“เอ่อ ท่านขุนพล...เรื่องนี้อย่างไรคุณหนูของข้าก็ต้องมอบให้ท่านแม่ทัพกับฮูหยินเป็นผู้ตัดสินใจ”
ราวไป๋หงจะรู้ถึงความลำบากใจของนายตนจึงพูดขึ้นมาก่อน
ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยน พลางพยักหน้ารับอย่างเข้าอกเข้าใจ
“ข้ารู้ แต่ก็อยากบอกให้คุณหนูรับรู้ ว่าข้าคิดทำสิ่งใด ข้ารอช้าไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
จางจื่อหนิงค่อยๆ ดึงมือตนออกจากมือหนาเป็นครั้งที่สอง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจถึงความเหมาะสม ไม่บีบให้นางตอบรับในตอนนี้
“ข้าว่าท่านรีบออกไปจากที่นี่ก่อนเถิด หากมีคนมาเห็นเข้าคงไม่ดีนัก”
นางบอกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงปกติ ทว่าผู้ที่มีใจต่อกันอาจรับรู้ได้ถึงความห่างเหิน
“จริงสิ ข้าเลี่ยงออกมาพักหนึ่งแล้ว ต้องกลับเข้าไปที่เรือนรับรองแล้วล่ะ หายมานานสหายอาจแปลกใจได้”
ขุนพลเว่ยเหลียงรู้เช่นกันว่าตนอยู่ตรงนี้นานไม่ได้
“โชคดีที่มาพบคุณหนูที่สวนนี้พอดี ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องลอบเดินดูทุกเรือนในจวน เพราะกังวลเป็นห่วงคุณหนู”
“ขอบคุณท่านขุนพลที่ห่วงใย”
หญิงสาวเอ่ยตามมารยาท แม้ในใจจะยังสับสนว่าควรหาทางออกเรื่องขุนพลผู้นี้อย่างไร
“ข้าจะรีบทูลองค์ชายโดยเร็ว”
ขุนพลหนุ่มยังย้ำซ้ำพร้อมมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะหมุนกายเดินหายลับไปในความมืดซึ่งปกคลุมโดยรอบทั้งหมดแล้ว
จางจื่อหนิงลอบถอนหายใจอย่างหนักใจ หากขุนพลผู้นี้ทูลขอให้องค์ชายมาสู่ขอนางจริงจะทำเช่นไร
“คุณหนูไม่สบายใจหรือเจ้าคะ”
ไป๋หงเห็นสีหน้าราวเป็นกังวลของนายตนถึงเอ่ยถาม
“หรือเกรงว่าท่านแม่ทัพจะไม่อนุญาต”
“หากองค์ชายมาเอง ท่านพ่อจะปฏิเสธได้หรือ”
“แล้วคุณหนูกังวลเรื่องใดเจ้าคะ หรือว่าไม่อยากติดตามขุนพลเว่ยไปจากจวนนี้”
จางจื่อหนิงเพียงส่ายหน้าแล้วเดินไปยังเรือนของตนโดยไม่ได้บอกเล่าความในใจ
นั่นทำให้ไป๋หงค่อนข้างแปลกใจ ด้วยปกติแล้วคุณหนูมักจะปรึกษาตนในทุกเรื่อง จะว่าไปนับแต่ฟื้นขึ้นมาคุณหนูพูดคุยกับตนน้อยลง ดูเหมือนเก็บความในใจไว้เพียงลำพังเสียมากกว่า
แม้ใบหน้างามผุดผ่องแจ่มใสขึ้น ไม่ซีดเซียวเช่นเมื่อก่อน ทว่าแววตาคู่งามนั้นมักเหม่อมองอย่างไร้จุดหมายด้วยความหมองเศร้าเป็นนิตย์
ไป๋หงรู้สึกได้ว่ามีเรื่องที่คุณหนูไม่ต้องการให้ตนรับรู้
แคว้นมู่รุกรานชายแดนเมืองหน้าด่านทางใต้ของแคว้นฉู่อยู่เนืองๆ มาหลายปีนับแต่อ๋องคนใหม่ที่ยังหนุ่มแน่นขึ้นครองแคว้น แม่ทัพจางเหอต้องนำทัพไปปราบอยู่บ่อยครั้ง ครั้งล่าสุดแม้มีชัยเหนือศัตรู ทว่าแม่ทัพใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ท่านอ๋องเจ้าแคว้นจึงปูนบำเหน็จความดีความชอบพร้อมกับมีสมรสพระราชทานระหว่างบุตรสาวคนโตของแม่ทัพจางเหอกับพระนัดดาหลี่เหวินโอรสองค์โตของรัชทายาท
ด้านฝ่ายแคว้นมู่ล่าถอยไปเพียงไม่นานก็ยกทัพมาประชิดชายแดน ด้วยรู้ว่าแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉู่บาดเจ็บสาหัส เป็นโอกาสบุกเข้าตีเมืองหน้าด่านให้แตกพ่ายในช่วงที่กำลังไร้ผู้นำแข็งแกร่ง
จางจื่อฉีบุตรชายคนโตของแม่ทัพจางเหอเป็นผู้คุมกองทัพรั้งเฝ้าระวังอยู่ที่ค่ายนอกด่านแทนบิดาซึ่งบาดเจ็บ นับว่ามีความสามารถมากทีเดียว ด้วยทำหน้าที่เป็นทั้งเสาหลักให้กับเหล่าทหารเพื่อไม่ให้เสียกำลังใจ รวมถึงเป็นกำลังหลักในการนำทัพรับศึกต้านศัตรูที่รุกรานเอาไว้ ขณะรอทัพใหญ่จากเมืองหลวงมาสมทบ
โดยผู้ที่ได้รับราชโองการให้ยกกองทัพมาปราบศึกแคว้นมู่ คือองค์ชายสามหลี่อี้ ผู้นำกองทัพพยัคฆ์ทมิฬประจำอยู่ทางชายแดนตะวันออก แม้หาใช่ทัพใหญ่จากเมืองหลวง ทว่าเป็นกองทัพที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งน่าเกรงขามที่สุดในแคว้นฉู่ กรีฑาทัพไปที่ใดกำชัยชนะได้ทุกครั้ง
จางจื่อหนิงติดตามข่าวการศึกไม่ขาด ด้วยอย่างไรตนก็มาจากตระกูลขุนศึกของแคว้น ตลอดสองปีที่นางอยู่ในตำหนักองค์ชายหลี่เหวินอย่างปลอดภัยแสนสบาย บิดากับพี่ชายและญาติผู้ชายของตระกูลจางต่างอยู่ในสนามรบ กรำศึกเสี่ยงชีวิตทุกค่ำคืน นางย่อมเป็นห่วงครอบครัวของตน ขอให้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
ได้ข่าวว่ากองทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นทัพหน้านำกองกำลังของทัพตระกูลจางบุกโจมตีแคว้นมู่ลึกเข้าไปในทุกครั้งที่มีข่าวการศึกส่งมายังเมืองหลวง นางจึงภาวนาอยากให้แคว้นฉู่มีชัยเหนือแคว้นมู่ในเร็ววัน ไม่ต่างจากประชาชนในแคว้น เมื่อกองทัพกลับมาพร้อมชัยชนะ ท่านเจ้าเมืองจึงจัดงานฉลองต้อนรับทั่วทั้งเมืองฉีอัน
“คนปรบมือกันเสียงดังเชียว ไปดูกันไหมคะคุณหนู”
ไป๋หงพยายามชี้ชวนคุณหนูของตนให้ไปดูการละเล่นที่ผู้คนต่างรุมล้อมอย่างสนใจ ด้วยเห็นสีหน้าว่างเปล่าของอีกฝ่าย
ความเปลี่ยนแปลงไปของคุณหนูรองหลังจากฟื้นกลับมา ไม่ใช่เพียงไป๋หง ไป๋ฮูหยินเองก็รู้สึกว่าบุตรสาวของตนค่อนข้างเงียบขรึม แววตาแฝงความเศร้าลึกประหลาดจนท่านสั่งให้คนสนิทของบุตรสาวเฝ้าดูแลเจ้าตัวอย่างใกล้ชิด ทั้งยังอนุญาตให้จางจื่อหนิงออกมาดูการเฉลิมฉลองภายในเมือง แน่นอนว่ามีคนจากจวนติดตามอยู่ห่างๆ
“ไม่ล่ะ ข้าอยากไปศาลเจ้าเทียนกวาง”
จางจื่อหนิงบอกความต้องการของตน ไม่มีสิ่งใดน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนางที่พบเห็นงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่สวยงามในเมืองหลวงมาแล้ว นางมีเรื่องให้กังวลรออยู่จึงอยากไปในสถานที่สงบมากกว่า การใช้ชีวิตเช่นแม่ชีในอารามเหลียงซานนานอาจทำให้นางคิดถึงความเงียบสงบ
“ฮูหยินอนุญาตให้คุณหนูออกมาชมงานในเมือง หากไปถึงศาลเจ้าเทียนกวาง ไป๋หงเกรงว่า...”
“อย่างไรท่านพ่อก็ให้คนตามข้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
ด้วยทุกครั้งที่มารดาหรือนาง แม้แต่น้องสาวออกมานอกจวน แม้ขึ้นรถม้าท่านพ่อก็ยังสั่งคนคอยคุ้มกันห่างๆ เสมอ
“กลับไปที่รถม้ากัน รีบไปรีบกลับ ไม่นานหรอก”
มือบางฉุดมือคนของตนขณะที่อีกฝ่ายกำลังลังเลลำบากใจ หมุนกายกลับออกจากถนนสายหลักของเมือง ผู้คนต่างก็ออกมาดูการละเล่น รวมถึงมีอาหารมากมายให้ดื่มกินตามอัชฌาสัย นอกจากร้านขายของหลากหลายคึกคักแล้ว ภัตตาคารใหญ่ทุกแห่งของเมืองล้วนเปิดต้อนรับทหารให้เข้ามาสังสรรค์ได้เต็มที่ แทนคำขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกำลังต่อสู้ท่ามกลางสมรภูมิศึกนานนับปี
รถม้าของจวนแม่ทัพอยู่ค่อนข้างไกลทีเดียว ด้วยยากจะเคลื่อนฝ่าผู้คนหนาแน่นเข้าไปในถนนสายหลักได้ จางจื่อหนิงไม่อยากเดินเบียดเสียดคนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา จึงคิดว่าลัดเลาะตัดข้ามสะพานไปยังถนนเส้นเล็กของอีกฝั่งแม่น้ำ แล้วเดินย้อนกลับไปเล็กน้อยน่าจะเร็วกว่า
“มาทางนี้ดีกว่าไป๋หง”
ร่างอรชรก้าวเร็วแทรกชาวบ้านสวนออกไป เพื่อจะข้ามสะพาน ทว่าไป๋หงเกรงว่าคนของจวนอาจไม่ทันเห็นตนกับคุณหนูที่รูปร่างบอบบางแทบจะกลืนหายไปกับฝูงชน จึงละล้าละลังมองหน้าหลังสลับไปมา ทำให้มีคนเดินชนมือบางหลุดไป
“คุณหนู”
ไป๋หงเรียกหาพลางชะเง้อมองตามก็เห็นว่าคุณหนูกำลังมองหาตนเช่นกัน เจ้าตัวไม่ได้หยุดอยู่กับที่ หากกำลังขึ้นสะพานซึ่งผู้คนสัญจรค่อนข้างเยอะ
“คุณหนูเจ้าคะ ช้าหน่อยเจ้าค่ะ”
จางจื่อหนิงหันกลับมองหาสาวใช้ของตนตามทิศทางของเสียง แล้วก็เห็นเจ้าตัวกำลังพยายามหาทางเบียดผู้คนขึ้นสะพานมาเช่นกัน กำลังจะยกมือขึ้นให้อีกฝ่ายเห็น ทว่ากลับถูกชนจากด้านหลังอย่างไม่ทันรู้ตัว
“อุ๊ย”
ร่างอรชรโอนเอนไปด้านข้างทั้งที่ยังตกใจและคิดสิ่งใดไม่ทัน ขณะเดียวกันก็สบตากับคนของตนเห็นว่าอีกฝ่ายตกใจพลางเอ่ยเรียกเสียงดัง
“คุณหนู!”
ตูม!!
ความเย็นยะเยือกปะทะกาย จางจื่อหนิงไม่ทันเห็นว่าใครชนตนด้วยซ้ำ ร่างหญิงสาวดิ่งลงน้ำเย็นจัด สรรพเสียงรอบกายราวดับลงฉับพลัน รับรู้เพียงว่าร่างทั้งร่างเย็นเฉียบ
======