5 ปีต่อมา
ณ Immortal Wedding Studio
“ยัยแพร นี่แกโต้รุ่งไม่กลับบ้านกลับช่องเลยหรือไง”
คนถูกถามที่กำลังตั้งใจปักคริสตัลลงบนชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ที่แขวนอยู่บนหุ่น จำต้องวางมือจากงานที่ทำ พอหันไปทางต้นเสียงก็เห็นอมาวสี ผู้เป็นเพื่อนรักอีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญกำลังเดินถือแก้วกาแฟจากคาเฟ่ชื่อดังตรงมาหาเธอ
แพรวาหันไปมองนอกหน้าต่างก็พบกับแสงอรุณของวันใหม่ หญิงสาวเริ่มลงมือเก็บรายละเอียดชุดเจ้าสาวตั้งแต่เมื่อคืน ทว่าพอทำงานจนเกิดติดลมก็เลยลืมดูเวลา
“ทำงานเหมือนคนร้อนเงิน นี่แกคงไม่ได้เอาร้านเราไปจำนองใช่ไหม” อมาวสีกล่าวติดตลก ทำเอาคนถูกถามถึงกับขำพรืดออกมา
ที่นี่คืออาณาจักรเล็ก ๆ ของสองสาวเพื่อนซี้ที่กอดคอกันไปเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนกลับมาก่อร่างสร้างกิจการ ‘Immortal Wedding Studio’ ร้านออกแบบและตัดเย็บชุดเจ้าสาวแห่งนี้ขึ้นมา
ด้วยงานออกแบบที่มีจุดเด่นในเรื่องความสวยสง่า เรียบหรูแต่ดูทันสมัย ทำให้ร้านของพวกเธอได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็ว
ผลงานแต่ละชิ้นซึ่งเป็นที่กล่าวถึงในแวดวงสังคมไฮโซ ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของดีไซเนอร์คนเก่ง แพรวา หิรัญกิจกรกุล ไฮโซสาวผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียวของคุณกฤษณะ หิรัญกิจกรกุล อดีตรัฐมนตรีชื่อดังที่ปลดระวางจากงานด้านการเมืองมาบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทหิรัญกรุ๊ป
แพรวาวางมือจากงานตรงหน้า ก่อนหันมาส่งยิ้มที่ดูอ่อนระโหยโรยแรงให้แก่เพื่อนรัก
“พอทำงานเพลิน ก็เลยไม่ได้ดูเวลาน่ะแก”
ดีไซเนอร์สาวว่าพลางบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้า ก่อนยื่นมือไปรับแก้วกาแฟมากระดกดื่มเพื่อเติมคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย
“ให้มันเพลา ๆ บ้างนะงานน่ะ ฉันเห็นแกโต้รุ่งมาหลายวันแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
“ฉันรู้หรอกน่า แกก็รู้ว่างานทำให้ฉันมีความสุขขนาดไหน แกอย่ามาใจร้ายขัดขวางความสุขเพียงอย่างเดียวของฉันเลย”
“เฮ้อ... ทำงานเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงใครมากกว่ามั้ง”
อมาวสีว่าอย่างรู้ทัน เพราะเธอสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาล อมาวสีคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ได้รับรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของแพรวา ซึ่งนั่นก็รวมถึงเรื่องของใครบางคนที่
แพรวาคิดถึงมาตลอดหลายปี
“ทำเป็นรู้ดี” แพรวาแสร้งหยิบสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเช็กข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
“นี่มันจะห้าปีแล้วนะ ทำไมพี่ภีมของแกยังไม่กลับมาซะที”
คำถามของอมาวสีทำมือบางที่กำลังไถหน้าจอสี่เหลี่ยมชะงักค้างไปชั่วขณะ หญิงสาวรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นออกไป ก่อนหันมาจดจ่อกับการปักคริสตัลลงบนชุดเจ้าสาวต่อ
“เลิกเม้า แล้วก็มาช่วยฉันทำงานได้แล้ว”
“แหม พอไปไม่เป็นก็เปลี่ยนเรื่องเลยนะยะ”
อมาวสีว่าพลางเดินนวยนาดไปนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนแบบ ก่อนเริ่มลงมือร่างแบบชุดวิวาห์คอลเล็กชันใหม่ล่าสุด
ด้านแพรวาที่โต้รุ่งทั้งคืน พอได้ดื่มกาแฟเข้าไปจนรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ก็หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป
ทว่าอมาวสีกลับไม่มีจิตใจจะทำงานเสียอย่างนั้น หล่อนใช้มือข้างหนึ่งควงดินสอ ส่วนมืออีกข้างก็เขี่ยแผ่นกระดาษจนเกิดเสียงดัง ทำเอาแพรวาต้องยอมแพ้ และหันมาสนทนากับเพื่อนรักแทน
“อ่ะ มีอะไรจะพูดก็พูดมา”
