ณ คฤหาสน์หิรัญกิจกรกุล
ในช่วงสายของอีกวัน ลูกสาวเพียงคนเดียวของครอบครัวหิรัญกิจกรกุลตื่นแต่เช้าตรู่ ทำเอาคนในบ้านก็ต่างแปลกใจ เนื่องจากดีไซเนอร์สาวชอบทำงานในตอนกลางคืน กว่าจะตื่นอีกทีสมาชิกในครอบครัวก็ต่างออกจากบ้านกันหมดแล้ว
ทว่าวันนี้เธอมีเรื่องสำคัญที่ยังติดค้างอยู่ในใจตั้งแต่เมื่อคืนจะต้องคุยกับผู้เป็นบิดา เธอจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวลงมาให้ทันเวลาอาหารเช้า ก่อนที่ท่านจะออกเดินทางไปบริษัท
คุณกฤษณะเพิ่งจะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหิรัญกรุ๊ปได้ราวหนึ่งปีหลังจากวางมือทางการเมือง และลดบทบาทหน้าที่ของคุณหญิงพักต์พิไลลงไปเป็นรองประธานบริษัท ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากแบ่งเบาภาระหน้าที่ของภรรยาคู่ชีวิต
“โอ้โห วันนี้ฝนจะตกขึ้นฟ้าซะละมั้ง ลูกสาวพ่อถึงได้ตื่นเช้าขนาดนี้” คุณกฤษณะที่กำลังจิบกาแฟ พลางอ่านข่าวสารบนหน้าจอไอแพด มองลอดกรอบแว่นสายตามาเห็นลูกสาวคนสวย ก็เอ่ยแซวออกมา
“มอร์นิงค่ะคุณพ่อ” เธอว่าพลางย่อตัวลงไปหอมแก้มผู้เป็นบิดา ก่อนหันมาทางคุณหญิง
พักต์พิไลที่นั่งทำหน้าบึ้งตึง พร้อมแผ่รังสีอำมหิตมาทางลูกสาว
“มอร์นิงค่ะคุณแม่คนสวยของแพร อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ”
แพรวาย่อตัวลงหอมแก้มมารดา ก่อนจะเดินอ้อมมานั่งฝั่งตรงข้ามของท่าน โดยมีประมุขของบ้านนั่งอยู่หัวโต๊ะ
“ถ้าไม่อยากให้แม่หน้าแบบนี้ ทีหลังน้องแพรก็อย่าผิดนัดแม่สิคะ แม่อุตส่าห์นัดคุณหญิงป้ากับพี่อาร์มเอาไว้ ดูสิ เสียคำพูดกันหมด” ได้ยินแบบนั้นแพรวาก็รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เบี้ยวนัดมารดา แม้ในข้อความที่ท่านส่งไปจะสื่อว่ารับประทานอาหารกันตามประสาแม่ลูก ทว่าหลายครั้งที่คุณหญิง
พักต์พิไลมักจะนัดแนะให้คุณหญิงอมรรัตน์เพื่อนสนิทของท่าน และอัครพลผู้เป็นลูกชาย มาร่วมโต๊ะด้วย
หากเป็นการรับประทานอาหารที่ไม่ได้มีจุดประสงค์ใดแอบแฝง แพรวาก็ยินดีอยู่หรอก แต่เธอรู้ดีว่าแม่ของเธอและคุณหญิงอมรรัตน์ตั้งใจจะจับคู่เธอกับอัครพล เธอจึงพยายามหลบเลี่ยงมาโดยตลอด
“นี่คุณหญิงยังนัดให้ลูกไปเจอกับนายอัครพลอยู่อีกเหรอ” ท่านกฤษณะเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในดวงตาคมกริบนั้นแฝงด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“เอ่อ คือ คุณหญิงอมรรัตน์เธออยากเจอน้องแพรค่ะคุณพี่ ส่วนตาอาร์มที่ตามมาด้วยเพราะคงทนคิดถึงน้องแพรไม่ไหว ดิฉันไม่ได้นัดแนะอะไรแบบที่คุณพี่คิดหรอกค่ะ” คุณหญิงพักต์พิไลรีบแก้ตัวพัลวัน ด้วยเกรงใจสามี เพราะหล่อนรู้ดีว่าหากเป็นเรื่องของลูกสาวแล้ว คุณกฤษณะจะให้สิทธิ์
แพรวาตัดสินใจเต็มที่ และท่านก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องการดูตัวหรือคลุมถุงชน
แต่ถึงกระนั้นคุณกฤษณะก็พยายามที่จะไม่ยื่นมือเข้าไปวุ่นวายในธุระของภรรยา แม้คุณหญิงพักต์พิไลจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้อัครพลได้ใกล้ชิดลูกสาว ถึงขนาดชักชวนชายหนุ่มเข้ามาทำงานในบริษัทหิรัญกรุ๊ป อีกทั้งยังมอบตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อให้ ท่านก็เลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่ง เนื่องจากไม่อยากหักหน้าภรรยา
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ” แพรวาเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียดจึงรีบขัดขึ้น
“เห็นไหมคะคุณพี่ น้องแพรยังไม่ว่าอะไรเลย ที่ดิฉันทำไปก็เพราะเห็นว่าตาอาร์มน่ะรักน้องแพรด้วยความจริงใจ คนดี ๆ แบบนี้เราก็ไม่ควรมองข้ามนะคะ”
“คุณแม่คะ แต่แพรไม่ได้คิดอะไรกับพี่อาร์มนะคะ ที่แพรยอมไปทานข้าวด้วยก็เพราะแพรเห็นแก่คุณแม่ต่างหาก”
“น้องแพร ไหน ๆ หนูก็ยังโสด ไม่รับพี่อาร์มไว้พิจารณาหน่อยเหรอลูก”
“ไม่ค่ะ ยังไงแพรก็ไม่มีวันชอบพี่อาร์ม”
เมื่อแพรวาปฏิเสธออกมาเสียงแข็ง คนเป็นแม่ก็พยายามจะโน้มน้าวอีกครั้ง ทว่าหล่อนเหลือบไปเห็นดวงตาคมกริบของสามีที่มองมาเป็นเชิงตำหนิ คุณหญิงพักต์พิไลจึงรีบหุบปากทันที
“เฮ้อ งั้นแม่ก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”
ว่าจบท่านก็วางช้อนส้อมลงบนจาน ก่อนหันไปคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เสร็จสรรพก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่ลืมหยิบกระเป๋าถือแบรนด์เนมราคาแพงไปด้วย
สองพ่อลูกมองตามจนคุณหญิงพักต์พิไลเดินพ้นห้องอาหารไป ก็หันมามองหน้ากัน
“คุณแม่งอนไปแล้วค่ะ”
“ช่างเขาเถอะ อายุปูนนี้แล้วยังไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่รู้จะไปยึดติดอะไรขนาดนั้น อยากดองกับบ้านนั้นจนตัวสั่น นี่ถ้าพ่อบอกความจริงว่าครอบครัวนั้นเหลือแต่เปลือก ข้างในกลวงโบ๋ ไม่รู้จะเชื่อหรือเปล่า”
“จริงเหรอคะคุณพ่อ” แพรวาเอ่ยถามพร้อมทำตาโต
“พ่อบังเอิญไปได้ยินมาจากก๊วนกอล์ฟน่ะลูก หลักฐานอะไรก็ยังไม่มี แต่พ่อให้คนช่วยสืบให้แล้ว ถ้าเป็นจริงอย่างที่ได้ยินมา พ่อคิดว่าสองแม่ลูกนี่คงหวังอะไรจากเราแน่ ๆ”
คำกล่าวของบิดาทำดวงหน้าสวยฉายแววกังวล เธอนึกเป็นห่วงมารดาขึ้นมา
“เราบอกคุณแม่เอาไว้ก่อนดีไหมคะ”
“อย่าเพิ่งเลยลูก รอให้ได้หลักฐานซะก่อนค่อยว่ากัน ขืนไปพูดลอย ๆ แม่เราจะได้หาว่าเรารวมหัวกันสร้างเรื่องเพื่อดิสเครดิตนายอัครพลว่าที่ลูกเขยกันพอดี”
“อืม ก็จริงนะคะ”
สิ้นเสียงหวาน หญิงสาวก็ลงมือรับประทานอาหารเช้าไปเงียบ ๆ พลางลอบมองบิดาที่กำลังสนใจหน้าจอสี่เหลี่ยมอยู่เป็นระยะ ซึ่งนั่นก็ทำให้คนแอบมองรู้สึกตัว และเงยหน้าขึ้นมา
“มีอะไรหรือเปล่าลูก”
“คือ…แพร…มีเรื่องอยากถามคุณพ่อค่ะ”
“ว่ามาสิลูก”
“เมื่อคืนแพรไปเที่ยวกับอ๋อม แล้วบังเอิญเห็นใครบางคนที่ดูเหมือนพี่ภีมมาก ๆ คุณพ่อพอจะได้ข่าวพี่ภีมไหมคะ”
สิ้นเสียงหวาน ใบหน้าของคนเป็นพ่อก็เผยรอยยิ้มออกมา
“พ่อก็ต้องได้ข่าวสิ พ่อติดต่อกับภีมตลอด ลูกอยากรู้เรื่องไหนล่ะ”
“เรื่อง…”
แพรวาลังเลที่จะเอ่ยถามออกไป ซึ่งนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สมาร์ตโฟนของคุณกฤษณะดังขึ้น ท่านคว้าอุปกรณ์สื่อสารนั้นขึ้นมาดู ก่อนหันมาทางลูกสาว
“พ่อต้องรีบไปแล้วลูก เรื่องภีมถ้าลูกอยากรู้อะไรเอาไว้ก็รอถามเจ้าตัวโดยตรงเลยดีกว่า พ่อไปนะ” คุณกฤษณะหยัดกายลุกขึ้นยืนก่อนก้มลงจุมพิตบนศีรษะเล็ก “รักลูกนะ”
แพรวามองตามแผ่นหลังของบิดาที่เดินห่างออกไป พร้อมความคิดสับสนวุ่นวาย
“รอถามพี่ภีม หมายความว่าพี่ภีมกลับมาแล้วจริง ๆ เหรอ แล้วทำไม...”
เมื่อเกิดคำถามนั้นขึ้นมา ภายในใจของเธอก็มีคำถามอีกมากมายไหลหลั่งเข้ามา ความสับสนว้าวุ่นพลันก่อตัวขึ้น ทำเอาหญิงสาวหมดความอยากอาหารขึ้นมาทันที
ตลอดวันนั้นทั้งวัน แพรวาแทบไม่มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะมัวแต่คิดถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า
ตกเย็นหลังจากทุกคนในร้านกลับไปกันหมด เธอตัดสินใจอยู่ทำงานต่อ จึงส่งข้อความบอกที่บ้านว่าวันนี้จะค้างที่ร้าน
แพรวานั่งทำงานต่อจนมืดค่ำ ทว่าจำต้องวางมือจากงานที่ทำเมื่อความหิวเข้าเล่นงาน
หญิงสาวหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูเวลาก็พบว่าเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน
เธอจึงตัดสินใจขับรถมินิคูเปอร์คู่ใจออกไปร้านสะดวกซื้อเพื่อหาอะไรรับประทานรองท้อง
เสร็จสรรพก็ขับรถกลับร้าน แต่ด้วยใจที่ยังคงคิดถึงบุคคลที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายภีมเดช
แพรวาจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายมุ่งหน้าไปยังย่านสถานบันเทิงแทน
ดีไซเนอร์สาวขับรถวนอยู่ในละแวกนั้นกว่าครึ่งชั่วโมง หากจะเข้าไปเพียงลำพังก็ดูจะอันตรายเกินไป
สุดท้ายเธอจึงยอมถอดใจ เตรียมหมุนพวงมาลัยเพื่อจะวนไปกลับรถ
พลันดวงตาคู่คมเหลือบไปเห็นชายชุดดำกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากสถานบันเทิง ซึ่งเป็นชายกลุ่มเดียวกันกับเมื่อคืนไม่ผิดแน่ เพราะหนึ่งในนั้นมีชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนคนที่เธอตามหาไม่มีผิด
เมื่อเห็นแบบนั้น ฝ่าเท้าเล็กจึงเปลี่ยนไปเหยียบเบรกจนมิด และในเสี้ยววินาทีต่อมา รถคันหลังที่ขับตามเธอมาก็ชนท้ายเข้าอย่างจัง
โครม~
“เฮ้ย! ทำไมซวยแบบนี้เนี่ย”
ร่างบางรีบเปิดประตูลงมาจากรถ ส่วนมืออีกข้างก็กำสมาร์ตโฟนเอาไว้หวังจะต่อสายหาประกัน
ด้านรถคู่กรณีที่ขับตามมา คนขับเป็น
หญิงสาวตัวเล็กกะทัดรัด วิ่งเข้ามาดูหน้ารถของหล่อนพร้อมทำหน้าราวกับจะร้องไห้
“ขอโทษนะคะ คือฉันผิดเองค่ะที่เหยียบเบรกกะทันหัน ฉันยินดีจะรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด เดี๋ยวขอโทรหาประกันสักครู่นะคะ”
แพรวาว่าจบก็หันมาค้นหาเบอร์ของบริษัทประกัน ทว่าจู่ ๆ ประตูทางฝั่งผู้โดยสารของรถคู่กรณีก็เปิดออก
ชายหนุ่มท่าทางเมามายเดินโซซัดโซเซลงมา และก้าวเข้ามาหาแพรวาพร้อมหน้าตาเอาเรื่อง
“ขับรถภาษาอะไรวะ แม่ง”
แพรวาตกใจสุดขีด สองเท้าเล็กพยายามจะถอยหนี ด้านหญิงสาวอีกคนที่เป็นคู่กรณีก็รีบเข้ามาช่วยห้าม ทว่าก็ไม่สามารถต้านทานแรงชายหนุ่มได้
“คุณใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ ฉันกำลังจะโทรหาประกัน ยังไงฉันก็จะรับผิดชอบทั้งหมดแน่นอน”
“อ๋อ…นี่มึงคิดจะเอาเงินฟาดหัวกูเหรอ”
เวรกรรม…ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้
เมื่อพูดจากันไม่รู้เรื่อง แพรวาจึงตัดสินใจเดินหนีไปอีกทาง ขณะที่มือบางก็เร่งกดต่อสายหาบริษัทประกัน
แต่ถึงกระนั้น ชายผู้เมามายไร้ซึ่งสติก็เดินตามมาและคว้าต้นแขนบอบบางเอาไว้อย่างแรง
“โอ๊ย! นี่คุณ มันจะเกินไปแล้วนะ ปล่อย”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น ก็มีกายแกร่งเข้ามาทาบซ้อนด้านหลังบอบบาง ก่อนที่จะมีมือปริศนาเข้ามาคว้าคอเสื้อคนเมาเอาไว้ พร้อมออกแรงดันให้ชายผู้นั้นถอยห่างออกจากคนตัวเล็ก
เมื่อแพรวาเหลียวไปมองทางด้านหลัง หัวใจดวงน้อยก็พลันเต้นโครมครามอย่างยากจะควบคุม ใบหน้าหล่อเหลาของคนที่เธอพร่ำคิดถึงมาตลอด
ห้าปี บัดนี้ได้มาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
“พี่ภีม…” เธอเอ่ยชื่อเขาออกมาแผ่วเบา
ทว่าภีมเดชหาได้สนใจ เขาหันไปส่งสัญญาณให้ชายฉกรรจ์ชุดดำที่เดินตามมาด้วย
“ฉันฝากจัดการที่เหลือด้วย”
“ครับคุณภีม”
เมื่อลูกน้องขานรับเสียงดังหนักแน่น ภีมเดชก็หันมาจับจูงมือบางให้เดินไปด้วยกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะมาหยุดยืนข้างรถตู้สีดำสัญชาติยุโรปคันหรูที่มี
พลขับสตาร์ตรถรอเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว
“น้องแพรเป็นอะไรไหม”
“…” แพรวาส่ายศีรษะเบา ๆ แทนคำตอบ
“น้องแพรบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
และเธอก็โคลงศีรษะปฏิเสธอีกครั้ง ทว่าดวงตาคู่คมเหลือบไปเห็นรอยแดงบนต้นแขน
บอบบาง ทำคนตัวโตเดือดดาลถึงกับขบกรามแน่น ก่อนตวัดหางตาไปมองชายหนุ่มคู่กรณีของแพรวาด้วยแววตาโกรธขึ้ง
“เดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้าน”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวแพรเรียกรถกลับเองได้”
“น้องแพรจะกลับเองได้ยังไง น้องแพรเป็นผู้หญิง แล้วตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว อย่าทำให้คนอื่นเขาต้องเป็นห่วงสิ” ประโยคสุดท้ายทำดวงหน้างดงามเงยขึ้น ก่อนจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาดำขลับ
“ก็ได้ค่ะ งั้นช่วยไปส่งแพรที่ร้านนะคะ วันนี้แพรต้องอยู่ทำงานทั้งคืน”
สิ้นเสียงหวาน เจ้าของร่างสูงก็เปิดประตูให้เธอขึ้นไปนั่ง จากนั้นเขาก็ก้าวตามขึ้นไปนั่งข้างกัน
เมื่อเจ้านายขึ้นนั่งประจำที่เรียบร้อย รถตู้สีดำคันงามก็ขับเคลื่อนออกจากลานจอดรถของสถานบันเทิงมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางตามที่แพรวาได้แจ้งพิกัดแก่พลขับ
หลังจากนั้นภายในห้องโดยสารก็ตกอยู่ในความเงียบ จนในที่สุดหญิงสาวก็เกิดทนไม่ไหว ตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อน
“กลับมาแล้วทำไมไม่บอกแพรเลยคะ” เสียงหวานเอ่ยถามพลางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยแววตาตัดพ้อ
“พี่มีเรื่องสำคัญที่ต้องรีบสะสาง พรุ่งนี้พี่ตั้งใจจะเข้าไปพบคุณท่านอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่ายังไงก็จะได้เจอน้องแพรที่นั่น” ได้ยินแบบนั้นคนตัวเล็กก็ถอนหายใจออกมา นึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ชายหนุ่มไม่ได้ให้ความสลักสำคัญในตัวเธอเลย
เมื่อคิดแบบนั้นหัวใจดวงน้อยก็พลันวูบโหวง จู่ ๆ คำพูดมากมายที่เธอเคยจินตนาการเอาไว้ว่าหากได้เจอภีมเดชอีกครั้ง เธอต้องการจะพูดกับเขา คำพูดเหล่านั้นกลับอันตรธานหายไปเสียดื้อ ๆ
เมื่อหญิงสาวปิดปากเงียบสนิท ภายในรถก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
เธอแอบลอบมองชายหนุ่มเป็นระยะ ก็เห็นว่าเขามัวแต่สนใจหน้าจอสมาร์ตโฟน เธอจึงได้แต่ถอนหายใจออกมา และเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ล้อทั้งสี่ของรถตู้ก็มาหยุดนิ่งที่หน้าร้าน ‘Immortal Wedding Studio’
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
สิ้นเสียงหวานเธอก็รีบเดินไปเปิดประตูร้าน พอหันกลับมาอีกทีก็พบกับแผงอกกว้างที่อยู่ห่างเพียงแค่คืบ
“อุ๊ย ตามมาทำไมคะ”
“น้องแพรอยู่กับใคร”
“คนเดียวค่ะ”
“พี่จะอยู่เป็นเพื่อน”
“ไม่ต้องค่ะ แพรมีเพื่อนเยอะแล้วไม่อยากมีเพื่อนเพิ่ม” เธอว่าพลางยกสองมือบางดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกไปเพื่อจะปิดประตูร้าน
“น้องแพรอย่ามากวนได้ไหม ให้พี่อยู่เป็นเพื่อน”
“แพรไม่ได้กวน แพรพูดจริง แพรมีเพื่อนเยอะแล้ว นี่ก็ว่าจะหาแฟนเพิ่มสักคน”
คำพูดประชดประชันทำดวงตาดำขลับที่เคยอ่อนโยนกลับแข็งกร้าวขึ้นมาในบัดดล
“นี่น้องแพรหมายถึงใคร”
“ก็…อาจจะเป็นพี่อาร์มลูกชายเพื่อนคุณแม่”
ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอแอบเห็นร่องรอยความหม่นเศร้าในดวงตาคู่คม ทำเอาเธอรู้สึกผิดขึ้นมา
ทว่าดวงหน้าสวยก็ยังเชิดขึ้น แสร้งทำดื้อรั้นเพื่อลบร่องรอยความอ่อนไหว
“อยากจะเข้าก็เข้ามาค่ะ แต่อย่ารบกวนตอนแพรทำงานนะคะ”
“ครับ”
เมื่อตกลงกันได้แบบนั้น ภีมเดชก็เดินกลับไปเอาแล็ปท็อปที่รถเพื่อมานั่งทำงานบนโซฟาตัวยาว ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของแพรวา
หญิงสาวแอบลอบมองชายหนุ่มอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นว่าเขากำลังเคร่งเครียดกับหน้าจอสี่เหลี่ยม เธอจึงดึงความสนใจทั้งหมดมาจดจ่อกับงานออกแบบชุดเจ้าสาว พยายามห้ามใจไม่ให้เงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่มอีกเลย