงและจิ้งฝูฝูมองหน้าลูกสะใภ้ด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความปีติ พวกเขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความกตัญญูและห่วงใยจากปากของผู้หญิงคนนี้ หยาดน้ำตาไหลรินลงมาตามร่องแก้มที่เหี่ยวย่นของหญิงชรา นางสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอกที่เหมือนยกภูเขาออกจากอก ทางด้านโจวจื่อหมิง แม้ใบหน้าของเขาจะยังคงเคร่งขรึมและไม่ได้แสดงอาการดีใจออกนอกหน้า แต่ความตึงเครียดในกล้ามเนื้อและแววตาดุดันของเขาค่อยๆ คลายตัวลงอย่างเห็นได้ชัด มือที่กำตะเกียบแน่นค่อยๆ คลายออก เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของภรรยา พยายามค้นหาความหลอกลวงแต่มันกลับว่างเปล่า มีเพียงความแน่วแน่และประกายความหวังที่เจิดจ้าอยู่ในนั้น แม้เขาจะยังไม่อาจเชื่อใจเธอได้อย่างสนิทใจในตอนนี้ แต่ในส่วนลึกของหัวใจที่แห้งแล้งกลับมีกระแสน้ำอุ่นๆ สายหนึ่งไหลซึมผ่านเข้ามาอย่างเงียบเชียบ คำสัญญาที่จะร่วมลงแรงทำกิจการเต้าหู้และกอบกู้ครอบครัวของเธอ เป็นดั่งแสงสว่างเล็กๆ ที่จุดประกายขึ้นท่ามกลางความมืดมิด หนิงรุ่ยมองดูปฏิกิริยาของทุกคนด้วยหัวใจที่พองโต เธอรู้ดีว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด และนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอจะใช้หยาดเหงื่อและสองมือของเธอสร้างอาณาจักรเต้าหู้และพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า สะใภ้ใหญ่สกุลโจวคนนี้ได้เกิดใหม่เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัวอย่างแท้จริง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD