บทที่ 2.1 : ยามดอกซิ่งฮวาโรยรา

2589 Words
ร่างระหงที่เคยงดงามกลับผ่ายผอม ใบหน้าสวยเคล้าโศกทอดมองออกไปนอกตำหนักเย็นที่มีหิมะโปรยปรายอย่างเศร้าสร้อย อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้แต่ร่างบอบบางซูบผอมของซีซวีหยวนยังคงมองกิ่งก้านของดอกซิ่งฮวา [1] ที่ดูมีชีวิตชีวาเพียงสิ่งเดียวภายในตำหนักมืดมนแห่งนี้กำลังร่วงโรยยามฤดูเหมันต์ นางอยู่ตำหนักเย็นแห่งนี้มาสามฤดูกาล [2] แล้ว ตั้งแต่วสันตฤดู [3] จวบจนเหมันตฤดู [4] ไร้ผู้ใดเยี่ยมเยียน แม้กระทั่งพระสวามีของนางก็ไม่แม้แต่จะมาหานาง ตำหนักแห่งนี้ทั้งเล็กทั้งมืดและหนาวเย็น กลางคืนนางต้องช่วยหนิงหนิงจุดเตาไฟจากกองฟืนที่บางครั้งจุดติดบ้างไม่ติดบ้างเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ฟืนเก่าๆ ช่างน้อยนิดและไม่มีผู้ใดนำกองฟืนมาเพิ่มให้กับตำหนักแห่งนี้ เห็นที…คืนนี้นางคงต้องนอนโดยไม่มีกองฟืนเพราะกองฟืนสุดท้ายที่หนิงหนิงได้จุด มอดไหม้จนหมดสิ้นเสียแล้ว ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด หลังคามีแตกพังหลายจุด ยามฤดูคิมหันต์ช่างร้อนอบอ้าว ยามฝนตกทั้งหนาวทั้งชื้น นางและหนิงหนิงช่วยกันหาสิ่งที่สามารถรองน้ำฝนจากหลังคาชำรุดได้เท่าที่มี เพื่อไม่ให้น้ำจากหลังคาไหลเจิ่งนองในตำหนักแห่งนี้ มีเพียงตั่งเก่าๆ ที่นางและหนิงหนิงนอนบดเบียดเพื่อแบ่งปันความอบอุ่นซึ่งกันและกัน นางไม่รังเกียจนางกำนัลข้างกายที่มีเหลืออยู่เพียงคนเดียว หนิงหนิงคือเพื่อนคนเดียวของนางและอาจเป็นเพื่อนคนสุดท้ายของนาง ที่อยู่จนกว่าจะตายตกไปตามกัน ตำหนักเย็นเงียบเหงาแห่งนี้ดึงดูดแต่ความโศกเศร้าของนางไปจนหมด ที่แห่งนี้จึงไม่มีแม้แต่สิ่งมีชีวิตกล้ำกราย แม้วันที่แดดจัดแต่ตำหนักแห่งนี้ช่างดูมืดมนยิ่งนัก หน้าต่างที่มีช่องแสงเพียงน้อยนิดถูกไม้แผ่นหนาตีปิดเพื่อกั้นหนทางหนีรอด ประตูเพียงบานเดียวที่จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อมีคนจากตำหนักกลางมาส่งอาหารเพียงวันละครั้งเท่านั้น บรรดานกน้อยต่างบินมาแล้วจากไปราวกับสัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย นางถูกถอดยศฮองเฮา ไร้เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา เครื่องประดับและเครื่องประทินโฉมใดๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของนาง ไม่มีสิ่งของเหล่านั้นนางก็อยู่ได้ เพียงแต่ความเป็นอยู่เช่นนี้ไม่ต่างจากคุกหลวง ไร้อิสระ ไร้สีสัน ไร้ความสุข… ตำหนักเก่าอันทรุดโทรมเช่นนี้หากนางอยู่ลำพังคงจะลำบาก ดีที่นางยังมีหนิงหนิงข้างกาย อาหารแต่ละมื้อต้องแบ่งกันกิน