ตอนที่ 8 รองเท้าคู่ใหม่ของเจินเอ๋อร์

4205 Words
ดวงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องแสงแดดสีทองอมส้มลงมากระทบผืนดินแห้งระแหงของลานบ้านสกุลโจว อากาศที่เคยหนาวเย็นในยามเช้าเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ค่อนไปทางร้อนอบอ้าว ลมพัดโชยมาเป็นระลอกหอบเอาฝุ่นทรายเส้นเล็กๆ ปลิวว่อนไปในอากาศ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเงียบสงบของการใช้ชีวิตในชนบทที่ห่างไกล หนิงรุ่ยกำลังยืนง่วนอยู่กับการคัดแยกเมล็ดถั่วเหลืองที่ลานหน้าบ้าน มือบางที่เริ่มมีรอยหยาบกร้านจากการทำงานหนักหยิบจับเมล็ดถั่วที่ลีบแบนและมีรอยแมลงเจาะทิ้งลงในตะกร้าใบเล็กอย่างตั้งใจ ทว่าท่ามกลางความเงียบสงบของช่วงบ่าย หูของเธอกลับแว่วเสียงเสียดสีที่ฟังดูน่าขนลุก มันคือเสียงลากพื้นดินดังครืดคราดเป็นจังหวะที่เชื่องช้าและหนักหน่วง หญิงสาวละสายตาจากงานคัดแยกถั่วเหลืองตรงหน้าและเงยหน้าขึ้นมอง ต้นเสียงนั้นมาจากร่างเล็กบอบบางของโจวเจินเอ๋อร์ น้องสาวของสามีวัยกำลังแรกรุ่น ทว่าภาพที่ปรากฏกลับทำให้หัวใจของผู้มองต้องปวดร้าว เจินเอ๋อร์ไม่ได้เดินเข้ามาด้วยสองขาเหมือนเฉกเช่นเด็กสาวทั่วไป เพราะเรียวขาทั้งสองข้างของเธอนั้นลีบเล็กลงจนเหลือเพียงกระดูกหุ้มหนัง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและพละกำลังใดๆ ที่จะหยัดยืนขึ้นได้แม้แต่นิ้วเดียว เด็กสาวไม่สามารถเดินได้ เธอทำได้เพียงนั่งลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยกรวดทราย ใช้สองมือที่เล็กและผอมบางยันพื้นดินเอาไว้ แล้วออกแรงฮึดดึงรั้งสะโพกและท่อนบนของร่างกายให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล ปล่อยให้ท่อนขาที่ไร้ความรู้สึกถูกลากครูดไปตามพื้นดินเบื้องหลังราวกับท่อนไม้ที่ไร้ชีวิต ในยามนี้ เจินเอ๋อร์กำลังลากตะกร้าสานใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยฟืนแห้งเข้ามาทางประตูรั้วไม้ไผ่ เชือกป่านเส้นหนาถูกคล้องทับไว้ที่ลาดไหล่บาง ทุกครั้งที่เธอออกแรงยันมือเพื่อดึงร่างไปข้างหน้า น้ำหนักของตะกร้าฟืนจะรั้งให้ร่างกายของเธอเอนเอียงและต้องใช้พละกำลังมหาศาล ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและหยาดเหงื่อ เจินเอ๋อร์สูดปากและนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดทรมานทุกครั้งที่ลากสังขารผ่านบริเวณที่มีหินขรุขระ ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร หนิงรุ่ยขมวดคิ้วด้วยความตกใจและเป็นห่วง เธอรีบวางตะกร้าถั่วเหลืองลงบนแคร่ไม้ไผ่และลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองลงไปยังท่อนขาและปลายเท้าของน้องสาวที่ลากครูดมาตามพื้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาหัวใจของหนิงรุ่ยกระตุกวูบและบีบรัดด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส รองเท้าผ้าฝ้ายสีดำที่เจินเอ๋อร์สวมใส่อยู่นั้นเก่าคร่ำคร่าจนเสียรูปทรง เนื้อผ้าบางส่วนขาดวิ่นจนเห็นรอยเย็บปะชุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือพื้นรองเท้าและหัวรองเท้าที่ทำจากเศษผ้าซ้อนทับกันหลายชั้นและทาด้วยกาวแป้งเปียก บัดนี้มันแข็งกระด้างราวกับแผ่นไม้กระดาน ไร้ซึ่งความยืดหยุ่นหรือความนุ่มนวลใดๆ ที่จะช่วยปกป้องเท้าจากการถูกลากไถล เนื่องจากการที่เด็กสาวไม่สามารถยกเท้าขึ้นจากพื้นได้ บริเวณหลังเท้าและด้านข้างของรองเท้าจึงต้องรับหน้าที่เสียดสีกับพื้นดินอย่างรุนแรงตลอดเวลา บริเวณฝ่าเท้าและนิ้วเท้าของเด็กสาวที่โผล่พ้นรอยขาดของผ้าออกมานั้น ปรากฏรอยถลอกปอกเปิกสีแดงเถือก บางจุดผิวหนังหลุดลอกจนเห็นตุ่มพองน้ำใสที่แตกออก เผยให้เห็นเนื้อแดงสดที่มีเลือดสีเข้มซึมออกมาผสมกับฝุ่นผงและดินทรายจนดูน่าสยดสยอง "เจินเอ๋อร์ เท้าของเธอไปโดนอะไรมา ทำไมจึงมีแผลเหวอะหวะถึงเพียงนั้น" หนิงรุ่ยร้องทักด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิด เธอรีบสาวเท้าเข้าไปหาเด็กสาวหมายจะช่วยปลดเชือกตะกร้าฟืนและประคองร่างที่อ่อนล้านั้น ทว่าเจินเอ๋อร์กลับสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกของร้อน ร่างเล็กพยายามใช้สองมือยันพื้นเพื่อดันตัวถอยกรูดหนีไปด้านหลังหลายก้าวราวกับเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย ดวงตากลมโตที่เคยมองโลกด้วยความสดใส บัดนี้เบิกกว้างและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างลึกล้ำ มือเล็กที่เปื้อนดินสั่นระริก เด็กสาวก้มหน้าหนีไม่กล้าสบตาพี่สะใภ้ เพราะในความทรงจำอันเลวร้ายที่ผ่านมาในบ้านหลังนี้ ทุกครั้งที่หนิงรุ่ยเดินก้าวเข้ามาใกล้ มักจะตามมาด้วยคำด่าทอเหยียดหยาม การจิกหัวลาก หรือการบังคับให้เด็กสาวพิการเช่นเธอต้องทำงานหนักขึ้นเสมอ "มะ... ไม่มีอะไรค่ะพี่สะใภ้ ฉันเพียงแค่ลากเท้าไปครูดกับเศษหินแหลมคม อีกประเดี๋ยวก็คงจะหายแล้วค่ะ" น้ำเสียงของเด็กสาวสั่นเครือและแหบพร่าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เธอรีบก้มหน้าก้มตาใช้สองมือยันพื้นดิน ลากสังขารและตะกร้าฟืนหนีเข้าไปในบริเวณห้องครัวอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดจะอำนวย ทิ้งให้หนิงรุ่ยยืนนิ่งงันอยู่กลางลานบ้านด้วยความรู้สึกที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก สัมผัสถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ รอยแผลที่ลึกจนเห็นเนื้อแดงสดของเจินเอ๋อร์ไม่ใช่แค่รอยครูดกับเศษหินอย่างที่เด็กสาวกล่าวอ้าง แต่มันคือบาดแผลเรื้อรังที่เกิดจากการเสียดสีของรองเท้าที่แข็งกระด้าง กัดกินเนื้ออ่อนๆ มาเป็นเวลานานหลายเดือน ในความทรงจำจากอดีตชาติอันมืดบอด เธอเคยเห็นเจินเอ๋อร์นั่งร้องไห้เงียบๆ อยู่หลังบ้านในยามที่ต้องใช้น้ำล้างแผลที่เท้า แต่เธอกลับเดินเข้าไปด่าทอและเตะชามน้ำทิ้ง หาว่าเด็กสาวสำออยและเกียจคร้าน ไม่ยอมทำงานบ้านให้คุ้มกับข้าวปลาอาหารที่เสียไป ความเห็นแก่ตัวและใจแคบในวันวานของเธอช่างโหดร้ายและเลือดเย็นจนไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ หนิงรุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิด เธอสัญญากับตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุว่า ชาตินี้เธอจะไม่มีวันปล่อยให้น้องสาวสามีคนนี้ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดทางกายและทางใจอีกต่อไป เมื่อกาลเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามวิกาล บรรยากาศภายในบ้านดินปั้นของตระกูลโจวตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ร้องระงมดังแว่วมาจากพงหญ้าด้านนอก และเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของสมาชิกในครอบครัวที่หลับสนิทไปแล้ว หนิงรุ่ยที่นอนอยู่บนเตียงเตาอันแข็งกระด้างเคียงข้างโจวจื่อหมิง ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังห้องดินเหนียวอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้สามีรู้สึกตัวตื่น หญิงสาวหลับตาลงและรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี เพ่งกระแสจิตลึกลงไปในห้วงความคิดเพื่อเรียกหาความลับที่สวรรค์ประทานมาให้เพื่อใช้แก้ไขความผิดพลาดในอดีต สิ้นคำอธิษฐานในใจ มิติร้านค้าแต้มบุญอันลี้ลับก็ปรากฏขึ้นในห้วงจิตวิญญาณ มันทอแสงสีทองเรืองรองประดุจม้วนคัมภีร์สวรรค์ที่กางแผ่ออกท่ามกลางความมืดมิด หนิงรุ่ยเพ่งมองตัวเลขแต้มบุญที่มุมบนของม้วนคัมภีร์ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอตื่นแต่เช้าตรู่มาหุงหาอาหาร ซักผ้า ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน และช่วยเหลืองานจุกจิกทุกอย่างด้วยความเต็มใจ ปราศจากเสียงก่นด่าหรือปริปากบ่น ความพยายามและความเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้นถูกเบื้องบนแปรเปลี่ยนเป็นตัวเลขคะแนนบุญกุศลที่ค่อยๆ ขยับเพิ่มขึ้นทีละน้อย จนบัดนี้เธอมีแต้มบุญสะสมอยู่ทั้งหมดสิบแปดคะแนน แม้จะยังห่างไกลจากเป้าหมายใหญ่หลายร้อยคะแนนที่เธอตั้งใจจะนำไปแลกเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศเพื่อการค้า แต่วันนี้ เธอมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดที่ต้องใช้คะแนนเหล่านี้เสียก่อน หญิงสาวกวาดสายตาแห่งจิตวิญญาณไปยังหมวดหมู่เครื่องนุ่งห่มและของวิเศษ ภาพบนคัมภีร์เปลี่ยนผ่านอย่างลื่นไหล เผยให้เห็นสิ่งของล้ำค่ามากมาย เธอไล่ค้นหาสิ่งที่ต้องการอย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับรูปภาพของแผ่นรองพื้นรองเท้าที่มีสีเนื้องดงาม รูปร่างของมันโค้งมนเว้าโค้งตามสรีระของฝ่าเท้ามนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ คำอธิบายด้านล่างระบุชื่อของมันว่า "แผ่นรองเท้าปราณสวรรค์" หนิงรุ่ยเพ่งมองอ่านสรรพคุณของมันด้วยความตื่นเต้น แผ่นรองเท้าชนิดนี้ถูกระบุว่าถักทอขึ้นมาจากเส้นใยลี้ลับบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ มีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นสูงเป็นพิเศษราวกับปุยเมฆ มันสามารถรองรับแรงเสียดสีจากการถูกลากถูบนพื้นดินขรุขระได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกดทับไม่ให้เกิดบาดแผลเพิ่ม ยิ่งไปกว่านั้น พื้นผิวของแผ่นรองเท้ายังอบอวลไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์จากสมุนไพรทิพย์ ที่มีคุณสมบัติในการขจัดความขุ่นมัว ลดกลิ่นอับ และที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถแผ่ซ่านกระแสความอบอุ่นเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เร่งกระบวนการสมานแผลที่ฉีกขาดให้หายสนิทได้อย่างรวดเร็วราวกับมีปาฏิหาริย์ และยังช่วยหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นที่ตีบตันให้เริ่มกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง ราคาของของวิเศษชิ้นนี้อยู่ที่สิบห้าแต้มบุญ ซึ่งแทบจะกวาดคะแนนสะสมทั้งหมดที่เธออุตส่าห์เก็บหอมรอมริบอาบเหงื่อต่างน้ำมาได้จนเกลี้ยง ทว่าหนิงรุ่ยไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อยนิด รอยแผลแดงเถือกและคราบเลือดบนฝ่าเท้าของเจินเอ๋อร์ยังคงติดตาและกรีดแทงหัวใจของเธออยู่ทุกวินาทีที่ลืมตา หากของวิเศษชิ้นนี้สามารถบรรเทาความเจ็บปวดทรมานและช่วยให้น้องสาวสามารถลากกายไปไหนมาไหนได้อย่างไม่เจ็บปวด ต่อให้ต้องแลกด้วยแต้มบุญทั้งหมดที่มี หรือต้องทำงานหนักแสนสาหัสเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า เธอก็ยินดีที่จะแลกมันมาอย่างไม่มีคำว่าเสียดาย เธอตัดสินใจยืนยันการแลกเปลี่ยนด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ ทันใดนั้น ตัวเลขแต้มบุญในม้วนคัมภีร์ก็ลดวูบลงเหลือเพียงสามคะแนน แสงสีทองสว่างวาบขึ้นในห้วงจิตชั่วขณะ ก่อนที่ละอองแสงจะลอยมารวมตัวกันและก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอยู่บนหน้าตักของเธอในโลกความเป็นจริง เมื่อแสงสว่างจางหายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่บนตักคือแผ่นรองเท้าปราณสวรรค์สีเนื้อจำนวนหนึ่งคู่ หนิงรุ่ยหยิบมันขึ้นมาสัมผัสด้วยความประหลาดใจ วัสดุของมันนุ่มลื่นและเด้งสู้มือราวกับเส้นไหมชั้นเลิศ น้ำหนักเบาหวิวราวกับขนนก แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเหนียวแน่นและทนทานอย่างน่าประหลาด เธอระบายยิ้มบางๆ ออกมาท่ามกลางความมืด ของขวัญชิ้นนี้จะต้องทำให้เจินเอ๋อร์ไม่ต้องร้องไห้อย่างเจ็บปวดอีกต่อไปอย่างแน่นอน เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังคงถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดและหมอกหนาของยามก่อนรุ่งสาง อากาศภายนอกยังคงหนาวเย็นเยือกจับขั้วหัวใจ หนิงรุ่ยสะดุ้งตื่นขึ้นมาตามความเคยชินใหม่ที่เธอพยายามขัดเกลาตนเอง เธอค่อยๆ ย่องลงจากเตียงเตาอย่างเงียบเชียบ สวมเสื้อคลุมกันหนาวตัวเก่าที่ซีดจาง และเดินออกจากห้องนอนไปยังโถงกลางบ้าน เป้าหมายของเธอในเช้าวันนี้ไม่ใช่ห้องครัวเหมือนอย่างทุกวัน แต่เป็นชั้นไม้วางรองเท้าเก่าๆ ที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งข้างประตูทางเข้า หญิงสาวนั่งยองๆ ลงบนพื้นดินอัดแน่น สายตากวาดมองหารองเท้าผ้าฝ้ายสีดำคู่เก่าที่แสนคุ้นตา ท่ามกลางรองเท้าหลายคู่ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนและคราบดินโคลน เธอหยิบรองเท้าของเจินเอ๋อร์ขึ้นมาถือไว้ในมือ สัมผัสถึงความแข็งกระด้างของส่วนหน้าและพื้นรองเท้าที่ทำจากเศษผ้าอัดกาวหนาเตอะ มันแข็งทื่อ ไร้ความยืดหยุ่น และมีรอยฉีกขาดที่ขอบด้านหน้าจากการถูกลากถูมาเป็นเวลานาน หนิงรุ่ยส่ายหน้าด้วยความเวทนาจับใจ เธอหยิบแผ่นรองเท้าวิเศษที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อคลุมออกมา แผ่นรองเท้านี้มีความบางและกลมกลืนกับสีของพื้นรองเท้าเดิมอย่างน่าทึ่ง เธอค่อยๆ สอดแผ่นรองเท้าสีเนื้อเข้าไปด้านในรองเท้าผ้าฝ้ายของเจินเอ๋อร์ทีละข้าง จัดแจงขยับและกดให้แผ่นรองนั้นแนบสนิทไปกับพื้นและโอบอุ้มมาถึงส่วนหัวของรองเท้าอย่างพอดี ด้วยความบางและสีที่กลมกลืน ทำให้เมื่อมองจากภายนอก แทบจะสังเกตไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย หากไม่สอดมือเข้าไปสัมผัสด้านใน ก็จะไม่มีใครล่วงรู้เลยว่ารองเท้าคู่เก่าซอมซ่อคู่นี้ได้ถูกซุกซ่อนความลับอันแสนวิเศษเอาไว้ หนิงรุ่ยลูบคลำผลงานของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรง เธอจินตนาการไปถึงใบหน้าของน้องสาวในยามที่สวมใส่รองเท้าคู่นี้ ความรู้สึกหวังดีและความรักที่บริสุทธิ์ใจเอ่อล้นขึ้นมาจนเต็มอก เธอไม่ได้คาดหวังคำชมเชยหรือการกราบกรานขอบคุณใดๆ เธอเพียงแค่หวังว่าความทุกข์ทรมานของเด็กสาวพิการคนนี้จะลดทอนลงไปบ้างก็เท่านั้น เมื่อจัดการเตรียมของขวัญล้ำค่าเสร็จเรียบร้อย หนิงรุ่ยก็วางรองเท้าของเจินเอ๋อร์กลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง จัดวางมุมให้เหมือนเดิมทุกประการ ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินหายเข้าไปในห้องครัวเพื่อเริ่มต้นกิจวัตรประจำวันในการหุงหาอาหารเช้าและเตรียมทำเต้าหู้ ปล่อยให้ความมหัศจรรย์รอคอยการถูกค้นพบจากเจ้าของในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้กระดานเข้ามาภายในตัวบ้าน สมาชิกครอบครัวสกุลโจวเริ่มทยอยตื่นนอนและเตรียมตัวสำหรับวันใหม่ที่แสนเหน็ดเหนื่อย โจวเจินเอ๋อร์งัวเงียยันกายขึ้นจากเตียงนอนที่คับแคบ เด็กสาวพับผ้าห่มอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเริ่มใช้สองมือยันพื้นไม้กระดาน ลากสะโพกและท่อนขาที่ไร้ความรู้สึกออกมาจนถึงหน้าชั้นวางรองเท้าที่โถงกลาง ใบหน้าที่เคยสดใสตามวัยแรกรุ่นกลับหม่นหมองและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เธอถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อสายตาจับจ้องไปยังรองเท้าผ้าฝ้ายสีดำคู่เก่าที่วางรออยู่ เพียงแค่นึกถึงความแข็งกระด้างและการเสียดสีที่จะต้องเผชิญเมื่อลากมันไปตามพื้นดินกรวดทราย ฝ่าเท้าและหน้าขาของเธอก็เริ่มปวดหนึบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ รอยแผลถลอกและตุ่มพองน้ำใสที่แตกออกเมื่อวานยังคงอักเสบและปวดแสบปวดร้อนทุกครั้งที่ขยับตัว แต่ครอบครัวของเธอไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อรองเท้าหรือผ้าพันแผลดีๆ ให้ เธอจึงต้องก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมและทนสวมใส่รองเท้าที่เปรียบเสมือนเครื่องทรมานนี้ต่อไป เจินเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้าหาญ เธอยันตัวให้นั่งพิงกำแพง หยิบรองเท้าข้างขวาขึ้นมาและค่อยๆ สอดปลายเท้าที่บอบช้ำเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวังที่สุด หลับตาแน่นเตรียมพร้อมรับความเจ็บปวดที่คุ้นเคยจากการเสียดสี ทว่า วินาทีที่ฝ่าเท้าของเธอสัมผัสลึกลงไปถึงพื้นรองเท้า ร่างกายของเด็กสาวก็ชะงักงันไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด ความแข็งกระด้างและสากระคายราวกับแผ่นไม้ที่เธอเคยสัมผัสมาตลอดหลายเดือนกลับมลายหายไปจนหมดสิ้น สิ่งที่รองรับฝ่าเท้าและโอบอุ้มหลังเท้าของเธออยู่ในตอนนี้ คือความนุ่มละมุนและยืดหยุ่นขั้นสุดยอดราวกับเธอกำลังสอดเท้าเข้าไปในก้อนเมฆปุยฝ้าย ความนุ่มนวลนั้นโอบรับสรีระของฝ่าเท้าได้อย่างพอดิบพอดี ช่วยลดแรงกดทับบริเวณรอยแผลที่กำลังอักเสบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นประหลาดที่แผ่ซ่านออกมาจากพื้นรองเท้า มันไหลเวียนเข้าไปตามผิวหนังที่แตกช้ำ ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนให้ทุเลาลงอย่างชะงัดนัก และที่น่าตกใจที่สุดคือ นางสัมผัสได้ถึงความยิบๆ จางๆ บริเวณปลายประสาทที่เคยตายด้านมาเนิ่นนาน เจินเอ๋อร์กะพริบตาถี่ๆ ด้วยความสับสนระคนงุนงงจนทำตัวไม่ถูก เธอรีบคว้าเอารองเท้าข้างซ้ายมาสอดเท้าเข้าไปอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ความนุ่มสบายและความยืดหยุ่นที่แสนวิเศษนี้ทำให้เธอแทบจะไม่เชื่อความรู้สึกของตนเอง เด็กสาวรีบใช้สองมือยันพื้นเพื่อดึงตัวไปข้างหน้า ทดลองลากขาทั้งสองข้างไปตามพื้นดินอัดแน่นในบ้าน ปรากฏว่าความยืดหยุ่นของพื้นรองเท้าที่เสริมเข้ามา ช่วยซับแรงเสียดสีจากการครูดกับพื้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันลื่นไหลและไม่สะดุดกึกจนทำให้แผลเปิดเหมือนอย่างเคย เธอรู้สึกเบาสบายและเคลื่อนไหวด้วยการใช้มือดันพื้นได้รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "นี่มันเกิดอะไรขึ้น... ทำไมรองเท้าจึงได้นุ่มสบายและไม่เจ็บแผลถึงเพียงนี้" เด็กสาวพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เธอใช้มือยันพื้นลากตัววนไปวนมากลางลานบ้านหลายรอบเพื่อความแน่ใจ รอยยิ้มที่ไม่ได้ปรากฏบนใบหน้ามาเนิ่นนานเริ่มผลิบานขึ้นที่มุมปาก ความเจ็บปวดทรมานที่เคยกัดกินจิตใจถูกปัดเป่าทิ้งไปเสียเกือบครึ่ง ทันใดนั้น ความสงสัยอย่างรุนแรงก็แล่นเข้ามาในหัว เจินเอ๋อร์หยุดการเคลื่อนไหวและก้มลงถอดรองเท้าออกข้างหนึ่งเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ เธอล้วงมือเข้าไปคลำด้านในรองเท้า ปลายนิ้วของเธอสัมผัสเข้ากับแผ่นวัสดุบางอย่างที่มีความนุ่มลื่นและยืดหยุ่นสูง ซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยมีอยู่ในรองเท้าคู่นี้มาก่อน เธอค่อยๆ ดึงมันออกมาดู แผ่นรองเท้าสีเนื้อที่มีรูปร่างหน้าตาประณีตงดงามปรากฏอยู่ตรงหน้า มันไม่ใช่เศษผ้าหรือกาบกล้วยที่ชาวบ้านมักจะนำมารองพื้น แต่มันเป็นวัสดุที่ดูสูงค่าเกินกว่าที่ครอบครัวชาวนาอย่างเธอจะสามารถหาซื้อได้ เจินเอ๋อร์จดจ้องแผ่นรองเท้าปริศนาในมือด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรง สมองของเด็กสาวประมวลผลอย่างรวดเร็ว บิดาและมารดาของเธอไม่มีทางหาซื้อของที่มีราคาแพงและล้ำค่าเช่นนี้มาให้เธอได้อย่างแน่นอน พี่ชายของเธอก็ยุ่งอยู่กับการทำนาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่มีเวลาไปเดินตลาดหาซื้อของประหลาดเช่นนี้ แล้วผู้ใดกันที่เป็นผู้นำของวิเศษชิ้นนี้มาใส่ไว้ในรองเท้าของเธอ ทันใดนั้น ภาพของสะใภ้ใหญ่ที่ยืนมองแผลที่เท้าของเธอด้วยแววตาห่วงใยเมื่อวานตอนบ่าย ก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัด หนิงรุ่ย สตรีผู้ซึ่งเคยร้ายกาจและเอาแต่ใจ สตรีผู้เคยดุด่าและจิกหัวเธอสารพัดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทว่าในช่วงสองสามวันมานี้ สตรีคนเดิมกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พี่สะใภ้ลุกขึ้นมาทำกับข้าว ซักผ้า และกวาดบ้านแต่เช้าตรู่โดยไม่มีผู้ใดคอยบังคับ แววตาที่เคยมองมาด้วยความเกลียดชังก็แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและนิ่งสงบ เจินเอ๋อร์ไม่เคยกล้าเชื่อใจในการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ เธอแอบคิดว่ามันเป็นเพียงแค่แผนการชั่วคราวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพี่ชาย ทว่าแผ่นรองเท้าที่แสนจะนุ่มสบายในมือคู่นี้ กลับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำถึงความจริงใจและความห่วงใยที่พี่สะใภ้มีต่อเธออย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เด็กสาวสอดแผ่นรองเท้ากลับเข้าไปในรองเท้าและสวมใส่มันเข้าที่เดิม เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานบ้าน จนกระทั่งพบร่างของหนิงรุ่ยกำลังยืนหันหลังกวาดลานดินอยู่ใกล้กับเล้าไก่อย่างขะมักเขม้น เจินเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้าหาญ เธอใช้สองมือยันพื้นดิน ลากสะโพกและเรียวขาเข้าไปหาพี่สะใภ้ด้วยความรวดเร็วและไร้ซึ่งความเจ็บปวดทรมาน เมื่อเข้าไปใกล้ระยะประชิด เด็กสาวหยุดชะงัก สองมือเล็กๆ วางทาบอยู่บนตัก หัวใจเต้นแรงด้วยความประหม่าและความสับสนที่ยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อย หนิงรุ่ยได้ยินเสียงเสียดสีของพื้นรองเท้าจึงหันกลับมามอง เมื่อเห็นเจินเอ๋อร์นั่งอยู่ที่พื้นด้านหลังพร้อมกับใบหน้าที่ก้มต่ำ เธอจึงวางไม้กวาดทางมะพร้าวลงและส่งยิ้มบางๆ ให้ด้วยความอ่อนโยน "ให้พี่ช่วยไหม เจินเอ๋อร์" น้ำเสียงของหนิงรุ่ยช่างนุ่มนวลและเป็นมิตร ไม่มีร่องรอยของการตะคอกหรือการประชดประชันเหมือนอย่างเคย เจินเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับพี่สะใภ้ นัยน์ตากลมโตของเด็กสาวที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหวาดระแวง บัดนี้เริ่มมีประกายของความอบอุ่นและความซาบซึ้งใจทอประกายอยู่ภายใน เธอรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่ส่งผ่านออกมาจากดวงตาคู่สวยของหนิงรุ่ยอย่างชัดเจน "พี่สะใภ้..." น้ำเสียงของเด็กสาวแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย เธอขยับปลายเท้าที่สวมรองเท้าคู่เก่าไปมาบนพื้นดิน "แผ่นรองเท้า... ที่อยู่ในรองเท้าของฉัน... เป็นฝีมือของพี่สะใภ้ใช่หรือคะ" หนิงรุ่ยไม่ได้ตอบคำถามนั้นออกมาตรงๆ เธอเพียงแค่คลี่ยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด ดวงตาของเธอโค้งลงเป็นรูปสระอิที่แสนจะอ่อนโยน เธอเอื้อมมือออกไปและย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้า ลูบเรือนผมสีดำขลับของน้องสาวอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม สัมผัสที่อบอุ่นและไร้ซึ่งเจตนาร้ายนั้น ทำให้ความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในใจของเจินเอ๋อร์เริ่มละลายหายไปทีละน้อยราวกับหิมะต้องแสงตะวัน "รองเท้าพื้นมันแข็งเกินไป เวลาเจ้าลากพื้นบ่อยๆ จะทำให้เท้าเกิดแผลเปล่าๆ" หนิงรุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง "พี่บังเอิญได้แผ่นรองนุ่มๆ มา ก็เลยเอามาใส่ไว้ให้ ลองลากตัวดูสิ เคลื่อนไหวได้สบายขึ้นหรือไม่ แผลที่เท้าจะได้ไม่เสียดสีจนเจ็บมากเกินไปนัก" คำตอบที่แสนจะเรียบง่ายทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี ทำให้กำแพงน้ำแข็งในหัวใจของเจินเอ๋อร์พังทลายลงในพริบตา หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจเอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตา เด็กสาวรีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความอ่อนแอ แต่หยดน้ำตาก็ยังคงร่วงหล่นลงมากระทบหลังมือที่เปื้อนฝุ่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยคำพูดที่เก็บกดอยู่ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจที่สุดเท่าที่เคยพูดกับสตรีเบื้องหน้า "ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้ มันนุ่มมาก ข้าลากขาเดินแล้วไม่เจ็บแผลที่เท้าเลยค่ะ" คำขอบคุณที่แสนจะขวยเขินทว่าบริสุทธิ์ใจของน้องสาวสามี เป็นดั่งหยาดฝนทิพย์ที่ชโลมจิตใจอันแห้งแล้งของหนิงรุ่ยให้ชุ่มฉ่ำ เธอรู้ดีว่าการกระทำเพียงเล็กน้อยนี้ไม่อาจลบล้างบาดแผลทั้งหมดในอดีตชาติได้ แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการก่อร่างสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักและความเมตตา หนิงรุ่ยพยักหน้ารับคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข เธอรู้แล้วว่าหนทางข้างหน้าแม้จะยากลำบากเพียงใด แต่หากเธอมีความจริงใจและความรักที่บริสุทธิ์มอบให้ครอบครัวนี้ วันหนึ่งข้างหน้า ครอบครัวสกุลโจวจะต้องกลับมาอบอุ่นและยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งแน่นอน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD