‘เจ้าคิดดูสิ ผู้อื่นแม้ได้รับพระราชทานสมรส หากก็ใช่ว่าจะได้เป็นพระญาติ บิดาของเจ้ามีความชอบใหญ่หลวง ท่านอ๋องโปรดถึงขั้นยกย่องให้เกียรติถึงเพียงนี้ เจ้าควรยินดีที่ได้เป็นถึงพระชายาเอกของพระนัดดา ในภายภาคหน้าจะได้ขึ้นเป็นพระชายาของรัชทายาท ต่อจากนั้นตำแหน่งสูงสุดเหนือสตรีทุกคนก็จะตกเป็นของเจ้า สตรีทั่วแคว้นฉู่จะหาผู้ใดมีวาสนาเช่นเจ้าได้อีก’
ริมฝีปากอิ่มสวยเม้มด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกราวตนถูกผลักไสจากมารดา
‘มีวาสนาหรือ? อยู่เหนือสตรีทั่วแคว้นหรือ? ผิดแล้วท่านแม่ ท่านผลักไสข้าให้ต้องทุกข์ระทมเพราะองค์ชายหลี่เหวินให้ความรักกับสตรีอื่นมากกว่า สุดท้ายต้องจบชีวิตอย่างเดียวดายในถ้ำกลางป่าลึก ไม่มีใครรู้เห็นต่างหาก’
“จื่อผิง ลูกไม่อยากจากแม่ไปอยู่ที่อื่นเช่นกันใช่หรือไม่”
มารดาเห็นนางน้ำตาคลอจึงหน้าเสีย จางจื่อหนิงส่ายหน้า หากท่านก็รีบลุกมาโอบกอดปลอบใจพลางเอ่ยกับสามี
“ดูสิท่านพี่ จื่อผิงใจเสียแล้วเห็นหรือไม่ ท่านทูลองค์ชายว่านางไม่แข็งแรง ไม่อาจตั้งครรภ์ได้ก็ได้นี่นา”
“จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า อีกอย่างเวลานี้สุขภาพของจื่อผิงก็ดีวันดีคืน ท่านหมอตรวจครั้งล่าสุดยังบอกว่าโรคเลือดของนางหายดีแล้ว ข้าไม่อาจหลอกลวงเบื้องสูง”
เป็นข่าวดีภายในจวนตระกูลจางที่คุณหนูรองราวกับได้รับการชุบชีวิตใหม่
“และข้าก็ตกปากรับคำองค์ชายไปแล้ว จะคืนคำได้อย่างไร”
จางจื่อหนิงฉุกคิด เมื่อบิดามารดากล่าวย้ำถึงองค์ชาย หรือว่าขุนพลเว่ยทูลขอองค์ชายให้มาสู่ขอตนให้เขาแล้ว
คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น นางไม่ต้องการแต่งงานกับขุนพลเว่ย ไม่ได้นึกรังเกียจที่อีกฝ่ายเป็นเพียงขุนพล ทว่าตนเป็นคนละคนกับจางจื่อผิง ไม่ได้รักใคร่ผูกพันใจกับอีกฝ่าย
“ไยท่านรับปากง่ายดายนัก”
ไป๋ฮูหยินเอ่ยราวแม่ทัพจางจากตัดสินใจผิดมหันต์
“มีหรือที่ข้าจะไม่ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน คิดดูเถิดฮูหยิน ครั้งก่อนออกไปรบ กองทัพพยัคฆ์ทมิฬพักตั้งค่ายนอกเมือง ข้ากับเจ้าเมืองต้องออกไปเฝ้าองค์ชายที่ค่ายแทน งานเลี้ยงเมื่อคืนก่อน จื่อผิงก็ไม่ได้เข้าร่วม แต่องค์ชายกลับบังเอิญช่วยนางเอาไว้ หากไม่เพราะมีวาสนาต่อกัน พบหน้าเพียงครั้งเดียวองค์ชายคงไม่พึงใจ ถึงกับเอ่ยขอนางกับข้าอย่างตรงไปตรงมา”
สิ่งที่ได้ยินทำให้จางจื่อหนิงอึ้งไป ไม่คาดคิดว่าองค์ชายหลี่อี้จะเป็นผู้ขอตนกับบิดาด้วยตนเอง มิใช่ขุนพลเว่ย
“แม่ทัพกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ฝีมือการรบเก่งกล้าสามารถนับได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในแคว้นฉู่ แม่ทัพเช่นข้ายังยอมรับและชื่นชมองค์ชายสาม บุรุษเพียบพร้อมเช่นนี้ แม้ไม่เอ่ยปาก คนทั่วแคว้นก็พร้อมยกบุตรสาวให้ แล้วข้าจะปฏิเสธได้หรือ”
มารดาของนางถึงกับน้ำตารื้นอีกครั้ง
“จื่อผิงไม่ค่อยออกไปไหน นอกจากศาลเจ้าเทียนกวางกับอารามชิงเฉิง พบเจอผู้คนน้อยนิด ไม่เคยต้องเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยมคมคน หากแต่งกับองค์ชาย นางอาจต้องลำบาก ท่านไม่เป็นห่วงลูกหรือ”
“ข้ากังวลไม่ต่างจากเจ้า จื่อผิงอยู่เพียงในจวนใต้ปีกพ่อแม่คุ้มภัย คนในจวนต่างทะนุถนอมนาง ไม่เคยต้องแก่งแย่งกับผู้ใด แต่องค์ชายรับปากว่าจะดูแลจื่อผิงอย่างดี และจะให้นางเป็นพระชายา ยกย่องให้สมกับที่นางเป็นบุตรสาวข้า”
“แม้รับปาก ก็ใช่ว่าจะทำได้จริง องค์ชายย่อมมีสตรีมากมายรายล้อม จะรับสนมอีกสักกี่คนก็ไม่อาจรู้ได้ จื่อผิงอ่อนต่อโลกภายนอกนัก มีหรือจะสู้รบปรบมือกับสตรีอื่นได้”
“ฮูหยิน...”
ระหว่างบิดากับมารดาโต้คำไปมา จางจื่อหนิงเริ่มคิดได้ นางมีความคับแค้นใจไม่อาจลืมหรือปล่อยวางลงได้ ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง ความอาฆาตที่ตนถูกใส่ร้าย ถูกลอบสังหารจนต้องตายเป็นศพอย่างน่าอนาถในป่า แม้เป็นวิญญาณก็ไม่สงบกระทั่งล่องลอยมาอยู่ในร่างน้องสาว
ไม่แน่หรอก ว่ากันว่าฝาแฝดสามารถสื่อถึงกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แม้ตนกับน้องสาวจะห่างเหิน ทว่าในช่วงเวลาที่ต่างก็อ่อนแอที่สุด จางจื่อผิงอาจรับรู้ได้ถึงกระแสจิตแห่งความปรารถนาสุดท้ายก่อนที่นางจะสิ้นลม อีกฝ่ายอาจเป็นผู้นำพามายังร่างนี้ มอบร่างกายของตนให้นางเพื่อกลับมาทวงความยุติธรรม
แล้วนางจะไม่คว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร
“ลูกยินดี”
บิดากับมารดาหยุดชะงักแล้วหันมองนางอย่างแปลกใจ จางจื่อหนิงย้ำด้วยน้ำเสียงมั่นคงชัดเจน
“ลูกเต็มใจเจ้าค่ะ ท่านพ่อตอบรับคำองค์ชายไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ เจ้าค่ะ”
ผู้เป็นมารดาถึงกับยกมือทาบอก ขยับกายออกห่างเพื่อมองบุตรสาวที่ตนโอบกอดอย่างแสนห่วงแทบไม่เชื่อสายตา สีหน้ากับแววตาในยามนี้ของบุตรสาวคนรองแปรเปลี่ยน ราวไม่ใช่จางจื่อผิง
“จื่อผิง”
ไป๋ฮูหยินพึมพำเบาๆ ในอกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก แม้บุตรสาวคนรองจะยิ้มให้ ทว่านั่นกลับยิ่งรู้สึกใจไม่ดีเอาเสียเลย
“หากท่านพ่อท่านแม่กังวล เป็นห่วงว่าลูกจะดูแลตัวเองไม่ได้ ลูกขอพี่ไป๋หงไปด้วยนะเจ้าคะ”
จางจื่อหนิงต้องการให้มารดาวางใจและสบายใจขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าท่าทางมั่นใจในตัวเองของตนที่แสดงออกมาทำให้ท่านสะดุดใจ
“อีกอย่าง กองทัพจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้แล้ว เราไม่มีเวลาแม้แต่จะจัดงานแต่งใดๆ ทั้งสิ้น”
ท่านแม่ทัพกล่าวพลางมองบุตรสาวอย่างลำบากใจ คราวจางจื่อหนิงแต่งออกไปด้วยสมรสพระราชทาน มีขบวนเกี้ยวเจ้าสาวใหญ่โตมารับจากเมืองหลวง ทว่าจางจื่อผิงกลับไม่มีแม้แต่งานแต่ง
แม้ปราศจากงานใหญ่โต ทว่าองค์ชายหลี่อี้ก็มารับผู้ที่กำลังจะเป็นชายาตนถึงจวนแม่ทัพจางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง มีพิธีการยกน้ำชา ไหว้ฟ้าดิน ไหว้บิดามารดา ซึ่งไป๋ฮูหยินขอสามีตนด้วยความสงสารบุตรสาว องค์ชายไม่ปฏิเสธเมื่อแม่ทัพจางเหอเอ่ยขอ
ร่างอรชรของจางจื่อผิงอยู่ในชุดสีชมพูสวยที่ไป๋หงช่วยแต่งกายให้อย่างงดงาม พร้อมผ้าคลุมหน้าสีชมพูเนื้อบาง ตามคำสั่งของฮูหยิน แม้จะไม่ได้ใส่ชุดแต่งงานทว่ายามยืนข้างร่างสูงใหญ่ขององค์ชายสามแม่ทัพผู้องอาจก็ดูเหมาะสมอย่างน่าชื่นชม ให้คนเป็นบิดามารดาได้ชื่นใจ
หากไม่มีผู้ใดรู้ว่าสำหรับจางจื่อหนิงเป็นการแต่งงานครั้งที่สอง ปราศจากซึ่งความตื่นเต้นหรือตกประหวั่นใดๆ ในใจหญิงสาวราวไปรออยู่ที่เมืองหลวงแล้ว นางอยากรู้ว่าเวลานี้ในตำหนักองค์ชายหลี่เหวินเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรือสงสัยเกี่ยวกับพระชายาเอกเลยหรือ?
“บุตรสาวกระหม่อมคนนี้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง อยู่แต่ในจวนมาตั้งแต่เล็ก มีสิ่งใดที่ทำให้องค์ชายขัดเคืองเพราะความไม่รู้ ขอองค์ชายเอ็นดูและอภัยให้นางด้วย”
แม่ทัพจางเหอฝากฝังบุตรสาว
“แม่ทัพจางวางใจเถิด ข้ารับปากแล้วย่อมไม่ผิดคำแน่”
องค์ชายหลี่อี้ตอบรับเสียงเรียบหากก็มั่นคงน่าเชื่อถือ
กระนั้นไป๋ฮูหยินก็ยังเป็นห่วงบุตรสาวคนเล็ก ออกมาส่งขึ้นรถม้าด้านนอก ฮูหยินจับมือบางมากุมเอ่ยย้ำเสียงเครือ
“แม้ตอนนี้ลูกจะแข็งแรงขึ้น แต่ห้ามละเลย ต้องดื่มยาบำรุงอย่าให้ขาดเข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
“ฝากจื่อผิงด้วยนะไป๋หง”
“ไป๋หงจะดูแลคุณหนูอย่างดีเจ้าค่ะ”
จางจื่อหนิงยังมีผ้าคลุมหน้าอยู่หากก็ยิ้มบางให้มารดาและกระชับมือท่านกลับเบาๆ
“ลูกจะเขียนจดหมายมาถึงท่านแม่บ่อยๆ เจ้าค่ะ”
ด้วยรู้ว่าบิดามารดารักและห่วงใยน้องสาวตนมาก แม้น้อยใจอยู่บ้างที่ท่านแม่ยิ้มแย้มอย่างยินดีในวันที่นางแต่งออกไป ทว่าเมื่อเป็นจางจื่อผิงกลับน้ำตาซึม แต่ในเมื่อตนมาอยู่ในร่างของอีกฝ่ายก็อยากทำหน้าที่เป็นลูกที่ดีแทนเจ้าตัว
“หากมีโอกาสได้พบจื่อหนิง บอกนางด้วยว่าแม่คิดถึง”
คนที่น้อยใจว่ามารดารักตนน้อยกว่าน้องสาวเสมอมาถึงกับจุกในอก น้ำตาแทบหลั่งรินกับคำบอกที่ไม่คาดคิด หากต้องระงับตนเองไว้เต็มที่รับคำมารดา
จากนั้นจางจื่อหนิงจึงร่ำลาพี่ชายคนโตที่ไม่ค่อยได้พบหน้านัก จางจื่อฉีอวยพรน้องสาวก่อนหญิงสาวขึ้นรถม้า ขบวนเล็กๆ เคลื่อนออกจากหน้าจวนตระกูลจางโดยองค์ชายหลี่อี้ขี่ม้านำหน้าเพื่อไปสมทบกองทัพใหญ่ซึ่งตั้งทัพเตรียมตัวออกเดินทางนอกประตูเมืองแล้ว และมีจางจื่อฉีนำทหารคุ้มกันไปส่งจนถึงหน้าประตูเมืองฉีอัน
======