4.งามราวเทพธิดามัจฉา (2)

1447 Words
“คนตกน้ำ ลงไปช่วยเร็วเข้า” เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น “เจ้าชนนางตกลงไป เจ้าลงไปช่วยสิ” “เฮ้ย! ครายชน ชนคราย...” เห็นชัดว่าผู้ที่ทำให้หญิงสาวตกลงไปในน้ำนั้นไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำว่าชนคน ทว่าเขาคือนายทหารที่เมาแอ๋ ทำให้ชาวบ้านไม่กล้ารุมเอาเรื่อง ไป๋หงร้อนใจ กำลังจะกระโดดลงน้ำไปช่วยนายตน เพราะคิดว่าคนของจวนคงตามมาถึงที่นี่ช้า แต่กลับมีใครคนหนึ่งกระโดดลงจากเรือที่แล่นอยู่กลางน้ำ เป็นเรือลำใหญ่ที่น้อยคนนักในเมืองนี้จะมีโอกาสได้นั่ง หากไม่ใช่เจ้าเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในน้ำจางจื่อหนิงควบคุมสติตนพยายามแหวกว่ายกลับสู่ผิวน้ำ ทว่าไม่อาจลืมตาได้ เมื่ออยู่ๆ ก็ถูกคว้าข้อมือรั้งขึ้นก่อนจะรวบเอวบาง นางจึงสะดุ้งเฮือกตกใจทำให้สำลักน้ำ ชาวบ้านด้านบนต่างหยุดชะงักลุ้นระทึก ร่างสูงใหญ่ดำลึกลงไปไม่นานนักก็สามารถพาร่างอรชรโผล่ขึ้นเหนือน้ำได้ “แค่ก...แค่ก...” จางจื่อหนิงสำลักน้ำไอจนนำหูน้ำตาร่วง ท่ามกลางเสียงเฮดังสนั่นพร้อมกับเสียงปรบมือและเอ่ยอย่างยินดี “นางปลอดภัยแล้ว” ใบหน้าเรียวงามเปียกชุ่มอยู่ใกล้ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาคู่เข้มดุมองสตรีในอ้อมกอดชั่วอึดใจ แม้เจ้าตัวจะมีสีหน้าไม่ดีนัก หากก็ยังดูงดงามสะดุดตาสะดุดใจ “นายท่าน” คนบนเรือค่อยๆ นำเรือมาใกล้ร้องเรียก ชายหนุ่มรีบอุ้มร่างบอบบางส่งขึ้นเรือไปก่อน แล้วเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถดันร่างสูงใหญ่ตามขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย จางจื่อหนิงแสบคอแสบจมูกไปหมด รู้สึกเหมือนตนกลืนน้ำไปหลายอึกทีเดียว จึงยังไม่ทันได้เอ่ยขอบคุณผู้ที่อุตส่าห์ลงมาช่วยตน ทว่ากลับต้องนิ่งงันเพราะมีเสื้อคลุมตัวใหญ่ห่มมาบนร่างตน ก่อนอีกฝ่ายจะช้อนอุ้มนางขึ้น หญิงสาวเงยขึ้นมองก็เห็นเพียงปลายคางหนาคมสัน กระทั่งเข้ามาด้านในเรือชายหนุ่มจึงวางตนลงอย่างเบามือ จนเมื่อเขาถอยออกห่างเล็กน้อยนางจึงสามารถเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน บุรุษตรงหน้าใบหน้าเข้มคมคาย ดวงตาคู่เข้มดุเรียวคมราวสะกดให้รอบกายนางหยุดชะงักยามสบตาเขา ริมฝีปากได้รูปสีอ่อนบาง มีไรหนวดเขียวจางรวมไปถึงแนวเคราที่ปลายคางและกรอบหน้า ส่งให้ยิ่งดูคมเข้มทรงพลัง “เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง” ดวงตาคู่งามกะพริบเล็กน้อย เสียงทุ้มเข้มราวดึงนางออกมาจากดวงตาคู่ดำสนิทนั้น “เจ้าค่ะ” จางจื่อหนิงรู้ว่าดวงตาคู่เข้มลึกมองนางด้วยประกายบางอย่าง ก่อนจะบอกเบาๆ “เจ้าเปียกปอนเช่นนี้ คงกลับบ้านลำบาก ข้าจะไปส่งให้” หญิงสาวเพียงขยับปาก ร่างสูงใหญ่ก็เคลื่อนไหวรวดเร็วออกไปด้านนอกแล้วได้ยินเสียงชายหนุ่มสั่งความให้กลับไปยังท่าเรือ จางจื่อหนิงมองออกไปยังริมฝั่ง พยายามหาคนจากจวนที่คอยคุ้มกันหรือไม่ก็ไป๋หง พวกเขาต้องรีบตามมาเป็นแน่ ทว่ายากจะมองเห็นโดยง่ายเพราะชาวบ้านบนฝั่งรวมทั้งทหารที่ออกมาร่วมสนุกสนานเต็มไปหมด ไม่นานนักเรือที่แล่นฉิวก็หยุดลง เจ้าของร่างสูงใหญ่กลับเข้ามาอีกครั้งพลางบอก “ถึงแล้ว เจ้าพอเดินไหวหรือไม่” “เจ้าค่ะ” หญิงสาวลุกขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนไม่ได้เป็นอะไร ดวงตาคู่เข้มดุกวาดมองนางอีกครั้งราวต้องการให้แน่ใจ นั่นทำให้จางจื่อหนิงใบหน้าร้อนวูบ จำต้องหลบสายตาของเขา น่าแปลกที่นางกลับหายใจติดขัดเพราะอีกฝ่าย ทั้งที่เคยผ่านรสเสน่หาจากบุรุษผู้เป็นสามีมาแล้ว เมื่อเขาหันหลังเดินนำไปก่อนหญิงสาวจึงลอบถอนหายใจ ทั้งที่คิดว่าสามารถเดินไปอย่างมั่นคง ทว่าเมื่อจะก้าวขึ้นจากเรือนางกลับซวนเซเพราะอยู่ๆ เรือโคลงเคลงไปมา ยังดีที่ได้มือหนาช่วยจับประคองไหล่โอบไว้ก่อนจะล้ม “หึ” เสียงในลำคอนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงหยันหรือขันกันแน่ หากก็ทำเอาคิ้วเรียวขมวดอย่างขัดใจ คิดจะขยับออกห่างแต่ช้าไปเสียแล้วเพราะแขนกำยำรวบร่างตนขึ้นในทันใด “ข้าช่วยดีกว่า” หญิงสาวทำได้เพียงเผยอริมฝีปากค้างไม่ทันเอ่ยห้าม เพราะขาแกร่งก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ขึ้นมายืนอย่างมั่นคง แต่ที่ทำให้จางจื่อหนิงต้องอึ้งซ้ำสอง ก็คือผู้ที่ก้าวเข้ามาอย่างทันท่วงทีนั่นเอง “นายท่าน” ‘ขุนพลเว่ย’ นายทหารหนุ่มเหลือบขึ้นแวบหนึ่งแล้วหลุบตาลงพลางก้มหน้าเล็กน้อย “ข้าจะไปส่งแม่นางผู้นี้ก่อน” “ขอรับ” อีกฝ่ายตอบรับสั้นๆ แล้วถอยหลังหลบให้ผู้เป็นนายเดินไปขึ้นรถม้า จางจื่อหนิงคิดว่าชายหนุ่มจะปล่อยให้ตนเดินเอง ทว่าเขากลับอุ้มเดินต่อ ขณะผ่านขุนพลเว่ยนางเห็นว่าเขาเหลือบขึ้นมามองตามด้วยแววตางุนงงแฝงความกังวล “เชิญแม่นาง” ชายหนุ่มปล่อยให้นางยืนเองเมื่อมาถึงรถม้า “เกรงใจคุณชาย” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา สบตาคู่เข้มดุเพียงไม่นานก็ต้องหลุบตาลงต่ำ “ไม่ต้องเกรงใจ ข้ายินดี ขึ้นรถม้าเถิด” สุดท้ายจางจื่อหนิงก็ทำได้เพียงก้าวขึ้นรถม้าโดยมือหนาจับประคอง เข้ามานั่งรอชายหนุ่มด้านในพลางลอบมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่ยืนสั่งความกับคนของเขาพร้อมขบคิด ท่าทางของขุนพลเว่ยกับคนอื่นที่ยืนนิ่งด้วยท่าทีขึงขัง หากก็ยำเกรงอยู่ในทีทำเอาใจดวงน้อยกระตุก ‘หรือว่าเขาคือ...’ ความคิดของนางหยุดลงเพราะเจ้าของร่างสูงใหญ่ขึ้นรถม้ามาแล้วเอ่ยถาม “บ้านเจ้าอยู่ทิศทางใด ข้าจะได้สั่งให้รถม้าไปส่ง” ดวงตาคู่งามเลื่อนขึ้นสบกับดวงตาคู่เข้มดุช้าๆ ก่อนริมฝีปากอิ่มจะตอบ “จวนแม่ทัพจางเจ้าค่ะ” คิ้วหนาเข้มขยับสูง จ้องนางนิ่งครู่หนึ่งด้วยสายตามีคำถาม ทว่าไม่ได้ถาม ชายหนุ่มเข้ามานั่งอีกด้านหนึ่งของรถม้าก่อนสั่ง “ไปจวนแม่ทัพจาง” จากนั้นภายในรถม้าก็มีเพียงความเงียบ ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ล้อรถลาก รวมถึงม้าตัวอื่นที่ถูกควบนำทางและตามหลังมา บ่งบอกถึงความสำคัญของผู้ที่อยู่ในรถม้านี้ได้เป็นอย่างดี มือบางกุมกระชับเสื้อที่ชายหนุ่มคลุมให้ตนไว้มั่น ใบหน้าสวยก้มนิดๆ อยู่ๆ กลับมีอาการตกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกเมื่อมั่นใจในสถานะของชายหนุ่มผู้ช่วยชีวิตตนไว้ ทั้งที่เคยพบเจอผู้สูงศักดิ์มาไม่น้อย แม้แต่ท่านเจ้าแคว้นนางก็ได้เข้าเฝ้ามาแล้ว “เจ้าพอจะบอกชื่อของเจ้าได้หรือไม่” นางคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่พูดกับตนเสียแล้ว แม้อยู่ในจวนแม่ทัพ แต่นางก็อาจเป็นสาวใช้ในจวนก็เป็นได้ ทว่าจางจื่อหนิงไม่คิดโกหก หลอกลวงเบื้องสูงนั้นผิดมหันต์ นางจะไม่ทำให้บิดามารดารวมถึงคนในตระกูลจางต้องเดือดร้อน “จางจื่อผิงเจ้าค่ะ” “อ้อ” เสียงทุ้มเข้มตอบรับเพียงสั้นๆ หญิงสาวคิดว่าอีกฝ่ายรับรู้แล้วไม่ได้ใส่ใจใดๆ ทว่าร่างสูงใหญ่กลับขยับมาใกล้พร้อมปลายนิ้วแกร่งแตะปลายคางของนางให้เงยขึ้น “คิดไม่ถึงเลยว่า บุตรสาวที่ท่านแม่ทัพบอกว่าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก เจ็บป่วยบ่อยจึงต้องเลี่ยงอากาศหนาวจัด ไม่ร่วมงานเลี้ยงเมื่อคืน จะออกมาเดินชมงานฉลองนอกจวนปะปนกับชาวบ้านเช่นนี้” ริมฝีปากอิ่มขยับอยากจะแย้งคำพูดที่ราวกล่าวหาว่าบิดารวมทั้งตนเองไม่ให้เกียรติ ทว่าชายหนุ่มไม่เปิดโอกาส “แต่ดูไปแล้ว เจ้าไม่เหมือนคนป่วยสักนิด” ดวงตาคู่เข้มดุเป็นประกายวาบวับ “ดวงตาของเจ้าสุกสกาววิบวับ แก้มของเจ้านวลเนียนมีสีระเรือ ปากของเจ้า...แดงฉ่ำราวผลอิงเถา” หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำ ใบหน้าร้อนวูบวาบตามสายตาคมที่ไล่มองบนดวงหน้าตนพร้อมเอ่ย “แวบแรกที่พาเจ้าขึ้นมา ข้าคิดว่าตนเองฉุดเทพธิดามัจฉาขึ้นจากน้ำเสียอีก” ลมหายใจของจางจื่อหนิงหยุดชะงัก ‘องค์ชายเกี้ยวพานางหรือนี่’ ======
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD