.
.
หลังจากที่ทุกคนกำลังจัดเตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้นอยู่ในครัว มีเพียงเฮียตงที่จัดโต๊ะอาหารโต๊ะใหญ่อยู่ด้านนอกไม่ไกลจากในครัวมากนัก ชุนก็รีบเดินปรี่เข้าไปหาพี่ชายของเขาทันทีเมื่อมาถึง เฮียตงเงยหน้ามองน้องชายตัวเองก่อนจะยิ้มรับเหมือนปกติ
“มาแล้วหรอ ไอ้เสือ”
“ก็เห็นไหมล่ะ”
“อ้าว ไอ้น้องเวร”
“ทำไมเฮียถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
“อ้าว เตี่ยไม่ได้บอกหรอ? ว่าวันนี้นัดทานข้าวสองครอบครัว”
“ไม่นะ...ผมออกมาก่อน”
“มึงนี่น้า...เขาต้องนัดทานข้าวกันเพื่อหารือสถานที่จัดงานแต่งมึงไง เห็นว่าได้ฤกษ์เดือนแล้วนี่”
ชุนขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นพี่เอ่ยขึ้น ทำไมเป็นเขาคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทุกอย่างมันดูรวดเร็วและเร่งรีบจนเขารู้สึกหงุดหงิด เขายังไม่ได้บอกแฟนสาวของเขาเลยด้วยซ้ำ
“มันต้องรีบขนาดนั้นเลยหรอวะเฮีย?”
“มึงก็คิดในแง่ลบเกินไป มันอาจจะมีฤกษ์ดีฤกษ์เดียวในปีนี้แล้วก็ได้”
“งั้นก็แต่งปีหน้าดิ ไม่ให้ทำความรู้จักอะไรกันหน่อยหรอ ว่ายัยนั่นจะนิสัยหน้าเงินอย่างที่คิดหรือเปล่า”
เฮียตงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้องชายของตนพูดถึงต้นหยกแบบนั้น ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเพราะคิดว่าน้องชายของตนคงเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ
“เฮ้ย...ทำไมพูดว่าน้องแบบนั้น มึงรู้จักเขาหรอ?”
“ก็รู้จักตอนเด็กๆ ไง โตมาไม่คิดว่าจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินจุนเจือครอบครัว งานอื่นไม่มีทำหรือไงวะ”
“ต้นหยกไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกนะเว้ย น้องออกจะฉลาดแม่บ้านแม่เรือน นิสัยใจคอเหมาะสมสมกับเป็นลูกสาวตระกูลใหญ่ นี่...แล้วการที่เขายอมแต่งงานกับมึงเพราะเตี่ยของเราเสนอเอง เขาได้ไปร้องขอสักหน่อย อีกอย่างต้นหยกน่ะรัก....”
“พอๆ ผมไม่อยากฟังเรื่องของยัยนั่นหรอกนะ เฮียต้องเข้าข้างผมไม่ใช่หรอ ผมน้องชายแท้ๆ เฮียนะครับ”
เฮียตงส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอากับความคิดในแง่ลบของน้องชาย ที่ชุนคิดลบขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะเตี่ยไม่ยอมรับแฟนสาวของเขา เลยทำให้รู้สึกพาลแบบนี้ และคงคิดอีกว่าต้นหยกไม่สนใจว่าจะแย่งเขามาจากแฟนสาวหรือเปล่า แต่ความจริงแล้วต้นหยกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีแฟน จะเรียกแฟนได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
เฮียตงรู้ดีว่าเส้นฟางยังไม่ได้ให้สถานะกับชุนเสียด้วยซ้ำ แค่นอนด้วยกันไปมาหาสู่กันบ้าง ชุนก็ประเคนให้ทุกอย่างและทึกทักไปเองว่าเป็นแฟนตน ผู้หญิงก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ความสัมพันธ์มันเลยคลุมเครือไปหมด
“อ้าว...ชุนมาแล้วหรอลูก ตายจริงม๊านึกว่าจะมาพร้อมเตี่ยเฟยซะอีก”
“สวัสดีครับม๊า พอดีผม...ว่างน่ะครับ แล้วเห็นว่าเฮียตงมาถึงแล้วเลยตามมา”
ชุนยกมือไหว้แม่ของต้นหยกอย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้ม ถึงเขาจะขัดใจเรื่องแต่งงานแต่เขาก็ไม่ได้เกลียดครอบครัวนี้ กลับโยนความผิดไปให้ต้นหยกคนเดียวหมด เพราะถ้าเธอไม่ยอมรับการแต่งงานมันก็ยังพอมีทางออกที่เขาจะเป็นอิสระ แต่สาวเจ้าดันยอมรับนี่สิ สองครอบครัวก็เคารพการตัดสินใจของสาวเจ้า เวรกรรมเลยตกมาอยู่ที่เขาแบบนี้
“มาๆ มานั่งพักก่อน เดี๋ยวม๊าให้น้องเอาน้ำเย็นมาให้ ชุนยังไม่เคยเห็นน้องเลยนี่ใช่ไหม?”
“เอ่อ....เจอกันแล้วครับ แค่แปปเดียว”
“จริงหรือ? ถ้าได้เห็นชัดๆ แล้วจะตกใจ น้องโตขึ้นสวยกว่าแต่ก่อนเยอะนะ”
ชุนยิ้มแห้งๆ กับแม่ของต้นหยกที่ยิ้มจนแก้มปริอย่างภาคภูมิใจในลูกสาวของตน ก่อนที่แม่ของต้นหยกจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อจะบอกให้ต้นหยกเอาน้ำ เอาท่าไปเสิร์ฟว่าที่ลูกเขยของบ้าน ชุนหันมองหน้าเฮียตงที่กำลังมองเขาแล้วยิ้มกริ่ม รอยยิ้มของพี่ชายตนทำเอาเขารู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลย
“ยิ้มอะไรนัก ก็บอกว่าเห็นแล้ว”
“เชื่อเถอะว่ามึงยังไม่ทันได้มองหน้าน้องอย่างละเอียด”
“มองละเอียดแค่ไหนผมก็ไม่สน”
“ครับ พ่อคนรักเดียว”
ในขณะที่เฮียตงพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียนน้องชายของตน ต้นหยกก็ยกน้ำเปล่าออกมา หญิงสาวในชุดผ้ากันเปื้อนทำให้เห็นทรวดทรงองค์เอวชัดเจนเพราะผูกผ้ากันเปื้อนพอดีตัว เธอตัวเล็ก แถมยังผิวขาวอย่างกับหยวกกล้วย ใบหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่อง ปากรูปกระจับสีแดงสดเหมือนทาลิปสติกตลอดเวลาแต่มันอวบอิ่มดูสุขภาพดีโดยไม่ต้องแต่งแต้มเลย จมูกเรียวเป็นสันพอดีกับรูปหน้า ตากลมโต ขนตาเป็นยาวแพร คิ้วตรงสวยเรียงเส้น
ดูโดยรวมแล้วอ่อนหวานเรียบร้อย มองแล้วสบายหูสบายตาสมชื่อต้นหยก สวยงามเหมือนหยก มันคงจะจริงที่เฮียตงพูดว่าเขาไม่ได้เห็นเธอหรือมองอย่างละเอียด ครั้งนี้ได้มองใกล้กว่าเมื่อตอนบ่ายเสียด้วยซ้ำ เพราะเธอโน้มตัวลงวางแก้วน้ำให้เขา กลิ่นตัวของเธอเหมือนดอกไม้หอมเย็นลอยมาแตะจมูกยิ่งทำให้อยากดอมดมใกล้กว่าเดิมเสียอีก นั่นคือทั้งหมดที่ทำให้ชุนมองค้าง
“อะแฮ่ม...”
เฮียตงมองน้องชายของตนที่จ้องมองต้นหยกค้าง ก่อนจะกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติของน้องชายที่ปฏิเสธหัวชนฝาการแต่งงานกับหญิงสาวตรงหน้า ตอนนี้กลับมองสาวเจ้าค้างเติ่งเสียอย่างน้อย
“สวัสดีค่ะ...เฮียชุน”
“.....อืม....”
หลังจากที่วางแก้วน้ำเรียบร้อยต้นหยกก็หันไปยกมือไหว้ชุนอย่างอ่อนช้อยสวยงาม บ่งบอกการฝึกอบรมมารยาทมาอย่างดี เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อเขาตอบรับ ชุนกระแอมกับตัวเองก่อนจะยกน้ำเย็นดื่มพร้อมกับเฉมองไปทางอื่นแทน ต้นหยกหันไปยิ้มให้เฮียตงก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อช่วยแม่และซินเตรียมอาหารต่อ
“แหม่...มองค้างเลยนะไอ้น้องรัก”
“ก็แค่มอง”
“อึ้งละสิ กูบอกแล้วว่ามึงมองไม่ละเอียด”
“ใครสน ยังไงผมก็....”
“ไม่แต่ง?”
“มันก็ต้องแต่งอยู่แล้ว เพราะเตี่ยเอาสมบัติมาล่อไง”
“เหรอ”
“ตอนแรกว่าจะมาปรึกษาเฮียเนี่ย ว่าจะทำยังไงได้บ้างที่เตี่ยจะยอมรับเส้นฟางและยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้”
“กูอยู่ข้างเตี่ย”
“อ้าว...”
“แต่งๆ ไปเถอะน่า กูเชื่อว่าต้นหยกไม่ได้เลวร้ายหรอก ต้นหยกเป็นคนดี แต่งไปสักปีถ้ามึงไม่ได้รักน้องจริงๆ มึงก็ขอหย่า หรือน้องอาจจะทนมึงไม่ได้ ไม่ถึงปีน้องอาจจะขอหย่าแทนก็ได้”
เฮียตงพูดขึ้นมาอย่างติดตลกเพราะเขาคิดว่าถ้าแต่งแล้วอยู่ไป ชุนอาจจะตกหลุมรักต้นหยกหัวปักหัวปำเลยก็ได้ แต่ชุนกลับไม่ได้คิดแบบนั้น แต่คิดถึงคำพูดของผู้เป็นพี่ที่บอกว่า ถ้าเธอทนไม่ได้อาจจะหย่าก่อน ในหัวของเขาจึงคิดแผนร้ายขึ้นมา แล้วยกยิ้ม
“นั่นสินะ...”
“อย่ามัวยิ้มคนเดียวไอ้เสือ ไปช่วยกันยกกับข้าว ต้นหยกลงมือทำเองเลยนะ”
เฮียตงพูดพร้อมกับตบบ่าของน้องชายตนแล้วเดินเข้าครัวไป ชุนไม่ได้พูดอะไรเดินตามพี่ชายของตนเข้าครัวไปเช่นกัน สองหนุ่มช่วยกันยกอาหารและจัดโต๊ะจนเสร็จเรียบร้อย
ไม่นานนักผู้ใหญ่ของทั้งสองครอบครัวก็เข้ามาในบ้านและนั่งคุยกันบนโต๊ะอาหารเพื่อรอทานอาหาร ส่วนต้นหยกขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเนื้อตัวเลอะน้ำมันไปหมด โดยมีแม่ไปช่วยแต่งตัวด้วย
“อาชุน ป๊าวานไปตามอาหยกกับม๊าหน่อย ได้เวลาแล้ว”
“ครับ”
พ่อของต้นหยกหันไปบอกชุนก่อนที่จะหันไปคุยกับเตี่ยของชุนต่อ ชุนพยักหน้าตอบรับก่อนจะลุกออกจากที่นั่งและเดินขึ้นบันไดไป เขารู้ที่ทางของบ้านนี้เป็นอย่างดี เพราะเคยมาวิ่งเล่นกับต้นหยกตอนเด็กๆ ถึงจะนานมากแล้วแต่ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
ห้องต้นหยก
ภายในห้องผู้เป็นแม่จัดแจงเสื้อผ้าชุดจีนกี่เพ้ารัดรูปแหวกสูงสีเขียวออกฟ้าให้ลูกสาว มันไม่ใช่ชุดโบราณเสียทีเดียว แต่มันเป็นชุดกี่เพ้าสมัยใหม่ ก่อนจะปักปิ่นหยกให้ลูกสาวที่เก้ามวยผมขึ้นหลวมๆ ผู้เป็นแม่จับไหล่ลูกสาวให้หันไปทางตนก่อนจะมองใบหน้าของลูกสาวด้วยรอยยิ้มที่ปลื้มปริ่ม
“สวยมากลูก”
“ชุดของม๊าสวยมากกว่าค่ะ เลยดูสวย”
“รู้ไหมว่าชุดนี้ม๊าใส่ไปดูตัวกับป๊าของลูก แล้วป๊ามองค้างเชียวนะ”
“ก็ม๊าสวยนี่คะ”
ต้นหยกพูดพลางโอบกอดผู้เป็นแม่อย่างรักใคร่ หญิงวัยกลางคนก็กอดลูกสาวคนเดียวของเธอตอบเช่นกัน ก่อนจะก้มลงพูดกับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตนเหมือนการสั่งเสียที่ต้องส่งลูกสาวให้บ้านอื่นไป
“หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยพี่เขานะลูกหนูจะงอแงเหมือนอยู่กับป๊ากับม๊าไม่ได้นะ ต้องใจเย็นให้มากๆ”
“โธ่...ม๊า หยกไม่อยู่ในงานแต่งสักหน่อย แค่กินข้าวเอง”
ต้นหยกเงยหน้ามองผู้เป็นแม่ที่น้ำตาคลอเบ้าก่อนจะทำหน้ายู่ เธอรู้ดีว่าแม่ของเธอรักและเป็นห่วงเธอแค่ไหน คงใจเสียไม่น้อยที่กลับไทยมาก็ต้องแต่งงาน ได้อยู่ด้วยกันแค่เดือนเดียวก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านสามี
ก๊อกๆ
“ขอโทษครับ...เถ้าแก่เฉิงให้มาตาม”
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนที่สองแม่ลูกจะได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นเคย แม่ลูกมองหน้ากันก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเดินไปเปิดประตูห้องก็เห็นว่าชุนยืนรออยู่
“ได้จ้ะ เดี๋ยวม๊าลงไปนะ”
“ครับ ม๊า”
ชุนพูดจบก็เดินลงไปก่อนโดยที่ไม่ได้มองเข้าไปในห้อง ผู้เป็นแม่หันไปกวักมือเรียกลูกสาวของตนก่อนจะพากันเดินลงไปชั้นล่างเพื่อร่วมทานข้าว
ต้นหยกเดินลงบันไดพร้อมกับประคองผู้เป็นแม่เดินเข้าห้องอาหาร ทุกสายตามองไปทางเดียวกัน สองหนุ่มพี่น้องมองต้นหยกค้างรวมไปถึงซินที่มองน้องสาวด้วยตาเป็นประกาย ก่อนที่เฮียตงและซินจะหันไปมองหน้าของชุนที่มองค้างอีกครั้ง สายตาของชุนที่มองมาทำเอาต้นหยกเขินไม่น้อย เตี่ยเองก็เห็นว่าลูกชายมองว่าที่สาวขนาดนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้
“สวยล่ะสิไอ้ลูกชาย ฮ่าๆๆ”
ชุนละสายตาจากหญิงสาวก่อนจะหันไปมองตามเสียงที่ร้องทักเขาพร้อมกับเงียบไม่ตอบ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอสวยมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคิดที่จะทำให้เธอร้องหย่ากับเขาก่อนหนึ่งอยู่ดี
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างสนุกสนานและมีความสุข ยกเว้นชุนที่นั่งทานข้าวเงียบๆ ถึงแม้กับข้าวจะอร่อยมากจนทุกคนบนโต๊ะชมแต่มีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เอ่ยชมอะไร สีหน้าของชุนยังคงเรียบนิ่ง จนผู้เป็นแม่ที่นั่งข้างๆ จับไหล่ลูกชายคนเล็กเบาๆ พร้อมกับเอียงหน้าถาม
“เป็นไรหรือเปล่าลูก เงียบเชียว”
“ม๊าก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ครับ”
คำตอบของชุนทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับหันไปมองหน้าของพ่อต้นหยกเลิ่กลั่ก ถึงเขาจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าชุนไม่อยากแต่งงานกับต้นหยก
“ไม่มีอะไรหรอกอาเฉิง อาชุนอีไม่ค่อยสบายน่ะ”
“ผมสบายดี”
“ไอหย๋า...ไอ้ลูกคนนี้...มรดกน่ะมรดก”
เตี่ยพูดขึ้นก่อนจะหันหน้าไปทางชุนแล้วกระซิบจนเขานั้นเงียบกริบ ก่อนที่เตี่ยจะหันไปยิ้มให้เถ้าแก่เฉิงและครอบครัว แม้อึดอัดใจกับลูกชายตนไม่น้อย
“ยังไงก็ฤกษ์งามตามเดิมนะเอาเฉิง สองตระกูลดองกันยิ่งใหญ่กว่าเดิม ฮ่าๆๆๆ”
“หึ....”
ครอบครัวสองครอบครัวหัวเราะไปด้วยกันเว้นแต่ชุนที่แสยะยิ้มก่อนจะนั่งพิงพนักเก้าอี้จ้องมองต้นหยกที่นั่งตรงข้ามตน ตาเขม็งทำเอาหญิงสาวถึงกับทำตัวไม่ถูก
.
.
.