บางครั้งก็เย็นชืดราวกับว่าเป็นของเหลือนานแล้วแต่นางและหนิงหนิงเลือกไม่ได้ “แค่กๆๆ วันนี้หนาวเป็นพิเศษนะหนิงหนิง เจ้าหนาวบ้างหรือไม่” เสียงแหบแห้งของซีซวีหยวนเอ่ยกับนางกำนัลของตนด้วยความอิดโรยกว่าทุกวัน ดวงตาคล้ายพร่ามัวมองดอกซิ่งฮวาที่ดูจะมืดมนสำหรับนาง มือเล็กผอมแห้งจนเห็นกระดูกลูบหน้าท้องด้วยความเจ็บหน่วงอย่างอดทน ก่อนจะได้รับการประคองจากนางกำนัลผู้ซื่อสัตย์ให้ลุกขึ้นมานั่งที่ปลายเตียงเล็กแคบ ตอนนี้ร่างกายของซีซวีหยวนแทบจะเหมือนโครงกระดูก ความสวยสดงดงามไม่มีอีกต่อไป ใบหน้าสวยทอดมองประตูอยู่บ่อยครั้งก่อนจะเอ่ยถามนางกำนัลหนิงหนิงที่ร้องไห้อยู่เคียงข้าง “เจ้าร้องไห้ไปทำไม เจ้าหนาวหรือ…วันนี้ข้าดูเหมือนจะกินน้อยเกินไปจึงปวดท้องเช่นนี้ ยังมีอะไรเหลือบ้างหรือไม่” หนิงหนิงมองเจ้านายของตนที่ร่างกายซูบผอมและอิดโรย กินอะไรเข้าไปก็ได้แต่อาเจียนออกมาตลอดสามฤดูกาลที่ผ่านมา ตัวเล็กเช่นนี้แต่ฮองเฮาของนางกลับหน้าท้องเติบโตขึ้นเล็กน้อยอย่างผิดปกติ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่นางก็ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมฮองเฮาของตนจึงมีอาการเช่นนี้ หากจะทรงพระครรภ์คงจะไม่ใช่เป็นแน่ เพราะฮ่องเต้ไม่เคยได้ร่วมหอกับฮองเฮาของนางเท่าที่รู้ หมู่นี้ฮองเฮามักจะเอ่ยถึงเรื่องในอดีตก่อนเคยเข้าวังหลวง เรื่องที่แม้แต่นางเองก็ยังไม่รู้ว่าฮองเฮาของตนนั้นมีใจผูกสมัครรักใคร่ต่อฮ่องเต้เพียงไร นางกำนัลหนิงหนิงมองถ้วยชามอาหารที่เหลือเพียงน้ำข้าวต้มก้นชามอย่างอดสูก่อนจะนำมาให้ฮองเฮาของตนเองเสวยอย่างเจ็บปวด “มีเหลือเพียงเท่านี้เพคะฮองเฮา ทนอีกนิดนะเพคะ พอเช้าแล้ว…นางกำนัลจากตำหนักกลางก็จะมาส่งข้าวส่งน้ำแล้วเพคะ เช่นนั้นข้าจะติดสินบนให้นางนำฟืนมาให้ ข้ายังเหลือต่างหูเงินที่ซ่อนเอาไว้ ยังดีที่ตอนตรวจร่างกาย ขันทีของฝ่าบาทช่างเมตตานัก แม้จะเห็นแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ฝ่าบาทคงจะเห็นใจเราอยู่บ้างนะเพคะ ได้ข่าวว่าข้างนอกทำการศึกโดยฝ่าบาทนำทัพเอง ข้าคิดว่าหากศึกสงครามจบลงฝ่าบาทต้องปล่อยฮองเฮาออกไปแน่นอนเพคะ ในความคิดของข้า ที่ฝ่าบาทปลดฮองเฮามาอยู่ที่ตำหนักเย็นน่าจะเกี่ยวข้องกับศึกสงคราม อยู่ในนี้…ฮองเฮาจะปลอดภัย” สายตาของซีซวีหยวนนิ่งงันไปสักพัก นางไม่ได้ออกความเห็นอะไรเกี่ยวกับพระสวามีก่อนจะทอดมองใบหน้าทรุดโทรมของนางกำนัลคนสนิทและส่ายหน้าบอกให้หนิงหนิงที่หยิบยื่นถ้วยข้าวต้มเย็นชืดให้ นางสั่งให้นางกำนัลคนสนิทพาตนไปที่เก้าอี้ที่ตั้งอยู่กลางห้องโดยไม่ได้ออกความเห็นอะไร “เหลือเพียงแค่นี้ เจ้าเก็บไว้กินเถิด เจ้าแทบไม่ได้กินเลย ข้าทนได้…พาข้าไปที่เก้าอี้ตัวนั้นได้หรือไม่ ข้านอนมาเช่นนี้หลายวันแล้ว หนิงหนิง…เจ้าเองก็ต้องดูแลตัวเอง ข้าหวังว่าเจ้าจะได้ออกไปหาญาติพี่น้องเจ้าสักวัน” “ฮองเฮาเองก็ต้องออกไปกับหนิงหนิงด้วยเพคะ หนิงหนิงจะดูแลฮองเฮาเอง” หนิงหนิงพยักหน้าก่อนจะพยุงร่างของซีซวีหยวนที่แทบจะไม่มีแรงก้าวเดินทั้งน้ำตา นางรู้ดีว่าร่างกายของฮองเฮาไม่สู้ดีมาหลายวันแล้ว ยิ่งอากาศหนาวยิ่งย่ำแย่ลง ทุกค่ำคืนซีซวีหยวนจะตัวสั่นด้วยความเหน็บหนาวก่อนจะละเมอไม่รู้ความ บางครั้งก็ตัวร้อนบางครั้งก็ตัวเย็นเยียบจนน่าตกใจ ตำหนักเย็นแห่งนี้ไม่มีหมอหลวง ไม่มีแม้กระทั่งหยูกยาที่รักษาได้ด้วยซ้ำ ราวกับว่า…ถูกทิ้งให้ตายตกตามกันเสียที่นี่ ซึ่งนางเองก็ไม่อยากคิดอกุศลเช่นนี้ ซีฮองเฮาของนางลำบากมามาก ไม่เหมือนกับฮองเฮาองค์ไหน นางอยากให้เจ้านายของตนอดทนสักนิดและรอดออกไปจากที่นี่ นางเพียงหวังว่า…ฮ่องเต้จะประทานอภัยโทษให้ฮองเฮาในสักวัน ฮองเฮาของนางไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด รักและเมตตาบ่าวทุกคนโดยไม่สนว่าตนเองจะอยู่ตำแหน่งที่สูงส่งเพียงไร ฮองเฮาของนางไม่ควรพบจุดจบอันน่าเศร้าเช่นนี้ มือของซีซวีหยวนลูบหลังมือผ่ายผอมไม่แพ้นางของหนิงหนิงด้วยความขอบใจจนนางกำนัลตัวน้อยร้องไห้ออกมาอย่างเงียบเชียบ “เจ้าดูให้ข้าทีว่ามืดแล้วหรือ เหตุใดวันนี้จึงมืดมัวนัก อากาศหนาวเย็นเช่นนี้…ฝ่าบาทจะประชวรหรือไม่ การศึก…แค่กๆๆ จะเป็นเช่นไร ฝ่าบาทจะ…บาดเจ็บหรือไม่ เขาจะ..มาหาข้าหรือไม่หนิงหนิง” เสียงแหบแห้งเอ่ยอย่างแผ่วเบาและไอโคลกอย่างน่ากลัว มือเล็กผอมแห้งกุมหน้าท้องและนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดก่อนจะงอกายอย่างทรมาน “ฮองเฮาเพคะ! ฮองเฮา! ทรงเป็นอะไรเพคะ! ฮือ…ฮองเฮาตอบหม่อมฉันสิเพคะ เจ็บพระอุทร [5] หรือเพคะ ข้างนอก ฮึกๆ ไม่ได้มืดมัว ฮือ…ข้างนอกอากาศดีมากเพคะ” หนิงหนิงทั้งร้องไห้ทั้งโอบประคองกายซีซวีหยวนที่ใบหน้าและริมฝีปากแทบไร้สีเลือด นั่งกุมหน้าท้องอย่างเจ็บปวดก่อนจะมีบางอย่างไหลซึมชุดฮั่นฝูตัวเก่าแสนบอบบางที่เบื้องล่างและระหว่างขาของฮองเฮา จนหนิงหนิงตกใจอย่างสุดตัว “เลือด…นั่นเลือดนี่! คะ...ใครก็ได้ ใครก็ได้อยู่ข้างนอกนั่นไหม ช่วยด้วย! ฮึกๆๆ ช่วยฮองเฮาของข้าด้วย! ช่วยด้วย! ฮือ…ฮองเฮาเพคะ…” ซีซวีหยวนกรีดร้องอย่างเจ็บปวดอยู่นานสองนานก่อนจะใกล้หมดแรงลงทุกที ดวงตาโศกทอดมองดอกซิ่งฮวาที่เป็นเพียงสีสันเดียวอย่างพร่ามัวและเหม่อลอยคล้ายคนใกล้หมดสติไปทุกที “ฮองเฮา…ฮึกๆ เป็นอะไรเพคะ…คุยกับหนิงหนิงสิเพคะ ฮองเฮาทรงอดทนอีกนิดนะเพคะ” “ดอกซิ่งฮวา…ฝ่าบาท..กับข้าเคยเจอกันครั้งแรก…ใต้ต้นซิ่งฮวา ครั้งนั้น…ข้าก็ตกหลุมรักฝ่าบาท ท่าน…สัญญากับข้า สัญญาว่าจะมาพบข้ายามดอกซิ่งฮวาโรยรา…” “ฮึกๆๆๆ ฮองเฮาเพคะ…” หนิงหนิงมองเจ้านายของตนและรู้ดีว่านี่เป็นสัญญาณสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่ของฮองเฮา ร่างกายเย็นเฉียบราวกับหิมะ ทั้งเล็บและมือซีดขาวอมม่วง ใบหน้าและริมฝีปากไร้สีเลือด ดวงตาของซีซวีหยวนเหม่อลอยและไม่ตอบสนองต่อสิ่งใด มีเพียงสายตาโศกเศร้าที่มองเพียงกิ่งดอกซิ่งฮวากิ่งสุดท้ายที่ดอกของมันกำลังร่วงโรย เสียงแหบพร่าแผ่วเบาสุดท้ายของเจ้านายของตนคือการเอ่ยถึงฝ่าบาท “ฝ่าบาท…” ความคิดสุดท้ายของซีซวีหยวนคือคำสัญญาสุดท้ายก่อนที่นางจะถูกส่งมายังตำหนักเย็น คล้ายกับว่านางได้ฝันไปหนึ่งตื่น นางตื่นขึ้นมาท่ามกลางอ้อมกอดอันอบอุ่นของพระสวามีอย่างอ่อนเพลียและง่วงงุนก่อนจะได้รับคำสัญญาบางอย่างจากเขา ‘รอข้าที่ตำหนักเย็นสามฤดูกาล ข้าจะรีบไปหาเจ้ายามดอกซิ่งฮวาโรยรา’ เมื่อตื่นขึ้นมา…ทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงฝัน คืนนั้นฝ่าบาทไม่ได้มาหานาง ไม่มีผู้ใดเห็นฝ่าบาทอยู่ที่ตำหนักนาง แต่ซีซวีหยวนเองก็ยังหวัง…หวังว่าความฝันนั้นจะเป็นความจริง อ้อมกอดนั้นจะเป็นความจริง แม้จะรู้ว่าเป็นเพียงภาพฝันแสนโง่งมที่เคยฝันเช่นนี้ทุกครั้ง ฝันว่าได้โอบกอด ฝันว่าได้ร่วมรัก…ฝันว่าได้จูบ…และได้รับคำหวานล้ำจากเขา เป็นเช่นนั้นหลายครั้งและตื่นขึ้นมาด้วยสภาพเดิมที่ตนเองนั้นฝันไป ไม่มีผู้ใดเห็นว่าฝ่าบาทมาที่ตำหนักนาง นางเพียงแค่สูดกลิ่นกำยานเพื่อผ่อนคลายให้หลับลึกเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะรอ..รอเขาเช่นนั้นทุกค่ำคืน ทั้งที่รู้จากคนอื่นว่าเขาอยู่ที่ตำหนักของนางสนมสักคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่นาง… ซีซวีหยวนหายใจโรยริน ความเจ็บปวดทั่วกายคล้ายด้านชา “ฮึกๆๆๆ ฮองเฮาเพคะ รอสักนิดนะเพคะ เช้าแล้วหนิงหนิงจะให้คนตามหมอหลวงมาดูพระอาการ… คราก่อน ข้าเคยบอกอาการกับนางกำนัลและขันทีแล้วว่าฮองเฮาทรงประชวรและพระวรกายไม่สู้ดีอย่างไร พระอาการของฮองเฮาที่ทรงเจ็บพระอุทรและทรงพระอาเจียนตลอดสามเดือนที่ผ่านมา พวกเขาต้องช่วยฮองเฮาได้แน่เพคะ อดทนหน่อยเถิดนะเพคะ ฮองเฮาทรงดื่มชาสมุนไพรที่ฝ่าบาทพระราชทานแล้วน่าจะดีขึ้น มะ..ไม่สิ ตะ..ต้องเป็นพวกนางแน่ ฮึกๆ ต้องเป็นพวกพระสนมทั้งสามที่โหดเหี้ยมกับฮองเฮาของหนิงหนิงถึงเพียงนี้ หนิงหนิงน่าจะรู้…ฮึกๆๆ น่าจะรู้ว่านางกำนัลของพวกนางไม่ได้มาดี! หนิงหนิงน่าจะชิมชาสมุนไพรพวกนั้น หนิงหนิงน่าจะรู้ว่าของพวกนั้นไม่ใช่ชาสมุนไพรที่ฝ่าบาทส่งมา นั่นไม่ใช่ของฝ่าบาทแน่นอนเพคะ! หนิงหนิงหลงเชื่อเพียงเพราะฮองเฮารั้งอยู่ที่นี่มานาน พระสนมทั้งสามแม้จะเคยกลั่นแกล้งแต่ก็ไม่คิดว่าจะทำกับฮองเฮาถึงชีวิตเพียงนี้ หนิงหนิงละเลยความปลอดภัยของฮองเฮาไปแล้วเพคะ หนิงหนิงสมควรตาย สมควรตาย! ฮองเฮาอย่าเป็นอะไรนะเพคะ รออีกสักนิด…จะต้องมีคนเข้ามาช่วยฮองเฮาแน่เพคะ ฮือ…” นางกำนัลอายุน้อยเอ่ยกับฮองเฮาของตนด้วยความเจ็บปวดและเสียใจ นางได้แค่ครุ่นคิดและนึกขึ้นได้ว่าคนในวังหลังล้วนแล้วแต่เป็นคนของพระสนมทั้งสาม โดยเฉพาะพระสนมจางกุ้ยเฟยที่เป็นใหญ่ในวังหลังทั้งสิ้น ยิ่งฮ่องเต้ออกไปบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง พระสนมจางกุ้ยเฟยก็ยิ่งมีอำนาจบาตรใหญ่มากขึ้น “ขอรอไม่ไหว…” เสียงแผ่วเบาคล้ายไม่มีของซีซวีหยวนเอ่ย ก่อนจะมองที่ดอกซิ่งฮวาอย่างอาลัยอาวรณ์ ครั้นได้ยินเรื่องชาสมุนไพรที่นางกำนัลตำหนักจี้อันของพระสนมจางกุ้ยเฟยส่งมาและบอกว่าเป็นชาพระราชทานจากฝ่าบาทที่ส่งมาให้นาง ใจของซีซวีหยวนก็เจ็บยิ่งนัก ความดีใจที่พระสวามีส่งชาสมุนไพรมาให้นาง นางจึงดื่มกินจนหมด หารู้ไม่ว่านั่นคือการพระราชทานยาพิษให้นางเอง แม้จะไม่อยากเชื่อว่านั่นคือของพระสวามีก็ตาม นางอยากจะเชื่อว่านั่นคือฝีมือของพระสนมจางกุ้ยเฟย เขาไม่ได้จะมาพบนางจริง…สามฤดูกาลผ่านไป ส่งที่นางได้รับคือความเจ็บปวดและความตายที่เขาประทานให้อยู่เบื้องหน้างั้นหรือ ดวงตาทั้งสองเหม่อมองดอกซิ่งฮวาด้วยความเหม่อลอยด้วยความเจ็บปวด “เจ้ารู้ไหม…คราแรก…ฝ่าบาทไม่ได้เป็นเช่นนี้ เขาอ่อนโยนกับข้า ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่านั่นคือฝ่าบาท ข้ายังอยาก…อยากพบบุรุษเช่นนั้น อยากพบเขา…อึก!” ซีซวีหยวนกระอักเลือดกองใหญ่ สีชาดแดงฉานอาบไล้ชุดฮั่นฝูตัวเก่าทั่วเบื้องล่างจนคล้ายชุดในพิธีอภิเษกสมรสของนาง กลับกัน...มันเป็นสีชาดแห่งความตาย ไม่ใช่สีชาดแห่งความมงคลที่น่ายินดีแต่อย่างใด ร่างผ่ายผอมกระตุกอย่างทรมานจนหนิงหนิงร้องไห้ด้วยความตกใจ ก่อนที่ซีซวีหยวนจะหายใจโรยรินและแน่นิ่งไปในที่สุด ไร้ลมหายใจ…ฮองเฮาของนางไร้ลมหายใจ! แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ดวงตาของพระนางยังคงเหม่อมองนอกหน้าต่างราวกับรอคอยใครบางคนที่ชอบพูดถึงทุกเมื่อเชื่อวัน หนิงหนิงตัวสั่นเทาและโอบกอดฮองเฮาของตนอย่างเสียใจ “ฮึกๆๆๆ ฮองเฮา! ฮองเฮาเพคะ ฮองเฮา!!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD