ไม่อยากคุย

1684 Words
. . หลังจากที่ทานอาหารกันเรียบร้อย ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับ มีเพียงชุนและเฮียตงกับภรรยาที่ยังคงนั่งอยู่ตามคำสั่งของเตี่ยว่าให้อยู่คุยกับต้นหยกก่อนดึกๆ ค่อยกลับ ส่วนป๊ากับม๊าของต้นหยกก็ขอตัวขึ้นห้องก่อน ปล่อยให้ทั้งสี่คนนั่งคุยกันอยู่ที่ห้องรับแขกเหมือนจงใจ ชุนนั่งไขว่ห้างพิงพนักโซฟาเล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจหญิงสาวที่นั่งข้างๆ เขาเลยแม้แต่น้อย “เฮ้ย! ชุน! ไม่คุยกับน้องหน่อยหรอวะ? ไม่เจอกันมาตั้งนาน” “ก็แค่ไม่ได้เจอ ไม่ได้ป่วยใกล้ตายสักหน่อย จะรีบคุยทำไม” “ไอ้นี่ ปากแกนี่ไม่น่าหาเมียได้นะชาตินี้” “หึ...ทำไมจะหาไม่ได้ ก็มีคนแถวนี้ ยอมถวายตัวแลกกับสมบัติของตระกูลเราอยู่นี่ไง ตราบใดที่มีเงินหาไม่ยากหรอกเมีย” ป้าบ!! เฮียตงอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นไปตบศีรษะน้องชายตัวดีที่พูดจาไม่ให้เกียรติหญิงสาวที่นั่งข้างๆ เอาเสียเลย ต้นหยกที่ตอนแรกดีที่จะได้คุยกันก็นั่งเงียบ เธอพึ่งรู้ว่าความคิดของชุนที่มีต่อเธอเป็นแบบไหน เขาไม่เคยรู้เลยว่าที่เธอยอมเพราะอะไร แม้เธอจะตั้งใจว่าต่อให้ชุนไม่เหลืออะไรเธอก็จะอยู่กับเขาไม่ทิ้งเขาไปไหนแน่นอนก็ตาม “โอ้ย! เจ็บนะเฮีย โห...ฟาดมาซะเต็มแรง” “เจ็บสิดี จะได้มีสติ” “ชุนก็พูดแรงไปนะพี่ว่า” “นี่พี่ซินก็เข้าข้างเฮียหรอเนี่ย” ซินยิ้มบางๆ แต่สายตาดุจ้องมองน้องชายพร้อมกับส่ายหัว ก่อนที่เฮียตงจะกลับไปนั่งที่เดิมแล้วหันไปทางต้นหยกที่นั่งเงียบอยู่นานอย่างเป็นห่วง “อย่าถือสาหมาในปากมันเลยนะหยก” “นั่นสิ อาชุนโตมาก็นิสัยเปลี่ยนนิดหน่อยน่ะ” เฮียตงและซินพยายามพูดปลอบใจน้องสาว ต้นหยกยิ้มเจื่อนๆ แล้วพยักหน้าแค่นั้นก่อนจะลอบมองชุนที่นั่งนิ่งเงียบไม่มีคำขอโทษใดๆ และไม่สนใจความรู้สึกของเธอว่าเสียใจแค่ไหนกับคำพูดไม่แยแสของเขา “พูดกับน้องหน่อยสิอาชุน” “จะให้พูดอะไร? แล้วทำไมเธอไม่พูดล่ะ อยู่ๆ เกิดเป็นใบ้ขึ้นมาหรือไง” “เอ่อ...เฮียชุน...” “อะไร” ซินที่บอกให้ชุนพูดคุยกับต้นหยก แต่เขาก็ไม่วายปากเสียใส่พร้อมกับปรายตาคมมองเธออย่างไม่พอใจนัก และไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยถามอะไรเขาก็ตอบรับเสียงเข้มใส่เสียอย่างนั้น เธอจึงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “เฮียชุนเป็นยังไงบ้าง ไม่เจอกันนานเลย....” “ก็ยังเห็นอยู่นี่ ยังไม่ตาย” “เอ๊ะ!...ไอ้น้องเวร” “ก็มันเป็นคำถามที่ไม่น่าถาม” “แล้วมึงจะให้น้องถามอะไร น้องแค่อยากรู้ว่าที่ผ่านมามึงเป็นยังไงบ้าง” “ก็ตอบไปแล้วไง” เฮียตงถึงกับส่ายหน้ากับความดื้อดึงของผู้เป็นน้อง ซินถึงกับถอนหายใจพลางคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้ต้นหยกจะต้องเจออะไรบ้าง เพราะดูท่าทางของชุนแล้วไม่น่าจะยอมรับง่ายๆ แน่ ขนาดเจอกันตรงๆ เขายังไม่คิดจะหวั่นไหวเสียบ้างเลย ต้นหยกก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรทั้งรูปร่างหน้าตากิริยามารยาท แต่ชุนกลับมองข้ามไปซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่าหลงอะไรเส้นฟางหนักหนา “สรุปจะคุยกับน้องไหม?” “ไม่รู้จะคุยอะไร ไม่มีเรื่องคุย” “ดี งั้นก็นั่งเงียบๆ มันอย่างนี้แหละ ไม่ดึกไม่กลับ ถึงกลับไปเตี่ยได้โมโหโวยวายแน่ๆ” “ผมไม่อยู่นั่งโง่ๆ แบบนี้หรอกนะ มีที่ต้องไป” “อย่าบอกนะ....” “ใช่” “ไอ้ชุนเอ๊ย...มึงจะแต่งงานแล้วนะ ห่างได้ห่าง...” “ไม่...ผมไม่ได้เต็มใจแต่งงาน” “ไอ้ชุน!! ทำไมพูดออกมาต่อหน้าต้นหยกแบบนั้นวะ” “เฮียตงใจเย็นๆ ก่อน” เรื่องมันเริ่มรุนแรงขึ้นจนซินถึงกับต้องร้องห้ามเมื่อเฮียตงลุกขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น เพราะครั้งนี้ชุนหักหน้าต้นหยกเกินไป เฮียตงคิดว่าอย่างน้อยน่าจะเห็นแก่ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก รักษาน้ำใจหน่อยก็ดี เพราะยังไงก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว “ไม่เป็นไรค่ะเฮียตง หยกไม่ถือ...คิดซะว่าเฮียชุนระบายความในใจ หยกก็จะได้รู้ด้วยว่าเฮียชุนคิดยังไง” “โธ่...หยก” “หึ...เพราะเธอนั่นแหละที่ทำให้พี่น้องทะเลาะกัน ไม่ต้องมาทำเป็นนางเอกใสซื่อ” “เพราะตัวแกเองนั่นแหละไอ้ชุน ไม่ต้องไปโทษน้องมันเลย” “ผมขี้เกียจเถียงเฮียแล้ว แค่ถามก็ไปได้ใช่ไหม? ได้!” ชุนหันทั้งตัวไปทางต้นหยกและจ้องมองเธอเขม็งพร้อมกับยื่นใบหน้าหล่อๆ นั้นเข้าไปใกล้ๆ ต้นหยกถอยออกเล็กน้อย เพราะความใกล้เกินไปทำให้แก้มเนียนขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขิน ยังไงคนตรงหน้าก็เป็นคนที่เธอรักมาตลอดไม่เปลี่ยน “งั้นตอบมา...ทำไมเธอถึงตกลงแต่งงานกับฉัน เธอต้องการอะไร สมบัติ หรือเงินช่วยครอบครัว เท่าไหร่ว่ามาฉันจะจ่ายให้” “เอ่อ...ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ..” สีหน้าของต้นหยกที่เคอะเขินตอนแรกเปลี่ยนไปเป็นอึดอัดกับคำถามของชุน และเขาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ โดยไม่สนสายตาของเฮียตงและซินเลย เฮียตงเห็นอย่างนั้นจึงลุกขึ้นพร้อมซินและเดินเข้าไปแยกชุนออกมาทันที “ป่ะ กลับ...กูว่าไม่เวิร์คล่ะ กลับๆ” “ผมยังไม่ได้คำตอบ” “ไม่ต้องอยากได้คำตอบ มึงไม่อยากคุยอยู่แล้วไม่ใช่? ไป..กลับ” ไม่ทันที่จะได้ฟังคำตอบเฮียตงก็ทั้งลากทั้งดึงน้องชายของตนกลับ แต่ชุนก็ยังไม่วายจ้องมองเธอทั้งที่ยังโดนลากออกจากบ้านอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อทั้งสามคนเดินออกไปจนลับตา หญิงสาวที่นั่งอยู่ถึงกับถอนหายใจอย่างนึกโล่งอก อะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนั้นกันนะ มีอะไรที่เธอยังไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัวหรือเปล่า ต้นหยกได้แต่คิดแล้วสงสัยอยู่อย่างนั้น เช้าวันต่อมา ก๊อกๆ “ค่ะ ห้องไม่ได้ล็อกค่ะ” เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเดินเข้าห้องมาด้วยรอยยิ้มหวาน ต้นหยกหันไปมองแม่ของตนก่อนจะหันไปแต่งตัวต่อเหมือนปกติในชุดทำงานเรียบง่ายเหมือนเช่นทุกวัน ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเข้ามาช่วยม้วนมวยผมและมัดให้ “วันนี้ไปลองชุดแต่งงานนะลูก” “ฮะ? วันนี้เลยหรอคะ?” “ใช่จ้ะ อาเพ่ยม๊าของอาชุนโทรบอกที่ร้านลองชุดไว้แล้ว” “ได้ค่ะ เดี๋ยวม๊าส่งที่อยู่ร้านมาให้หยกด้วยนะคะ” “ไม่ต้องลำบากหรอกลูก เดี๋ยวอาชุนมารับ” “...เขาจะยอมมาหรอคะม๊า” “มาสิ อาชุนโทรมาบอกม๊าแล้ว” “อ๋อ...ค่ะ” ต้นหยกแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินว่าเขาโทรมาหาผู้เป็นแม่ของตนแล้วบอกว่าจะมารับไปลองชุดแต่งงานด้วยกัน ทั้งที่เมื่อคืนเขายังมีท่าทีเหมือนจะล้มงานแต่งอยู่เลย ต้นหยกเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนจะเก็บของเตรียมกระเป๋าและพาแม่ลงไปรอข้างล่างโดยไม่ได้พูดอะไรหรือบอกแม่ของตนเรื่องเหตุการณ์เมื่อคืน เหตุการณ์ก่อนหน้า ชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงดูดีมีระดับขับรถบีเอ็มคันหรู มือข้างหนึ่งควงพวงมาลัยอีกข้างจับกล่องของขวัญขึ้นมามองก่อนจะยกยิ้มเมื่อนึกถึงเจ้าของกล่องของขวัญนี้ที่เขาตั้งใจจะซื้อไปมอบให้ พร้อมกับเหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อจะได้เจอแฟนสาวให้ไวที่สุด ครืดดดดด... ชุนปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์เล็กน้อยก่อนจะกดรับสายผ่านหน้าจอรถพร้อมกับน้ำเสียงที่ดูอารมณ์ดี ไม่ว่าใครจะโทรมาตอนนี้เขาอารมณ์ดีด้วยหมด “ครับเตี่ย” (ไอ้ลูกเวร แกอยู่ไหน?) “ขับรถอยู่ เตี่ยมีอะไรหรือเปล่า” (เออดี! ขับตรงไปบ้านเจริญกุลเลยนะ พาอาหยกไปลองชุดแต่งงาน) เอี๊ยดดด!! คำพูดของผู้เป็นพ่อทำเอาเขาเหยียบเบรกแทบจะทันทีทันใด จากอารมณ์ดีตอนนี้สีหน้าไปเหมือนกิ้งก่า คิ้วเข้มขมวดชนกันแน่นเป็นปม ประโยคคำสั่งเมื่อครู่ทำเอาเขาหัวเสีย “อะไรนะ?! ตอนนี้เนี่ยนะ รีบไปไหนอีกตั้งเดือนหน้า” (เดือนหน้าก็จริง แต่เป็นต้นเดือน) “ฮะ?! ทำไมต้องไปรับ ไม่ได้เป็นง้อยก็ขับรถไปเองสิ” (นี่คือคำสั่ง! ม๊าแกโทรนัดไว้แล้ว ถ้าไม่ไปเดี๋ยวนี้หรือแกเล่นลิ้น ก็อย่าหวังจะได้มรดกสักแดงเดียว ฉันจะยึดบัตรแกให้หมด ยึดคอนโด ยึดธุรกิจที่แกสร้างมา ยึด! ยึด! ยึด!) ปลายสายพูดจบก็วางสายทันทีโดยที่ชุนไม่ได้อ้าปากโต้ตอบใดๆ คำว่ายึดธุรกิจของเขายังก้องอยู่ในหู ที่เขากลัวที่สุดคือสิ่งนี้ เพราะเตี่ยสามารถดิสเครดิตของเขาได้ เท่ากับเขาจะทำธุรกิจอะไรก็ไม่ได้ นอกจากจะไปเป็นพ่อค้าขายข้าวแกงตามข้างทาง ชุนตบพวงมาลัยอย่างหัวเสีย ไม่เข้าใจว่าทำไมเตี่ยถึงได้ใจร้ายกับเขาขนาดนั้น รถบีเอ็มคันหรูวนรถกลับอย่างรวดเร็วพร้อมกับเหยียบคันเร่งมิดไมล์ด้วยอารมณ์หงุดหงิด เส้นทางที่จะไปเปลี่ยนไปทันที ชุนยกโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาพร้อมกับกดโทรหารายชื่อที่คุ้นเคยทันที “เส้นฟาง พี่ไม่ได้ไปหาแล้วนะคะ พอดีมีธุระด่วน” . . .
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD