สิงหา เดชาวิทย์
สูตินรีแพทย์หนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เบอร์หนึ่ง” ของโรงพยาบาล ทั้งฝีมือการผ่าตัดที่เฉียบขาด ความนิ่งสุขุม และความรับผิดชอบที่เกินใคร
เขาเติบโตมาในครอบครัวแพทย์
เป็นบุตรชายของ หมอธาดา และ หมอมีนา สองแพทย์ผู้ได้รับการยอมรับจนกลายเป็นตำนานของวงการ
นอกจากนั้น สิงหายังมีน้องสาวอีกหนึ่งคน
ชื่อ เมษา ซึ่งเลือกเดินตามเส้นทางของตัวเองในฐานะสัตวแพทย์
ครอบครัวเดชาวิทย์จึงเป็นครอบครัวที่รายล้อมไปด้วยบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นสูตินรีแพทย์แถวหน้าของโรงพยาบาลในปัจจุบัน
เหตุผลที่สิงหาเลือกเส้นทางสูตินรีแพทย์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขาเติบโตมาในครอบครัวแพทย์ ลึก ๆ แล้ว เขาเป็นคนที่หวงในสิ่งที่รักอย่างมาก
การทำงานในแผนกสูติทำให้เขาต้องตรวจรักษาและดูแลผู้หญิงจำนวนมาก รวมถึงต้องอยู่กับช่วงเวลาที่เปราะบางและเป็นส่วนตัวที่สุดของคนไข้ ซึ่งสำหรับเขา นั่นคือหน้าที่ที่ต้องทำด้วยความเป็นมืออาชีพอย่างที่สุด
แต่ในอีกมุมหนึ่งของความคิด สิงหามักจินตนาการถึงวันที่เขามีคนรัก เขาอยากเป็นคนเดียวที่ได้ดูแลเธอในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต แม้กระทั่งวันที่เธอต้องเผชิญความเจ็บปวดในการให้กำเนิดลูก
เขาไม่อยากให้ผู้ชายคนอื่นต้องเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่เขารู้สึกว่าเป็นสิ่งล้ำค่า ความคิดที่ดูเหมือนเอาแต่ใจนั้น กลับกลายเป็นแรงผลักดันเงียบ ๆ ที่ทำให้สิงหามุ่งมั่นจนก้าวขึ้นมาเป็นสูตินรีแพทย์แถวหน้าของโรงพยาบาล
ต่อหน้าคนไข้และเพื่อนร่วมงาน สิงหาคือหมอที่จริงจัง เข้าถึงยาก และแทบไม่แสดงความรู้สึก
แต่ในอีกมุมหนึ่ง…
เมื่อหัวใจเริ่มมีใครเข้ามาอยู่ในนั้น ผู้ชายที่เคยนิ่ง สุขุม และเข้าถึงยาก กลับเปลี่ยนเป็นคนขี้อ้อน หวง และคลั่งรักอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับคนละคนกับสูตินรีแพทย์ผู้เย็นชาในสายตาของคนทั้งโรงพยาบาล
.
.
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะ ก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกช้า ๆ
“คุณหมอคะ วันนี้มีน้อง ๆ มาฝึกงานนะคะ จะให้เข้ามารายงานตัวเลยไหมคะ” ต้องตา พยาบาลรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่แทบไม่ต่างจากเลขาส่วนตัวของสิงหา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
สิงหาเงยหน้าจากเอกสารตรงหน้าเล็กน้อย สีหน้าดูแปลกใจ
“อ้าว วันนี้เหรอครับ ผมนึกว่าพรุ่งนี้”
“วันนี้ค่ะคุณหมอ เตรียมตัวเลยนะคะ เดี๋ยวพี่ไปเรียกเข้ามาให้”
“ได้ครับ”
เขาพยักหน้ารับ ก่อนจะเหลือบมองกองแฟ้มบนโต๊ะราวกับกำลังจัดระเบียบความคิดของตัวเองใหม่
ไม่นาน เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังแว่วเข้ามาจากหน้าห้อง จังหวะที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้บรรยากาศที่เคยเงียบสงบเริ่มมีความเคลื่อนไหว
บานประตูถูกเปิดกว้างอีกครั้ง
“เชิญค่ะ” เสียงของต้องตาเอ่ยขึ้นพร้อมผายมือให้คนด้านหลังเดินเข้ามา
กลุ่มนักศึกษาแพทย์ในชุดนักศึกษาสีขาวสะอาดก้าวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ สีหน้าทั้งตื่นเต้นและเกร็งเล็กน้อย
“นี่คือน้อง ๆ จากมหาวิทยาลัยแบล็ก มาฝึกงานที่แผนกสูติสามคนนะคะคุณหมอ” ต้องตาหันมาอธิบายสั้น ๆ ก่อนจะถอยออกไปยืนด้านข้าง เปิดพื้นที่ให้สิงหาเป็นคนรับช่วงต่อ
สายตาคมของเขาเงยขึ้นมองคนมาใหม่ทีละคนอย่างพิจารณา
“รายงานตัวเลยครับ ขอแค่ชื่อเล่น จะได้จำง่าย ๆ” เสียงของสิงหาเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ตามแบบฉบับของเขา สายตายังคงก้มลงไล่อ่านข้อมูลในแฟ้มเอกสารตรงหน้า
“หนูชื่อน้อยหนาค่ะ”
เสียงหวานใสของนักศึกษาหญิงคนแรกดังขึ้น
“ผมชื่อกัสครับ”
ชายหนุ่มอีกคนรีบแนะนำตัวต่ออย่างสุภาพ
“ชื่อมายูค่ะ”
นักศึกษาคนสุดท้ายพูดขึ้นเป็นคนท้ายสุด
เพียงแค่นั้น สิงหาก็เงยหน้าขึ้นทันที สายตาคมกวาดมองเด็กฝึกงานทีละคนอย่างพิจารณา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่เธอ
มายู
แค่เสี้ยววินาทีแรกที่เห็น เขายอมรับกับตัวเองว่า… เขาแทบไม่ได้มองหน้าเธอเลยด้วยซ้ำ เพราะรูปร่างสะดุดตาและความมั่นใจที่แผ่ออกมา ดึงความสนใจของเขาไปอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาจึงต้องรีบดึงสติกลับมา ข่มสีหน้าให้เรียบนิ่งเหมือนเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ครับ”
สิงหาตอบสั้น ๆ เท่านั้น ก่อนจะก้มหน้ากลับไปสนใจกองเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง ท่าทีเรียบนิ่งของเขาทำให้บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที
กลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเข้ามายืนกันอย่างเกร็ง ๆ
ไม่กล้าเอ่ยอะไรต่อ
“เอ่อ… ถ้างั้นพี่พาน้อง ๆ ไปแนะนำงานก่อนนะคะคุณหมอ” ต้องตาเอ่ยขึ้นอย่างรู้จังหวะ
สิงหาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับ
“ครับพี่ตา ฝากดูแลน้อง ๆ ด้วยนะครับ” น้ำเสียงยังคงสุภาพแต่ห่างเหินตามแบบฉบับของเขา
ต้องตายิ้มรับ ก่อนจะหันไปเรียกนักศึกษาทั้งสามให้เดินตามออกไป ขณะที่สิงหากลับเข้าสู่ความเงียบของห้องทำงานอีกครั้ง แต่สายตาคมกลับเผลอเหลือบมองตามแผ่นหลังของใครบางคน…
โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันรู้ตัว
.
.
มายู หรือ มายู กุลธิดา พัฒนาวรวงศ์
หญิงสาวจากตระกูลผู้ดีเก่า
เติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูที่เปี่ยมด้วยระเบียบแบบแผนและภาพลักษณ์อันงดงาม
สำหรับผู้ใหญ่ที่รู้จักเธอ มายูคือผู้หญิงที่สวย อ่อนหวาน และเรียบร้อย ราวกับผ้าเนื้อดีที่ถูกพับเก็บไว้อย่างประณีต สมฐานะของตระกูล
แต่ความจริงแล้ว…
ตัวตนของเธอไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด ภายใต้รอยยิ้มหวานและท่าทีสุภาพ มายูคือคนที่ดื้อ แสบ และมีความคิดเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน เธอเชื่อในเหตุผล กล้าตัดสินใจ และไม่ยอมให้ใครกำหนดเส้นทางชีวิตแทน
โชคดีที่พ่อกับแม่ของเธอค่อนข้างเข้าใจตัวตนของลูกสาว ยอมปล่อยให้มายูได้ลองผิดลองถูกและตัดสินใจด้วยตัวเอง
มีเพียง “คุณย่า” เท่านั้น
ที่แทบจะเป็นลมทุกครั้งเมื่อเห็นหลานสาวทำตัวซุกซนเหมือนม้าดีดกะโหลก ภาพลักษณ์กุลสตรีผู้ดีที่ครอบครัวคาดหวัง ดูจะห่างไกลจากตัวตนจริงของมายูเหลือเกิน
นั่นจึงกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเส้นทางการเป็นแพทย์ เพราะการเรียนหมอขึ้นชื่อว่าโหดและหนักหน่วง ตารางชีวิตที่แน่นแทบไม่มีเวลาให้พัก กลายเป็นข้ออ้างชั้นดีที่ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ห่างจากบ้านได้อย่างสบายใจ
.
.
ทันทีที่ทั้งสามคนเดินออกมาจากห้องทำงานของสิงหา
“โทษทีนะ คุณหมอเขาก็เป็นแบบนี้แหละ นิ่ง ๆ ดูดุไปหน่อย แต่จริง ๆ ใจดีนะ” ต้องตาหันมาพูดพร้อมรอยยิ้มเหมือนอยากให้เด็กฝึกงานสบายใจขึ้น
มายูเลิกคิ้วนิด ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
“เขาคือหมอสิงหาใช่ไหมคะ เมื่อกี้หนูแอบเห็นชื่อที่ป้ายมา”
“อ๋อ ใช่จ้ะ เมื่อกี้ก็คือหมอ สิงหา เดชาวิทย์ สูตินรีแพทย์เบอร์หนึ่งของโรงพยาบาลเราเลยนะ”
มายูพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเบะปากเล็กน้อย คล้ายยอมรับในความสามารถของเขาโดยไม่พูดอะไรออกมาตรง ๆ
“แล้วพวกหนูต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ”
น้อยหนา เพื่อนสาวคนสนิทของมายูเอ่ยถามขึ้น เธอเป็นคนตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก ดัดฟันดูใส ๆ แต่บุคลิกกลับตรงกันข้าม เพราะเป็นคนใจสู้มาก ถ้าใครในกลุ่มมีเรื่อง เธอพร้อมจะออกหน้าแทนเสมอ ตัวเล็กแต่ใจใหญ่เกินตัว
“แล้วพี่ต้องตาจะเป็นคนสอนพวกเราหรือเปล่าคะ…”
เสียงของกัสดังขึ้นต่อ ท่าทางมั่นใจและน้ำเสียงหวานทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงทันที กัสเป็นคนอารมณ์ดี ช่างพูด และไม่เคยทำให้กลุ่มเงียบเหงา แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูเป็นชายหนุ่ม แต่ตัวตนภายในกลับเต็มไปด้วยความสดใสแบบสาวมั่น
ต้องตาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ใช่จ้ะ ช่วงแรกพี่จะพาเดินดูงานรอบแผนกก่อน แล้วค่อย ๆ ให้ลองช่วยงานทีละอย่าง”
เธออธิบายด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เพื่อคลายความเกร็งของเด็กฝึกงาน
“จริง ๆ แล้ว งานที่นี่ไม่ได้หนักทุกวันนะ อย่างที่น้อง ๆ คงเคยได้ยิน คนไข้จะเยอะเป็นพิเศษช่วงวันจันทร์ เพราะมีเคสตรวจตามนัดเยอะ พอเป็นวันอื่น ๆ ก็จะเบาลงหน่อย”
ต้องตาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“ช่วงแรกพวกน้องอาจจะยังไม่ได้ทำอะไรเยอะ ส่วนใหญ่ก็ช่วยสังเกต ช่วยหยิบจับเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปก่อน แต่พอเริ่มคุ้นมือ คุ้นงานแล้ว พี่อาจจะแยกให้ไปอยู่กับหมอหรือพยาบาลแต่ละคน จะได้เรียนรู้หน้างานจริงมากขึ้น”
เธอยิ้มให้ทั้งสามคนอย่างให้กำลังใจ
“ไม่ต้องกังวลนะ เดี๋ยวก็ปรับตัวได้”
เด็กฝึกงานทั้งสามมองหน้ากันเล็กน้อย ความตื่นเต้นกับวันแรกยังคงชัดอยู่ในแววตา
ต้องตาลดเสียงลงเล็กน้อย ก่อนจะหันมากระซิบบอกเด็กฝึกงานทั้งสามคน
“พี่ขอเตือนไว้นิดนะ… พยายามอย่าทำอะไรผิดพลาดบ่อย” สีหน้าที่เคยยิ้มสบายเริ่มจริงจังขึ้น
“คุณหมอเขาเป็นคนซีเรียสเรื่องงานมาก โดยเฉพาะเรื่องคนไข้ เพราะฉะนั้นน้อง ๆ ต้องรอบคอบกันหน่อยนะ”
เธอมองหน้าทีละคนเหมือนต้องการให้รับรู้ถึงความสำคัญของคำพูดนั้น
“ถ้าไม่แน่ใจอะไร ให้ถามก่อน อย่าตัดสินใจเอง เข้าใจไหม”
ทั้งสามคนพยักหน้ารับแทบจะพร้อมกัน ความตื่นเต้นเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นความตั้งใจขึ้นมาเล็กน้อย