“เอาลูกของข้าคืนมา”
เสียงอีกฝ่ายแหบพร่าอย่างน่าสงสาร ดวงตาคู่งามช้ำและชุ่มด้วยน้ำตาจากการร้องไห้อย่างหนัก ร่างบอบบางทรุดลงตรงหน้า มือจับแขนของนางเขย่า
“เจ้าทำได้อย่างไร ใจคอเจ้าโหดร้ายนก เจ้าสังหารเด็กที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกได้อย่างไรจางจื่อหนิง”
จางจื่อหนิงแกะมือของหวงชิงยู่ด้วยท่าทางขุ่นเคือง นางกำนัลสองคนพยายามจะเข้ามาช่วยนายตน แต่พระชายาผลักพระชายารองออกได้เสียก่อน
“พูดอะไรของเจ้า”
ร่างพระชายารองซวนเซ้ลมอย่างหมดแรงกำลัง
“พระชายารอง”
สองนางกำนัลรีบประคองผู้เป็นนาย
องค์ชายหลี่เหวินยืนมองชายาทั้งสองด้วยแววตาดุกร้าว การกระทำรุนแรงต่อหวงชิงยู่ของจางจื่อหนิงบ่งบอกถึงจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิตของนาง ยิ่งทำให้กริ้วทบทวีคูณ
“จางจื่อหนิง เจ้าร้ายกาจนัก ข้าไม่คิดเลยว่าจิตใจเจ้าจะหยาบกระด้างถึงเพียงนี้ ชิงยู่กำลังเสียใจกับการสูญเสียลูก ข้าเองก็เช่นกัน แต่เจ้ากลับไร้น้ำใจ ไม่เห็นใจนาง และไม่แม้แต่เกรงใจข้า”
เสียงเข้มแข็งกร้าว ใบหน้าเครียดขรึม แววตาองค์ชายหลี่เหวินราวจะมีความชิงชังรังเกียจทำเอาจางจื่อหนิงใจหล่นวูบ
“องค์ชาย นางใส่ความข้า...”
นางพยายามอธิบาย ทว่าเมื่อขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงกำยำของผู้เป็นสามีกลับถูกสะบัดแขนหลบเลี่ยงจนต้องถลาทรุดกายลง
“ใครอยู่ข้างนอก!”
องค์ชายหลี่เหวินตะโกนเรียกบ่าวเสียงลั่นก่อนสั่ง
“เอาตัวจางจื่อหนิงออกไป ส่งนางไปสำนึกบาป ถือศีล สวดมนต์ภาวนา ส่งผลบุญกุศลให้กับบุตรของข้าที่จากไปยังอารามเหลียงซาน จนกว่าข้าจะส่งคนไปรับกลับ”
จบคำก็ก้าวไปหาพระชายารอง นางกำนัลต่างถอยออก ให้องค์ชายเป็นผู้พาเจ้าของร่างอ่อนโรยแรงไปยังเตียงด้วยตนเอง
“องค์ชาย...”
จางจื่อหนิงตกใจหน้าซีดเผือด ส่งไปถือศีลไม่มีกำหนดเช่นนี้ เท่ากับหมอเยื้อใยต่อนาง นางอาจได้อยู่ที่นั่นชั่วชีวิต
เกาจี้เข้ามาพร้อมขันทีสองคนที่อยู่ด้านนอก และรีบจับตัวพระชายาออกไปตามรับสั่งองค์ชาย
“องค์ชาย ได้โปรดเชื่อข้า นับแต่แต่งกับท่าน ข้าไม่เคยขอสิ่งใด...”
“หากอภัยให้เจ้า ข้าคงไม่อาจนอนหลับได้เต็มตา รู้สึกผิดต่อบุตรของข้าไปจนชั่วชีวิต”
องค์ชายหลี่เหวินตัดบท ไม่ชายตามองผู้เป็นพระชายาด้วยซ้ำ
“เกาจี้ พาจางจื่อหนิงออกไป”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ห้ามใครติดตามนางเด็ดขาด โบยทุกคนในตำหนักของนางยี่สิบไม้ ไม่มียกเว้น”
ขันทีเกาจี้รับคำซ้ำ ขณะคนถูกสั่งลงทัณฑ์ยังเอ่ยขอร้องไม่หยุด
“คนของข้าไม่มีความผิดใด องค์ชายโปรดเมตตาถอนรับสั่งด้วยเถิดเพคะ”
จางจื่อหนิงไม่ละความพยายาม แม้เห็นว่าคำร้องขอของตนไร้ความหมายต่อสวามี ก่อนจะถูกฉุดกระชากออกจากห้องนางจึงเอ่ยเป็นครั้งสุดท้าย
“ข้าขอรับผิดเพียงผู้เดียว”
ประตูปิดลงโดยไม่มีแม้สายตาของผู้เป็นสวามีเหลือบมอง ร่างอรชรอ่อนแรงแทบจะถูกหิ้วออกมานอกตำหนักใหญ่
หว่านเอ๋อร์เห็นนายตนก็รีบเข้ามาหา ทว่าเกาจี้เรียกหาคนมาจับตัวนางเสียก่อน
“พวกเจ้า นำตัวหว่านเอ๋อร์กับทุกคนในตำหนักของพระชายาไปโบยยี่สิบไม้ และเตรียมรถม้า ส่งพระชายาไปยังอารามเหลียงซาน”
“พระชายา”
คนที่ถูกสั่งโบยโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่เสียงสั่น มือที่กำลังจะเอื้อมถึงนายตนถูกจับไว้ก่อน แล้วดึงตัวนำไปยังลานกว้างของตำหนักองค์ชายหลี่เหวิน
“หว่านเอ๋อร์”
มือบางไม่อาจเอื้อมคว้าคนของตนไว้ได้ ทำได้เพียงมองร่างของนางกำนัลคนสนิทห่างออกไปผ่านม่านน้ำตา ปวดร้าวไปทั้งอก นางไม่อาจปกป้องผู้ใดได้แม้แต่ตัวเอง
อารามเหลียงซานตั้งอยู่บนเขาในเขตเมืองหลวง เป็นวัดเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ของแคว้นฉู่ โดยท่านอ๋องหลี่เฉินเจ้าแคว้นบูรณะซ่อมแซมจนใหญ่โตโอ่อ่า รวมถึงให้ช่างหลวงฝีมือดีหล่อพระด้วยทองคำองค์ใหญ่ขึ้นใหม่สมกับเป็นวัดประจำแคว้น ผู้คนมาไหว้สักการะต้องเดินทางขึ้นเขาสูง สองข้างทางเต็มไปด้วยแมกไม้หนา ทางลาดชันไม่ใคร่สะดวกนัก ผู้ที่ขึ้นมายังอารามแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความศรัทธาอย่างจริงใจ
แม้แต่ท่านเจ้าแคว้นกับพระชายายังเดินทางมาสักการะยังอารามเหลียงซานในวันฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิกับวันประสูติของท่านอ๋องอีกด้วย
เจ้าของร่างบอบบางนั่งสวดมนต์อย่างสงบเสงี่ยม หน้าพระพุทธรูปไม้เก่าแก่องค์เดิมภายในถ้ำของอาราม ทว่าในใจกลับหดหู่ยิ่งนัก ดวงตาคู่งามไร้แววสดใสจ้องนิ่งเบื้องหน้า
“พระพุทธองค์ แม้ข้าไม่ใช่คนดีนัก หากก็ไม่เคยคิดร้ายถึงขั้นคร่าชีวิตผู้ใด ข้าต้องถูกจองจำอย่างไร้ความผิดที่อารามแห่งตลอดไปเช่นนั้นหรือ”
นางมาอยู่วัดเหลียงซานนานนักแล้ว วันคืนผันผ่านล่วงเลยกระทั่งหิมะละลาย ในทุกวันได้เพียงตื่นขึ้นมาทำความสะอาดอาราม กวาดลานกว้าง ช่วยหั่นผักเตรียมอาหาร สวดมนต์ ถือศีลกินเจ แล้วเข้านอน อาศัยร่วมกับแม่ชี โดยไม่มีผู้ใดแบ่งแยกว่านางคือใคร หากยังให้เกียรติเรียกด้วยสถานะที่มี
“พระชายา”
เสียงเอ่ยเรียกดังก้องเข้ามา เป็นเสียงแม่ชีสูงวัยที่คอยให้คำแนะนำตนขณะอยู่ที่นี่ หากอีกฝ่ายไม่ได้ก้าวเข้ามาด้านในถ้ำ
“คนจากตำหนักพระนัดดามาขอพบท่าน”
หัวใจของจางจื่อหนิงเต้นรัวขึ้น
‘หรือองค์ชายอภัยให้ข้าแล้ว’
ร่างบอบบางรีบลุกขึ้นแล้วต้องหยุดเล็กน้อย เพราะเข่ามีอาการปวดแปลบ นางมีอาการเช่นนี้นับแต่วันที่คุกเข่าท่ามกลางหิมะตก ทว่าก็พยายามฝืนก้าวเร็วๆ ออกไปนอกถ้ำตามเส้นทางที่มีดวงไฟจากคบเพลิงตั้งไว้
ทว่าเมื่อพ้นปากถ้ำ ความสว่างจ้าด้านนอกสาดส่องพร้อมสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ต้องชะงัก
แม่ชีสูงวัยถูกยืนขนาบข้างด้วยทหารใบหน้าดุกร้าว เมื่อนางจะถอยหลังทหารหนึ่งนายก็เอ่ยเสียงเข้มพร้อมยกดาบประชิดคอแม่ชี แม้อีกฝ่ายสะดุ้งนิดๆ หากไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าใบหน้าซีดเผือด
“พวกเจ้าต้องการสิ่งใด”
จางจื่อหนิงพยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ในใจตระหนก ความคิดวุ่นวายสับสน ทหารเข้ามาถึงเขตหวงห้ามของสำนักภิกษุณีกับแม่ชีซึ่งไม่อนุญาตให้บุรุษเข้ามา ดูไม่น่าไว้ใจแต่อย่างใด
ที่สำคัญ แม้จางจื่อหนิงต้องอยู่เพียงในส่วนสำนักภิกษุณี ราวถูกตัดขาดจากความเป็นไปภายนอก ไม่อาจย่างกรายไปบริเวณอื่นได้ หากก็มีทหารคอยประจำการเฝ้าอยู่ด้านนอกอาราม ทว่าผู้มาพบตนกลับไม่ใช่ทหารสองนายนั้น
“องค์ชายมีรับสั่งให้พระชายาปลงผมออกบวชเพื่อล้างบาป อุทิศบุญกุศลให้กับบุตรขององค์ชายที่จากไป”
คนฟังถึงกับหน้าเสีย ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเช่นนี้
“เป็นไปไม่ได้...”
พึมพำไม่ทันขาดคำดาบในมือทหารที่ประชิดลำคอก็แนบผิวเนื้อแม่ชีอาวุโสให้ได้เลือดซิบ
“หรือพระชายากล้าขัดรับสั่งองค์ชาย”
คำถามมาพร้อมขู่ชัดเจน จางจื่อหนิงสบตากับแม่ชีอย่างหวาดหวั่น ในเมื่อเอาชีวิตของท่านมาเป็นประกันเช่นนี้ นางเอ่ยปฏิเสธแม้เพียงพยางค์เดียว ลำคอของแม่ชีคงขาดในทันใด
“หากไม่ยอมปลงผม อย่าว่าแต่แม่ชีเลย ชีวิตของพระชายาก็ต้องจบเช่นกัน”
======