แฟนเก่าที่เป็นสามีใหม่
คู่หมั้น
...........................
หลังจากปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้วนั้นทั้งป้านงคราญและแพรวาต่างช่วยกันห่อขนมเทียน ทั้งสองต่างตั้งใจทำและเอาแต่นั่งนิ่งเงียบด้วยกันทั้งสองคนกระทั่ง แพรวาเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
“ป้าคะ หนูจะหางานทำให้ได้นะคะ ต่อไปนี้หนูจะไม่ท้อไม่คิดมากอีกแล้ว หนูจะอยู่ดูแลป้าไปตลอดนะคะ”
แพรวาพูดแล้วส่งยิ้มให้ป้า หญิงสาวมองหน้าป้าอย่างมีความสุข เพราะตอนนี้ท้้งชีวิตของเธอมีเพียงแค่ป้านงคราญคนเดียวเท่านั้น
แต่ทว่าไม่มีคำตอบจากป้าคงมีแต่เพียงรอยยิ้มที่อบอุ่นของป้าส่งผ่านสายตาออกมาและป้านงคราณเองก็เอื้อมมือมาจับมือของแพรวาต่างคนต่างก็ส่ง ความรู้สึกผ่านการจับมือกันและกัน
ทางด้านอติวิชญ์นั้นวันนี้เขากลับมาทานข้าวที่บ้านตามที่ผู้เป็นพ่อแม่เรียกหา เมื่อไปถึงภายในบ้านก็พบว่ามีรถยนต์คันอื่นที่ไม่ใช่ของที่บ้านจอดอยู่ด้วย ครั้นพอเมื่อเข้าไปถึงภายในบ้านก็ต้องแปลกใจเมื่อคนที่อยู่ด้านในบ้านนั้นก็คือครอบครัวของ บ้านอัครเดช นั่นเอง
“นั่นไงคะตาวิชญ์กลับมาพอดีเลยค่ะ”
คุณนายเครือวัลย์ผู้เป็นแม่หันมาบอกกับทุกคนที่อยู่ในบ้านอันได้แก่
คุณเดชา ประธานบริษัทส่งออกเพชร และภรรยาของเขาคุณนายสุจินดา รวมไปถึงบุตรสาวของเขา ยาหยี เมื่อชายหนุ่มเห็นทุกคนจึงยกมือไหว้ตามมารยาท
“สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า”
“ไม่เจอกันนานโตเป็นหนุ่มหล่อเลยนะอติวิชญ์ทำเอาป้าจำแทบไม่ได้ ยาหยีไหว้พี่เขาสิลูก”
ผู้เป็นแม่รีบแนะนำลูกสาวของเขาทันที ไม่รอช้ายาหยีรีบกล่าวทักทายชายหนุ่ม
“สวัสดีค่ะพี่วิชญ์ จำยาหยีได้ไหมคะเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เรายังเคยแก้ผ้าเล่นน้ำด้วยกันเลยนะคะ”
หญิงสาวพูดด้วยท่าทางที่เขินอายก่อนต้องชะงักกับคำตอบของชายหนุ่ม
“สวัสดีครับ แต่คราวหลังรบกวนเรียกอติวิชญ์นะครับ เพราะถ้าวิชญ์ใช้กับคนที่สนิทมาก ๆ เท่านั้นครับและเราไม่ได้สนิทกันอะไรขนาดนั้น” ชายหนุ่มพูดออกมาทำเอาทุกคนนถึงกับตกใจ เลยทำให้แม่ของเขาถึงกับต้องรีบปรามเอาไว้ ไม่อย่างนั้นฝ่ายหญิงคงหน้าแหกไปมากกว่านี้แล้ว
“ตาวิชญ์ทำไมพูดกับน้องแบบนั้นล่ะ”
คนเป็นแม่หันมาตีแขนลูกชายเบา ๆ พร้อมกับทำสายตาดุลูก
“อย่าเสียมารยาทสิลูก”
“เอาล่ะ ๆ ไปที่ห้องอาหารกันเหอะ น้องคงจะหิว”
คราวนี้ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นมาแล้วเดินออกไปทุกคนรีบเดินตามออกไปทันที คุณนายเครือวัลย์ผู้เป็นแม่จัดแจงให้ยาหยีนั่งใกล้กับลูกชายของเธอ ระหว่างที่กินข้าวอยู่นั้น
“ว่าแต่อติวิชญ์มีคนรักหรือคนที่คบหาดูใจกันมาหรือยังละ”
ประมูลผู้เป็นพ่อของยาหยีเอ่ยถามขึ้นมาก่อนทำเอาอติวิชญ์ถึงกับสำลัก ยาหยีรีบหยิบน้ำส่งให้กับชายหนุ่มแล้วถือวิสาสะลูบเบา ๆ ที่แผ่นหลังให้กับชายหนุ่ม
อติวิชญ์รีบปัดมือออกก่อนนะมองหน้าทุกคนด้วยคำถาม
“ที่นัดมากินข้าวนี่ตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่ครับดูท่าแล้วจะไม่ใช่แค่นั้นนะครับหากมีเรื่ออะไรก็พูดมาเลยครับผมไม่ชอบอ้อมค้อม”
“ถ้าถามตรง ๆ แบบนี้ก็ได้ลุงขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน นะพ่อของเราอ่ะบอกว่าอยากให้เราสองครอบครัวเป็นทองแผ่นเดียวกันเพราะเห็นว่าลูก ๆ ทั้งสองต่างก็ยังไม่มีใคร”
ประมูลพ่อของยาหยีพูดออกมาตรงๆ อติวิชญ์ถึงกับหันไปมองหน้าผู้เป็นพ่อกับแม่ของเขา
“ผมเคยบอกพ่อกับแม่เรื่องนี้แล้วนี่ครับว่าเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันกับเรื่องนี้”
“โธ่ ลูกก็แม่เองก็เห็นว่าลูกของแม่ยังไม่มีใครนี่นาแม่ก็เลย....เอ่อ...”
แม่ถึงกับพูดไม่ออกก่อนที่อติวิชญ์จะพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่แม่เขาจะพูดจบ
“เห็นทีว่าผมคงจะไม่สามารถผูกสัมพันธ์ไมตรีกับครอบครัวคุณลุงได้หรอกครับนั้นเป็นเพราะว่าผมมีคนรักแล้วครับ ไม่ใช่สิผมมีภรรยาแล้วครับ
ถ้านัดมาเพื่อที่จะคุยเรื่องนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษที่เสียมารยาท เอาไว้หากว่าภรรยาผมสะดวกเมื่อไหร่ผมจะพามากราบพ่อกับแม่ครับ”
ชายหนุ่มพูดจบก็รีบลุกขึ้นทันทีพร้อมกับเดินออกไปนอกบ้านโดยที่มียาหยีที่รีบเดินกึ่งวิ่งตามชายหนุ่มออกมา
“เดี๋ยวค่ะพี่วิชญ์” ยาหยีเรียกไว้อติวิ่ชญ์หันมามองหน้าสายตาบ่งบอกถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ผมจะบอกอีกครั้งนะยาหยี วิชญ์เรียกได้แค่คนที่ผมรักเท่านั้น นั่นคือพ่อแม่ ภรรยาของผมเท่านั้นคุณ ไม่มีสิทธิ์มาเรียกชื่อเล่นของผม”
อติวิชญ์พูดจบแล้วเดินออกไปแต่ว่ายาหยีไม่ยอมแค่นั้นหญิงสาวเดินตามมาติด ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นมา
“ไม่เรียกก็ได้ค่ะ แต่หยีจะบอกคุณเอาไว้นะคะว่ามันไม่มีทางที่เราสองครอบครัวจะดองกันไม่ได้หรอคะ
เพราะอะไรนะเหรอเหตุผลทางธุรกิจไงคะ คุณอาจจะมีเมียหรือไม่มีมันก็เรื่องของคุณ แต่คนที่จะสามารถพาธุรกิจของคุณให้รุ่งเรืองได้คือหยีค่ะ”
ยาหยีพูดจบแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านทันทีทิ้งให้ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมา