พิมพ์ดาวยังคงทำหน้าที่ของเธอไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะรู้ว่าธีรภัทรยังคงวางกำแพงสูงชันระหว่างพวกเขา แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เธอคอยดูแลเขาและธารินอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหาร คอยสอบถามอาการป่วย และจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านอย่างเงียบ ๆ
ธีรภัทรแม้จะยังคงความเย็นชา แต่ลึก ๆ ก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความพยายามของพิมพ์ดาว เขาไม่ได้แสดงออกว่าใจอ่อน แต่มีบางช่วงที่สายตาของเขาอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว และนั่นคือสิ่งที่ธารินสังเกตเห็นเช่นกัน
ธารินเกลียดสายตาแบบนั้นของธีรภัทร เธอเกลียดที่เขาเริ่มมีความรู้สึกอ่อนโยนให้กับพิมพ์ดาว แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม และเธอจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น
เช้าวันหนึ่ง พิมพ์ดาวตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารให้ธีรภัทรกับธาริน เธอทำข้าวต้มปลาอย่างพิถีพิถันและยกไปเสิร์ฟให้ที่โต๊ะอาหาร
"ขอบคุณนะคะพิมพ์ดาว" ธารินเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนจะรับถ้วยข้าวต้มไป
พิมพ์ดาวแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง เพราะปกติแล้วธารินแทบจะไม่เคยพูดดี ๆ กับเธอ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่คิดมาก และหันไปจัดโต๊ะต่อ
แต่ทันทีที่ธีรภัทรลุกออกจากห้องอาหาร ธารินก็เปลี่ยนไปทันที
"เธอคิดว่าทำแบบนี้แล้วพี่ธีร์จะใจอ่อนกับเธองั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!"
ยังไม่ทันที่พิมพ์ดาวจะตอบอะไร ธารินก็ยกถ้วยข้าวต้มขึ้นมาแล้วสาดใส่เธอทันที!
ข้าวต้มร้อน ๆ สาดเข้าที่แขนและเสื้อของพิมพ์ดาวจนรู้สึกแสบไปหมด เธออ้าปากค้างด้วยความตกใจ มองธารินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"เธอไม่มีทางได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้ จำไว้!"
ธารินกระซิบเสียงเย็นก่อนจะยกยิ้มเย้ยหยัน แล้วเดินออกจากห้องอาหารไป ทิ้งให้พิมพ์ดาวยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น
น้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตาของพิมพ์ดาว ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากข้าวต้มร้อน ๆ แต่เป็นเพราะความเจ็บปวดในใจ เธอแค่อยากทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ทำไมถึงถูกเกลียดชังขนาดนี้?
แต่ถึงแม้จะเจ็บปวดแค่ไหน เธอก็ไม่มีทางยอมแพ้ พิมพ์ดาวกัดฟันแน่น สูดลมหายใจลึกก่อนจะรีบเก็บกวาดเศษชามที่แตกกระจาย และจัดการเช็ดตัวเองให้สะอาดพร้อมทั้งใส่ยาให้เรียบร้อย ก่อนที่ธีรภัทรจะกลับมา
เธอจะไม่ยอมให้ความโหดร้ายของธารินทำให้เธออ่อนแอ เธอจะต้องอดทน... เพราะเธอเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปได้
.
.
.
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของช่วงบ่าย ธีรภัทรที่กำลังอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงานเหลือบมองหน้าจอมือถือก่อนจะชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ—“คุณแม่”
เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจกดรับสาย
“แม่ครับ” เสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่น แต่ภายในกลับรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาด
“ธีร์…ลูกสบายดีไหม?” ปลายสายเป็นเสียงของคุณหญิงมณีรัตน์ อัครวรเดช มารดาของเขา เสียงของเธอนุ่มนวลและอ่อนล้า แฝงไปด้วยความห่วงใย แม้จะไม่ได้พบหน้ากันมานาน แต่ธีรภัทรก็ยังจดจำเสียงนี้ได้ดี
“ผมสบายดีครับแม่” เขาตอบเรียบ ๆ พยายามปิดบังความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจ
“แม่ได้ยินมาว่าลูกกำลังทำบางอย่างที่อาจจะทำให้ชีวิตของลูกต้องจมอยู่กับความแค้น” คุณหญิงมณีรัตน์กล่าวเบา ๆ แต่ชัดเจน “แม่ขอร้องนะธีร์…หยุดเถอะลูก”
ธีรภัทรกำหมัดแน่น ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาไปชั่วขณะ
“แม่รู้ว่าลูกเจ็บปวด…แม่เองก็เจ็บปวดเหมือนกัน” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ “แต่การแก้แค้นไม่ได้ช่วยให้เรากลับมามีความสุขได้หรอกนะลูก”
ธีรภัทรหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับเข้ามาในความคิดของเขาอย่างรวดเร็ว วันที่พ่อของเขาฆ่าตัวตาย วันที่ครอบครัวของเขาพังทลาย วันที่เขาสาบานว่าจะเอาคืนทุกคนที่ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้
แต่ตอนนี้…ทุกอย่างกำลังสั่นคลอน
“พิมพ์ดาว…เธอเป็นคนดีนะลูก” คุณหญิงมณีรัตน์พูดต่อ “แม่ได้ยินจากป้าละม่อมว่าเธอคอยดูแลลูกอย่างดี เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องในอดีต…อย่าทำร้ายเธอเลยนะธีร์”
ชื่อของพิมพ์ดาวทำให้ธีรภัทรนิ่งงัน เขานึกถึงภาพหญิงสาวที่คอยดูแลเขาอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าเขาจะเย็นชาใส่เธอแค่ไหนก็ตาม เขานึกถึงแววตาเข้มแข็งของเธอในวันที่ถูกธารินรังแก แต่ก็ยังเลือกที่จะอดทนต่อไป
เขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่?
“แม่ครับ…” ธีรภัทรพึมพำเสียงเบา เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ความรู้สึกที่ตีกันอยู่ในใจทำให้เขาไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำพูดออกไปได้
“แม่รักลูกนะธีร์” คุณหญิงมณีรัตน์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “และแม่อยากให้ลูกมีความสุข”
ติ๊ด!
สายถูกตัดไปแล้ว แต่คำพูดของมารดายังคงก้องอยู่ในหูของเขา ธีรภัทรถอนหายใจหนักหน่วง ความรู้สึกในใจปั่นป่วนจนเขารู้สึกปวดหัวรุนแรง
ไม่นานหลังจากนั้น ธีรภัทรก็ล้มพับลงกับพื้นทันที!
.
.
.
พิมพ์ดาวที่กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ได้ยินเสียงดังมาจากห้องทำงานของธีรภัทร เธอรีบวิ่งขึ้นไปดู และภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
ธีรภัทรนอนหมดสติอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดเซียวราวกับไร้เลือดฝาด!
“พี่ธีร์! พี่ธีร์คะ!” พิมพ์ดาวรีบเข้าไปพยุงเขาขึ้นมาอย่างตกใจ
เธอพยายามเรียกเขาหลายครั้งแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง อาการตัวร้อนจัดของเขาทำให้เธอรู้ทันทีว่าเขาไข้ขึ้นสูง เธอรีบไปหยิบผ้าชุบน้ำและยาลดไข้มาให้เขา พยายามดูแลอย่างเต็มที่ แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้สึกตัว
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ธีรภัทรค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าของพิมพ์ดาวที่กำลังก้มลงมองเขาด้วยความเป็นห่วง
“พี่ธีร์…ฟื้นแล้วเหรอคะ” เธอถามเสียงเบา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความกังวล
ธีรภัทรจ้องมองเธอเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดออกมาเบา ๆ ว่า
“…ขอบคุณ”
พิมพ์ดาวชะงักไปทันที
บางที…กำแพงน้ำแข็งที่กั้นระหว่างพวกเขา อาจกำลังละลายลงทีละนิดแล้วก็เป็นได้
พิมพ์ดาวนั่งอยู่ข้างเตียงของธีรภัทรตลอดทั้งคืน คอยเปลี่ยนผ้าชุบน้ำเย็นให้เขาทุกชั่วโมงเพื่อช่วยลดไข้ ร่างสูงใหญ่ที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้นอนซมอยู่ใต้ผ้าห่ม ผิวของเขาอุ่นจัดราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายในตัว
เธอมองดูเขาด้วยสายตาเป็นห่วง แม้จะรู้ว่าธีรภัทรเป็นคนเย็นชาและแข็งกระด้าง แต่เธอปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเห็นเขาในสภาพเช่นนี้ หัวใจของเธอก็เจ็บปวดตามไปด้วย
“อือ…” ธีรภัทรขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะครางออกมาเบา ๆ ร่างของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อที่ซึมออกมาจากพิษไข้ พิมพ์ดาวเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของเขาอย่างอ่อนโยน ไข้ยังคงสูงอยู่
เธอลุกขึ้นไปเตรียมน้ำอุ่นและผ้าขนหนูผืนใหม่ ก่อนจะกลับมานั่งลงข้างเตียงอีกครั้ง เธอค่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำซับไปตามใบหน้า ลำคอ และแขนของเขาด้วยความทะนุถนอม ในขณะที่เธอกำลังเช็ดใบหน้าของเขา ธีรภัทรกลับขยับตัวและคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น
พิมพ์ดาวสะดุ้งเล็กน้อย เธอพยายามดึงมือออกแต่เขากลับจับแน่นขึ้นอีก
“พี่ธีร์…?” เธอเรียกเขาเบา ๆ แต่ดวงตาของธีรภัทรยังคงปิดสนิท เขายังคงไม่ได้สติเต็มที่ มีเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ ที่บ่งบอกว่าเขายังคงมีไข้สูง
แต่แล้วเขาก็ทำสิ่งที่ทำให้พิมพ์ดาวแทบหยุดหายใจ ร่างสูงออกแรงดึงให้เธอล้มลงมาบนเตียงข้าง ๆ เขา แขนแข็งแรงของเขาโอบรัดร่างเธอไว้แน่นราวกับไม่ต้องการให้เธอหนีไปไหน
“พี่ธีร์! ปล่อยดาวก่อนค่ะ” เธอกระซิบเสียงสั่น พยายามดันตัวเองออกห่างจากเขา แต่ธีรภัทรกลับซุกใบหน้าลงกับไหล่ของเธอ ริมฝีปากร้อนผ่าวจากพิษไข้กดลงกับผิวเนื้ออ่อนของเธอเบา ๆ
“อย่าไป…” เสียงแหบพร่าของเขาดังขึ้น ราวกับคนกำลังละเมอ
พิมพ์ดาวนิ่งงันไปทันที หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
ธีรภัทรกอดเธอแน่นขึ้น อ้อมแขนของเขาทั้งร้อนและหนักหน่วง ดวงตาของเขาแม้จะยังหลับอยู่ แต่ใบหน้าที่ซุกอยู่กับเรือนกายของเธอนั้นเต็มไปด้วยความต้องการที่เขาเองก็อาจไม่รู้ตัว
ร่างกายของพิมพ์ดาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว ความรู้สึกปั่นป่วนราวกับพายุที่พัดโหมในอกขึ้นเรื่อย ๆ ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกดูดกลืนเข้าไปในวังวนแห่งความรู้สึกที่เธอไม่อาจควบคุมได้
มือของธีรภัทรเลื่อนขึ้นมาลูบไล้แผ่นหลังของเธอผ่านเนื้อผ้าบางเบา สัมผัสของเขาทำให้เธอขนลุกซู่ เธอพยายามบอกตัวเองว่าเขากำลังละเมอ เขาไม่ได้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร แต่หัวใจของเธอกลับอ่อนไหวอย่างน่ากลัว
“พี่ธีร์…” เธอกระซิบเสียงเบาหวิว แต่ไม่ได้ผลักเขาออก
และในชั่วขณะนั้น… ทุกอย่างก็พร่าเลือนลง
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง พิมพ์ดาวลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า หัวใจของเธอยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
เธอหันไปมองร่างสูงข้าง ๆ ธีรภัทรยังคงหลับอยู่ แต่สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อคืน
เธอค่อย ๆ ขยับตัวออกจากเตียง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวลง ธีรภัทรก็ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ
แววตาของเขาที่มองมาที่เธอทำให้พิมพ์ดาวรู้สึกหนาวเยือกทันที
เขาไม่ได้ดูอ่อนโยนเหมือนเมื่อคืนอีกต่อไป ดวงตาของเขากลับเย็นชาและว่างเปล่าเหมือนเดิม
“เมื่อคืน… มันไม่ควรเกิดขึ้น” เสียงของเขาเรียบเฉยราวกับกำลังตัดขาดทุกอย่าง
หัวใจของพิมพ์ดาวบีบรัดแน่น เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกโยนลงจากที่สูงอย่างไม่ทันตั้งตัว
“พี่ธีร์…” เธอพยายามพูด แต่เขากลับตัดบทเธออย่างไร้เยื่อใย
“ออกไปซะ”
พิมพ์ดาวชะงัก รู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ธีรภัทรกลับไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย
“ฉันไม่ต้องการให้เรื่องเมื่อคืนมาทำให้ทุกอย่างยุ่งยาก” เขากล่าวเสียงเรียบ “มันไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น”
พิมพ์ดาวรู้สึกเหมือนถูกตบเข้าที่หน้าอย่างแรง เธอเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อล้นออกมา
เมื่อคืน… เธอเผลอไผลไปกับเขา
แต่สำหรับเขา… มันกลับไม่มีความหมายอะไรเลยงั้นหรือ?
เธอกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้า ๆ
“ค่ะ…” เธอตอบเสียงเบา ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป
แต่ทันทีที่เธอปิดประตูลง คำถามก็ผุดขึ้นมาในหัว "เมื่อคืนฉันรู้สึกไปเองคนเดียวจริง ๆ หรือ?”
น้ำตาที่เธอกลั้นไว้ก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ด้านในห้อง ธีรภัทรหลับตาลง มือของเขากำผ้าห่มแน่นราวกับพยายามควบคุมอารมณ์บางอย่างที่สั่นคลอนภายในใจ
เขารู้ดีว่าเมื่อคืนนี้เขาทำอะไรลงไป… และเขาก็รู้ดีว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากพูดกับเธอแบบนั้น
แต่เขาไม่มีทางเลือก
เขาไม่มีสิทธิ์… ที่จะรักเธอ เขารู้ดีว่าเขากำลังผลักเธอออกไป ทั้งที่หัวใจของเขากำลังร้องเรียกหาเธอ