“ฉันถามแกตรง ๆ นะแพร ตลอดห้าปีที่ผ่านมา แกทั้งส่งข้อความส่งของขวัญไปให้พี่ภีม แต่เขาไม่หือไม่อือกับแกเลย แกจะรอเขาไปถึงเมื่อไหร่”
คำถามจี้ใจดำทำแพรวาแสดงสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก
เธอรู้ดีว่าภีมเดชและบิดาของเธอมีข้อตกลงระหว่างกัน ว่าห้ามติดต่อกลับมาเป็นอันขาด ซึ่งในตอนแรกเธอก็เข้าใจและไม่ไหวหวั่น ทว่าพอเวลาผ่านไปนานเข้าก็อดรู้สึกวูบโหวงในใจไม่ได้
ดวงตาคู่งามเหม่อมองไปยังลูกแก้วหิมะ ที่ภายในบรรจุตุ๊กตาเจ้าหญิงและเจ้าชายกำลังเต้นรำกันอย่างมีความสุข
ของสิ่งนี้คือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เธอได้รับจากคนรัก ทุกครั้งที่เธอจ้องมองมัน ความหวังของเธอก็เปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้ง ดังเช่นเกล็ดหิมะในลูกแก้ว
“คือ...ฉันรู้แค่ว่าไม่ว่ายังไงฉันก็จะรอ และฉันมั่นใจว่าพี่ภีมจะต้องกลับมาแน่ ๆ” เมื่อได้ยินแบบนั้น อมาวสีก็ลุกพรวดขึ้นยืนแล้วรีบเดินปรี่เข้ามาหาแพรวาเพื่อเสนอความคิดเห็น
“แล้วทำไมแกไม่ไปหาเขาซะเองล่ะ แกมีที่อยู่เขาที่ฮ่องกงนี่”
“ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากไปกดดันเขา เมื่อถึงเวลาเขาก็กลับมาเอง”
“เฮ้อ... ไอ้โน่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ได้” อมาวสีว่าพลางโคลงศีรษะเบา ๆ
ขณะที่สองสาวกำลังนั่งคุยกัน เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนของแพรวาก็ดังขึ้น เธอจึงยื่นหน้าเข้าไป พอเห็นข้อความบนหน้าจอ หญิงสาวก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม
“มีไรแก”
“ก็คุณแม่น่ะสิ นัดทานข้าวอีกแล้ว คงหนีไม่พ้นหลอกฉันให้ไปเจอพี่อาร์ม”
“ทุกทีแกก็ชิ่งได้นี่”
“อืม ก็คงต้องชิ่งอีกนั่นแหละ”
อมาวสีพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่หล่อนจะทำตาโตราวกับนึกอะไรขึ้นได้
“เอางี้ดีไหม คืนนี้ฉันได้รับเชิญไปงานเปิดผับ แกไปกับฉันสิ แล้วไปค้างบ้านฉัน”
“เออ ก็ดีเหมือนกัน”
แพรวายิ้มออกมาอย่างนึกสนุก เนื่องจากช่วงนี้เธอทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนแทบไม่มีเวลาได้ไปผ่อนคลาย ห่างหายจากการท่องราตรีมานานหลายเดือน
เมื่อบทสนทนาจบลง แพรวาก็หันกลับมาตั้งสมาธิกับงานตรงหน้าต่อไป ด้านหุ้นส่วนสาวก็เดินกลับไปหย่อนสะโพกลงหน้าโต๊ะเขียนแบบเพื่อทำงานของตนเองเช่นกัน
ณ สนามบินนานาชาติฮ่องกง
ห่างออกไปจาก ‘Immortal Wedding Studio’ อีกราวสองพันกิโลเมตร ชายหนุ่มผู้ถูกสองสาวกล่าวถึงกำลังรอขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนที่จากมานานกว่าห้าปี โดยมีผู้ช่วยคนสนิทติดตามมาด้วย
ภีมเดช เฮนรี เฉิน บุตรบุญธรรมของ
มหาเศรษฐีชาวฮ่องกงที่ใครก็ต้องรู้จัก เพราะเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มมากความสามารถที่นำพาบริษัทขนาดกลางของพ่อบุญธรรมเติบโตจนสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
ชายหนุ่มผู้เคยเป็นเพียงก้อนหินดินทรายที่ใครต่อใครต่างไม่เห็นค่า ทว่าพอประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ทำให้ผู้คนเลิกสนใจภูมิหลังของเขาไปโดยปริยาย
ภีมเดชนั่งอ่านเอกสารผ่านหน้าจอไอแพด เพื่อตรวจสอบข้อมูลสำคัญที่เขาได้รับมาจากคุณกฤษณะ และข้อมูลในนั้นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางกลับไปยังประเทศไทย
“คุณภีมครับ ได้เวลาแล้วครับ”
ภีมเดชเงยหน้าขึ้นมองเสกสรรผู้เป็นลูกน้อง ก่อนพยักหน้ารับรู้ และหันมาปิดเอกสารบนหน้าจอสี่เหลี่ยม ซึ่งนั่นก็ทำให้ภาพพักหน้าจอปรากฏขึ้น
ดวงตาคู่คมจ้องมองหญิงสาวหน้าตางดงามไร้ซึ่งการแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง ก่อนยกยิ้มมุมปาก
เธอ...คือเหตุผลสำคัญประการแรกที่ทำให้เขามีความตั้งใจอย่างแรงกล้า ที่จะเดินทางกลับประเทศไทยมากกว่าอะไรทั้งปวง