“คนตกน้ำ ลงไปช่วยเร็วเข้า”
เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น
“เจ้าชนนางตกลงไป เจ้าลงไปช่วยสิ”
“เฮ้ย! ครายชน ชนคราย...”
เห็นชัดว่าผู้ที่ทำให้หญิงสาวตกลงไปในน้ำนั้นไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำว่าชนคน ทว่าเขาคือนายทหารที่เมาแอ๋ ทำให้ชาวบ้านไม่กล้ารุมเอาเรื่อง
ไป๋หงร้อนใจ กำลังจะกระโดดลงน้ำไปช่วยนายตน เพราะคิดว่าคนของจวนคงตามมาถึงที่นี่ช้า แต่กลับมีใครคนหนึ่งกระโดดลงจากเรือที่แล่นอยู่กลางน้ำ เป็นเรือลำใหญ่ที่น้อยคนนักในเมืองนี้จะมีโอกาสได้นั่ง หากไม่ใช่เจ้าเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
ในน้ำจางจื่อหนิงควบคุมสติตนพยายามแหวกว่ายกลับสู่ผิวน้ำ ทว่าไม่อาจลืมตาได้ เมื่ออยู่ๆ ก็ถูกคว้าข้อมือรั้งขึ้นก่อนจะรวบเอวบาง นางจึงสะดุ้งเฮือกตกใจทำให้สำลักน้ำ
ชาวบ้านด้านบนต่างหยุดชะงักลุ้นระทึก ร่างสูงใหญ่ดำลึกลงไปไม่นานนักก็สามารถพาร่างอรชรโผล่ขึ้นเหนือน้ำได้
“แค่ก...แค่ก...”
จางจื่อหนิงสำลักน้ำไอจนนำหูน้ำตาร่วง ท่ามกลางเสียงเฮดังสนั่นพร้อมกับเสียงปรบมือและเอ่ยอย่างยินดี
“นางปลอดภัยแล้ว”
ใบหน้าเรียวงามเปียกชุ่มอยู่ใกล้ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาคู่เข้มดุมองสตรีในอ้อมกอดชั่วอึดใจ แม้เจ้าตัวจะมีสีหน้าไม่ดีนัก หากก็ยังดูงดงามสะดุดตาสะดุดใจ
“นายท่าน”
คนบนเรือค่อยๆ นำเรือมาใกล้ร้องเรียก ชายหนุ่มรีบอุ้มร่างบอบบางส่งขึ้นเรือไปก่อน แล้วเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถดันร่างสูงใหญ่ตามขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
จางจื่อหนิงแสบคอแสบจมูกไปหมด รู้สึกเหมือนตนกลืนน้ำไปหลายอึกทีเดียว จึงยังไม่ทันได้เอ่ยขอบคุณผู้ที่อุตส่าห์ลงมาช่วยตน ทว่ากลับต้องนิ่งงันเพราะมีเสื้อคลุมตัวใหญ่ห่มมาบนร่างตน ก่อนอีกฝ่ายจะช้อนอุ้มนางขึ้น
หญิงสาวเงยขึ้นมองก็เห็นเพียงปลายคางหนาคมสัน กระทั่งเข้ามาด้านในเรือชายหนุ่มจึงวางตนลงอย่างเบามือ จนเมื่อเขาถอยออกห่างเล็กน้อยนางจึงสามารถเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน
บุรุษตรงหน้าใบหน้าเข้มคมคาย ดวงตาคู่เข้มดุเรียวคมราวสะกดให้รอบกายนางหยุดชะงักยามสบตาเขา ริมฝีปากได้รูปสีอ่อนบาง มีไรหนวดเขียวจางรวมไปถึงแนวเคราที่ปลายคางและกรอบหน้า ส่งให้ยิ่งดูคมเข้มทรงพลัง
“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง”
ดวงตาคู่งามกะพริบเล็กน้อย เสียงทุ้มเข้มราวดึงนางออกมาจากดวงตาคู่ดำสนิทนั้น
“เจ้าค่ะ”
จางจื่อหนิงรู้ว่าดวงตาคู่เข้มลึกมองนางด้วยประกายบางอย่าง ก่อนจะบอกเบาๆ
“เจ้าเปียกปอนเช่นนี้ คงกลับบ้านลำบาก ข้าจะไปส่งให้”
หญิงสาวเพียงขยับปาก ร่างสูงใหญ่ก็เคลื่อนไหวรวดเร็วออกไปด้านนอกแล้วได้ยินเสียงชายหนุ่มสั่งความให้กลับไปยังท่าเรือ
จางจื่อหนิงมองออกไปยังริมฝั่ง พยายามหาคนจากจวนที่คอยคุ้มกันหรือไม่ก็ไป๋หง พวกเขาต้องรีบตามมาเป็นแน่ ทว่ายากจะมองเห็นโดยง่ายเพราะชาวบ้านบนฝั่งรวมทั้งทหารที่ออกมาร่วมสนุกสนานเต็มไปหมด
ไม่นานนักเรือที่แล่นฉิวก็หยุดลง เจ้าของร่างสูงใหญ่กลับเข้ามาอีกครั้งพลางบอก
“ถึงแล้ว เจ้าพอเดินไหวหรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวลุกขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนไม่ได้เป็นอะไร
ดวงตาคู่เข้มดุกวาดมองนางอีกครั้งราวต้องการให้แน่ใจ นั่นทำให้จางจื่อหนิงใบหน้าร้อนวูบ จำต้องหลบสายตาของเขา น่าแปลกที่นางกลับหายใจติดขัดเพราะอีกฝ่าย ทั้งที่เคยผ่านรสเสน่หาจากบุรุษผู้เป็นสามีมาแล้ว เมื่อเขาหันหลังเดินนำไปก่อนหญิงสาวจึงลอบถอนหายใจ
ทั้งที่คิดว่าสามารถเดินไปอย่างมั่นคง ทว่าเมื่อจะก้าวขึ้นจากเรือนางกลับซวนเซเพราะอยู่ๆ เรือโคลงเคลงไปมา ยังดีที่ได้มือหนาช่วยจับประคองไหล่โอบไว้ก่อนจะล้ม
“หึ”
เสียงในลำคอนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงหยันหรือขันกันแน่ หากก็ทำเอาคิ้วเรียวขมวดอย่างขัดใจ คิดจะขยับออกห่างแต่ช้าไปเสียแล้วเพราะแขนกำยำรวบร่างตนขึ้นในทันใด
“ข้าช่วยดีกว่า”
หญิงสาวทำได้เพียงเผยอริมฝีปากค้างไม่ทันเอ่ยห้าม เพราะขาแกร่งก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ขึ้นมายืนอย่างมั่นคง แต่ที่ทำให้จางจื่อหนิงต้องอึ้งซ้ำสอง ก็คือผู้ที่ก้าวเข้ามาอย่างทันท่วงทีนั่นเอง
“นายท่าน”
‘ขุนพลเว่ย’
นายทหารหนุ่มเหลือบขึ้นแวบหนึ่งแล้วหลุบตาลงพลางก้มหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะไปส่งแม่นางผู้นี้ก่อน”
“ขอรับ”
อีกฝ่ายตอบรับสั้นๆ แล้วถอยหลังหลบให้ผู้เป็นนายเดินไปขึ้นรถม้า
จางจื่อหนิงคิดว่าชายหนุ่มจะปล่อยให้ตนเดินเอง ทว่าเขากลับอุ้มเดินต่อ ขณะผ่านขุนพลเว่ยนางเห็นว่าเขาเหลือบขึ้นมามองตามด้วยแววตางุนงงแฝงความกังวล
“เชิญแม่นาง”
ชายหนุ่มปล่อยให้นางยืนเองเมื่อมาถึงรถม้า
“เกรงใจคุณชาย”
หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา สบตาคู่เข้มดุเพียงไม่นานก็ต้องหลุบตาลงต่ำ
“ไม่ต้องเกรงใจ ข้ายินดี ขึ้นรถม้าเถิด”
สุดท้ายจางจื่อหนิงก็ทำได้เพียงก้าวขึ้นรถม้าโดยมือหนาจับประคอง เข้ามานั่งรอชายหนุ่มด้านในพลางลอบมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่ยืนสั่งความกับคนของเขาพร้อมขบคิด
ท่าทางของขุนพลเว่ยกับคนอื่นที่ยืนนิ่งด้วยท่าทีขึงขัง หากก็ยำเกรงอยู่ในทีทำเอาใจดวงน้อยกระตุก
‘หรือว่าเขาคือ...’
ความคิดของนางหยุดลงเพราะเจ้าของร่างสูงใหญ่ขึ้นรถม้ามาแล้วเอ่ยถาม
“บ้านเจ้าอยู่ทิศทางใด ข้าจะได้สั่งให้รถม้าไปส่ง”
ดวงตาคู่งามเลื่อนขึ้นสบกับดวงตาคู่เข้มดุช้าๆ ก่อนริมฝีปากอิ่มจะตอบ
“จวนแม่ทัพจางเจ้าค่ะ”
คิ้วหนาเข้มขยับสูง จ้องนางนิ่งครู่หนึ่งด้วยสายตามีคำถาม ทว่าไม่ได้ถาม ชายหนุ่มเข้ามานั่งอีกด้านหนึ่งของรถม้าก่อนสั่ง
“ไปจวนแม่ทัพจาง”
จากนั้นภายในรถม้าก็มีเพียงความเงียบ ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ล้อรถลาก รวมถึงม้าตัวอื่นที่ถูกควบนำทางและตามหลังมา บ่งบอกถึงความสำคัญของผู้ที่อยู่ในรถม้านี้ได้เป็นอย่างดี
มือบางกุมกระชับเสื้อที่ชายหนุ่มคลุมให้ตนไว้มั่น ใบหน้าสวยก้มนิดๆ อยู่ๆ กลับมีอาการตกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกเมื่อมั่นใจในสถานะของชายหนุ่มผู้ช่วยชีวิตตนไว้ ทั้งที่เคยพบเจอผู้สูงศักดิ์มาไม่น้อย แม้แต่ท่านเจ้าแคว้นนางก็ได้เข้าเฝ้ามาแล้ว
“เจ้าพอจะบอกชื่อของเจ้าได้หรือไม่”
นางคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่พูดกับตนเสียแล้ว แม้อยู่ในจวนแม่ทัพ แต่นางก็อาจเป็นสาวใช้ในจวนก็เป็นได้ ทว่าจางจื่อหนิงไม่คิดโกหก หลอกลวงเบื้องสูงนั้นผิดมหันต์ นางจะไม่ทำให้บิดามารดารวมถึงคนในตระกูลจางต้องเดือดร้อน
“จางจื่อผิงเจ้าค่ะ”
“อ้อ”
เสียงทุ้มเข้มตอบรับเพียงสั้นๆ หญิงสาวคิดว่าอีกฝ่ายรับรู้แล้วไม่ได้ใส่ใจใดๆ ทว่าร่างสูงใหญ่กลับขยับมาใกล้พร้อมปลายนิ้วแกร่งแตะปลายคางของนางให้เงยขึ้น
“คิดไม่ถึงเลยว่า บุตรสาวที่ท่านแม่ทัพบอกว่าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก เจ็บป่วยบ่อยจึงต้องเลี่ยงอากาศหนาวจัด ไม่ร่วมงานเลี้ยงเมื่อคืน จะออกมาเดินชมงานฉลองนอกจวนปะปนกับชาวบ้านเช่นนี้”
ริมฝีปากอิ่มขยับอยากจะแย้งคำพูดที่ราวกล่าวหาว่าบิดารวมทั้งตนเองไม่ให้เกียรติ ทว่าชายหนุ่มไม่เปิดโอกาส
“แต่ดูไปแล้ว เจ้าไม่เหมือนคนป่วยสักนิด”
ดวงตาคู่เข้มดุเป็นประกายวาบวับ
“ดวงตาของเจ้าสุกสกาววิบวับ แก้มของเจ้านวลเนียนมีสีระเรือ ปากของเจ้า...แดงฉ่ำราวผลอิงเถา”
หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำ ใบหน้าร้อนวูบวาบตามสายตาคมที่ไล่มองบนดวงหน้าตนพร้อมเอ่ย
“แวบแรกที่พาเจ้าขึ้นมา ข้าคิดว่าตนเองฉุดเทพธิดามัจฉาขึ้นจากน้ำเสียอีก”
ลมหายใจของจางจื่อหนิงหยุดชะงัก
‘องค์ชายเกี้ยวพานางหรือนี่’
======