.
.
หลังจากที่ทานอาหารกันเรียบร้อย ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับ มีเพียงชุนและเฮียตงกับภรรยาที่ยังคงนั่งอยู่ตามคำสั่งของเตี่ยว่าให้อยู่คุยกับต้นหยกก่อนดึกๆ ค่อยกลับ ส่วนป๊ากับม๊าของต้นหยกก็ขอตัวขึ้นห้องก่อน ปล่อยให้ทั้งสี่คนนั่งคุยกันอยู่ที่ห้องรับแขกเหมือนจงใจ ชุนนั่งไขว่ห้างพิงพนักโซฟาเล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจหญิงสาวที่นั่งข้างๆ เขาเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้ย! ชุน! ไม่คุยกับน้องหน่อยหรอวะ? ไม่เจอกันมาตั้งนาน”
“ก็แค่ไม่ได้เจอ ไม่ได้ป่วยใกล้ตายสักหน่อย จะรีบคุยทำไม”
“ไอ้นี่ ปากแกนี่ไม่น่าหาเมียได้นะชาตินี้”
“หึ...ทำไมจะหาไม่ได้ ก็มีคนแถวนี้ ยอมถวายตัวแลกกับสมบัติของตระกูลเราอยู่นี่ไง ตราบใดที่มีเงินหาไม่ยากหรอกเมีย”
ป้าบ!!
เฮียตงอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นไปตบศีรษะน้องชายตัวดีที่พูดจาไม่ให้เกียรติหญิงสาวที่นั่งข้างๆ เอาเสียเลย ต้นหยกที่ตอนแรกดีที่จะได้คุยกันก็นั่งเงียบ เธอพึ่งรู้ว่าความคิดของชุนที่มีต่อเธอเป็นแบบไหน เขาไม่เคยรู้เลยว่าที่เธอยอมเพราะอะไร แม้เธอจะตั้งใจว่าต่อให้ชุนไม่เหลืออะไรเธอก็จะอยู่กับเขาไม่ทิ้งเขาไปไหนแน่นอนก็ตาม
“โอ้ย! เจ็บนะเฮีย โห...ฟาดมาซะเต็มแรง”
“เจ็บสิดี จะได้มีสติ”
“ชุนก็พูดแรงไปนะพี่ว่า”
“นี่พี่ซินก็เข้าข้างเฮียหรอเนี่ย”
ซินยิ้มบางๆ แต่สายตาดุจ้องมองน้องชายพร้อมกับส่ายหัว ก่อนที่เฮียตงจะกลับไปนั่งที่เดิมแล้วหันไปทางต้นหยกที่นั่งเงียบอยู่นานอย่างเป็นห่วง
“อย่าถือสาหมาในปากมันเลยนะหยก”
“นั่นสิ อาชุนโตมาก็นิสัยเปลี่ยนนิดหน่อยน่ะ”
เฮียตงและซินพยายามพูดปลอบใจน้องสาว ต้นหยกยิ้มเจื่อนๆ แล้วพยักหน้าแค่นั้นก่อนจะลอบมองชุนที่นั่งนิ่งเงียบไม่มีคำขอโทษใดๆ และไม่สนใจความรู้สึกของเธอว่าเสียใจแค่ไหนกับคำพูดไม่แยแสของเขา
“พูดกับน้องหน่อยสิอาชุน”
“จะให้พูดอะไร? แล้วทำไมเธอไม่พูดล่ะ อยู่ๆ เกิดเป็นใบ้ขึ้นมาหรือไง”
“เอ่อ...เฮียชุน...”
“อะไร”
ซินที่บอกให้ชุนพูดคุยกับต้นหยก แต่เขาก็ไม่วายปากเสียใส่พร้อมกับปรายตาคมมองเธออย่างไม่พอใจนัก และไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยถามอะไรเขาก็ตอบรับเสียงเข้มใส่เสียอย่างนั้น เธอจึงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ
“เฮียชุนเป็นยังไงบ้าง ไม่เจอกันนานเลย....”
“ก็ยังเห็นอยู่นี่ ยังไม่ตาย”
“เอ๊ะ!...ไอ้น้องเวร”
“ก็มันเป็นคำถามที่ไม่น่าถาม”
“แล้วมึงจะให้น้องถามอะไร น้องแค่อยากรู้ว่าที่ผ่านมามึงเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ตอบไปแล้วไง”
เฮียตงถึงกับส่ายหน้ากับความดื้อดึงของผู้เป็นน้อง ซินถึงกับถอนหายใจพลางคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้ต้นหยกจะต้องเจออะไรบ้าง เพราะดูท่าทางของชุนแล้วไม่น่าจะยอมรับง่ายๆ แน่ ขนาดเจอกันตรงๆ เขายังไม่คิดจะหวั่นไหวเสียบ้างเลย ต้นหยกก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรทั้งรูปร่างหน้าตากิริยามารยาท แต่ชุนกลับมองข้ามไปซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่าหลงอะไรเส้นฟางหนักหนา
“สรุปจะคุยกับน้องไหม?”
“ไม่รู้จะคุยอะไร ไม่มีเรื่องคุย”
“ดี งั้นก็นั่งเงียบๆ มันอย่างนี้แหละ ไม่ดึกไม่กลับ ถึงกลับไปเตี่ยได้โมโหโวยวายแน่ๆ”
“ผมไม่อยู่นั่งโง่ๆ แบบนี้หรอกนะ มีที่ต้องไป”
“อย่าบอกนะ....”
“ใช่”
“ไอ้ชุนเอ๊ย...มึงจะแต่งงานแล้วนะ ห่างได้ห่าง...”
“ไม่...ผมไม่ได้เต็มใจแต่งงาน”
“ไอ้ชุน!! ทำไมพูดออกมาต่อหน้าต้นหยกแบบนั้นวะ”
“เฮียตงใจเย็นๆ ก่อน”
เรื่องมันเริ่มรุนแรงขึ้นจนซินถึงกับต้องร้องห้ามเมื่อเฮียตงลุกขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น เพราะครั้งนี้ชุนหักหน้าต้นหยกเกินไป เฮียตงคิดว่าอย่างน้อยน่าจะเห็นแก่ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็ก รักษาน้ำใจหน่อยก็ดี เพราะยังไงก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะเฮียตง หยกไม่ถือ...คิดซะว่าเฮียชุนระบายความในใจ หยกก็จะได้รู้ด้วยว่าเฮียชุนคิดยังไง”
“โธ่...หยก”
“หึ...เพราะเธอนั่นแหละที่ทำให้พี่น้องทะเลาะกัน ไม่ต้องมาทำเป็นนางเอกใสซื่อ”
“เพราะตัวแกเองนั่นแหละไอ้ชุน ไม่ต้องไปโทษน้องมันเลย”
“ผมขี้เกียจเถียงเฮียแล้ว แค่ถามก็ไปได้ใช่ไหม? ได้!”
ชุนหันทั้งตัวไปทางต้นหยกและจ้องมองเธอเขม็งพร้อมกับยื่นใบหน้าหล่อๆ นั้นเข้าไปใกล้ๆ ต้นหยกถอยออกเล็กน้อย เพราะความใกล้เกินไปทำให้แก้มเนียนขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขิน ยังไงคนตรงหน้าก็เป็นคนที่เธอรักมาตลอดไม่เปลี่ยน
“งั้นตอบมา...ทำไมเธอถึงตกลงแต่งงานกับฉัน เธอต้องการอะไร สมบัติ หรือเงินช่วยครอบครัว เท่าไหร่ว่ามาฉันจะจ่ายให้”
“เอ่อ...ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ..”
สีหน้าของต้นหยกที่เคอะเขินตอนแรกเปลี่ยนไปเป็นอึดอัดกับคำถามของชุน และเขาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ โดยไม่สนสายตาของเฮียตงและซินเลย เฮียตงเห็นอย่างนั้นจึงลุกขึ้นพร้อมซินและเดินเข้าไปแยกชุนออกมาทันที
“ป่ะ กลับ...กูว่าไม่เวิร์คล่ะ กลับๆ”
“ผมยังไม่ได้คำตอบ”
“ไม่ต้องอยากได้คำตอบ มึงไม่อยากคุยอยู่แล้วไม่ใช่? ไป..กลับ”
ไม่ทันที่จะได้ฟังคำตอบเฮียตงก็ทั้งลากทั้งดึงน้องชายของตนกลับ แต่ชุนก็ยังไม่วายจ้องมองเธอทั้งที่ยังโดนลากออกจากบ้านอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อทั้งสามคนเดินออกไปจนลับตา หญิงสาวที่นั่งอยู่ถึงกับถอนหายใจอย่างนึกโล่งอก อะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนั้นกันนะ มีอะไรที่เธอยังไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัวหรือเปล่า ต้นหยกได้แต่คิดแล้วสงสัยอยู่อย่างนั้น
เช้าวันต่อมา
ก๊อกๆ
“ค่ะ ห้องไม่ได้ล็อกค่ะ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเดินเข้าห้องมาด้วยรอยยิ้มหวาน ต้นหยกหันไปมองแม่ของตนก่อนจะหันไปแต่งตัวต่อเหมือนปกติในชุดทำงานเรียบง่ายเหมือนเช่นทุกวัน ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเข้ามาช่วยม้วนมวยผมและมัดให้
“วันนี้ไปลองชุดแต่งงานนะลูก”
“ฮะ? วันนี้เลยหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ อาเพ่ยม๊าของอาชุนโทรบอกที่ร้านลองชุดไว้แล้ว”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวม๊าส่งที่อยู่ร้านมาให้หยกด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องลำบากหรอกลูก เดี๋ยวอาชุนมารับ”
“...เขาจะยอมมาหรอคะม๊า”
“มาสิ อาชุนโทรมาบอกม๊าแล้ว”
“อ๋อ...ค่ะ”
ต้นหยกแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินว่าเขาโทรมาหาผู้เป็นแม่ของตนแล้วบอกว่าจะมารับไปลองชุดแต่งงานด้วยกัน ทั้งที่เมื่อคืนเขายังมีท่าทีเหมือนจะล้มงานแต่งอยู่เลย ต้นหยกเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนจะเก็บของเตรียมกระเป๋าและพาแม่ลงไปรอข้างล่างโดยไม่ได้พูดอะไรหรือบอกแม่ของตนเรื่องเหตุการณ์เมื่อคืน
เหตุการณ์ก่อนหน้า
ชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงดูดีมีระดับขับรถบีเอ็มคันหรู มือข้างหนึ่งควงพวงมาลัยอีกข้างจับกล่องของขวัญขึ้นมามองก่อนจะยกยิ้มเมื่อนึกถึงเจ้าของกล่องของขวัญนี้ที่เขาตั้งใจจะซื้อไปมอบให้ พร้อมกับเหยียบคันเร่งมิดไมล์เพื่อจะได้เจอแฟนสาวให้ไวที่สุด
ครืดดดดด...
ชุนปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์เล็กน้อยก่อนจะกดรับสายผ่านหน้าจอรถพร้อมกับน้ำเสียงที่ดูอารมณ์ดี ไม่ว่าใครจะโทรมาตอนนี้เขาอารมณ์ดีด้วยหมด
“ครับเตี่ย”
(ไอ้ลูกเวร แกอยู่ไหน?)
“ขับรถอยู่ เตี่ยมีอะไรหรือเปล่า”
(เออดี! ขับตรงไปบ้านเจริญกุลเลยนะ พาอาหยกไปลองชุดแต่งงาน)
เอี๊ยดดด!!
คำพูดของผู้เป็นพ่อทำเอาเขาเหยียบเบรกแทบจะทันทีทันใด จากอารมณ์ดีตอนนี้สีหน้าไปเหมือนกิ้งก่า คิ้วเข้มขมวดชนกันแน่นเป็นปม ประโยคคำสั่งเมื่อครู่ทำเอาเขาหัวเสีย
“อะไรนะ?! ตอนนี้เนี่ยนะ รีบไปไหนอีกตั้งเดือนหน้า”
(เดือนหน้าก็จริง แต่เป็นต้นเดือน)
“ฮะ?! ทำไมต้องไปรับ ไม่ได้เป็นง้อยก็ขับรถไปเองสิ”
(นี่คือคำสั่ง! ม๊าแกโทรนัดไว้แล้ว ถ้าไม่ไปเดี๋ยวนี้หรือแกเล่นลิ้น ก็อย่าหวังจะได้มรดกสักแดงเดียว ฉันจะยึดบัตรแกให้หมด ยึดคอนโด ยึดธุรกิจที่แกสร้างมา ยึด! ยึด! ยึด!)
ปลายสายพูดจบก็วางสายทันทีโดยที่ชุนไม่ได้อ้าปากโต้ตอบใดๆ คำว่ายึดธุรกิจของเขายังก้องอยู่ในหู ที่เขากลัวที่สุดคือสิ่งนี้ เพราะเตี่ยสามารถดิสเครดิตของเขาได้ เท่ากับเขาจะทำธุรกิจอะไรก็ไม่ได้ นอกจากจะไปเป็นพ่อค้าขายข้าวแกงตามข้างทาง ชุนตบพวงมาลัยอย่างหัวเสีย ไม่เข้าใจว่าทำไมเตี่ยถึงได้ใจร้ายกับเขาขนาดนั้น
รถบีเอ็มคันหรูวนรถกลับอย่างรวดเร็วพร้อมกับเหยียบคันเร่งมิดไมล์ด้วยอารมณ์หงุดหงิด เส้นทางที่จะไปเปลี่ยนไปทันที ชุนยกโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาพร้อมกับกดโทรหารายชื่อที่คุ้นเคยทันที
“เส้นฟาง พี่ไม่ได้ไปหาแล้วนะคะ พอดีมีธุระด่วน”
.
.
.