นางครุ่นคิดว่าควรจะปรับปรุงเรือนเสียหน่อย หากให้ทนอยู่ท่ามกลางความมืดมนเช่นนี้ คงได้ตรอมใจไร้ชีวิตชีวาพาลให้ไม่มีความสุขไปด้วย หวังว่าคงไม่มีใครว่าอะไรเพราะอย่างน้อยนางก็แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินเอก แค่เปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในเรือนคงมิมีปัญหากระมัง
“ดีเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวหนิงชิงช่วย”
นายบ่าวทั้งสองนั่งปรึกษากันว่าจะเปลี่ยนแปลงส่วนไหนของเรือนหลังนี้บ้าง หวังลี่จวินถึงขั้นเอากระดาษกับพู่กันมาร่างแบบลงไปเพื่อจะได้พูดคุยกับนายช่างที่มาปรับปรุงเห็นภาพอย่างละเอียดที่สุด
นางจะเปลี่ยนสิ่งของเครื่องเรือนใหม่ทั้งหมดตั้งแต่โต๊ะ เตียง ตู้ โต๊ะเครื่องแป้ง แจกันดอกไม้ ทาสีห้องให้สว่างสดใสขึ้น เปลี่ยนกระดาษปิดผนังและผ้าม่านเสียใหม่ และอื่น ๆ อีกหลายสิ่ง จากนั้นจึงนำแผนการปรับปรุงห้องทั้งหมดของนางไปพูดคุยกับแม่สามีเพื่อเป็นการขออนุญาตด้วย
“ท่านแม่คิดเห็นว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ ถ้าหากทำตามแบบที่ลูกเอาให้ท่านดู” หวังลี่จวินเอ่ยถามแม่สามี
หากว่าแม่สามีคัดค้านสิ่งใด หรือคิดว่าการจัดการที่นางต้องการมีความไม่เหมาะสม นางจะได้ปรับเปลี่ยนตามที่แม่สามีเห็นชอบ
“เปลี่ยนเสียใหม่ก็ดีเหมือนกัน เรือนนั้นทิ้งร้างนานเกินไปหน่อยก็คงจะหม่นหมองและหดหู่ เอาตามที่เจ้าว่านั่นแหละ เดี๋ยวแม่จะให้บ่าวไปเชิญนายช่างมาพรุ่งนี้” พระชายาไป๋เห็นแบบร่างแล้วก็ชื่นชมว่าหวังลี่จวินเองก็มีความคิดที่ดีอยู่ไม่น้อยจึงได้ตอบรับคำขอที่ลูกสะใภ้อยากปรับปรุงเรือนที่ตัวเองอยู่
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ” หวังลี่จวินกล่าวพร้อมย่อกายหนึ่งทีเพื่อแสดงความขอบคุณ
หลังจากนั้นนางกับหนิงชิงก็เดินกลับมาที่เรือนแล้วพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นมีความสุข ทั้งสองแทบจะทนรอนายช่างที่จะมาพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้ว
เช้าวันต่อมา
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วนายช่างที่แม่สามีแนะนำก็เดินทางมาถึง เจียงจื่อหยางที่มิค่อยได้สนใจในเรื่องของฮูหยินคนใหม่คนนี้สักเท่าไหร่ก็ไม่ได้เอะใจถามว่านายช่างเหล่านี้มาทำอะไร เขาคิดว่าคงมาซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้ท่านแม่ของเขาตามปกติ
หวังลี่จวินกลับไปที่เรือนเพื่อควบคุมการทำงานของนายช่างด้วยตนเอง นางชี้มือไปมาซ้ายทีขวาทีบอกช่างว่าต้องทำอะไรบ้าง พออธิบายทุกอย่างครบถ้วนแล้วนายช่างก็เริ่มทยอยขนสิ่งของต่าง ๆ ที่นางมิต้องการออกมา เพื่อที่จะได้สะดวกในการปรับปรุงภายในเรือน
“แจกันอันนี้ขนไปไว้ที่ใดหรือขอรับ” ลูกน้องนายช่างคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น เพราะมีทั้งแจกันและสิ่งของหลายอย่างที่เจ้าของเรือนสั่งให้ขนออกมา และตัวเขาเองก็มิรู้ว่าจะนำสิ่งของนี้ไปทิ้ง หรือนำไปเก็บที่ใด
“เอาไปไว้ที่สวนข้าง ๆ ก่อนก็ได้” หวังลี่จวินตอบคนงานพลางชี้มือไปอีกด้านหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาทยอยขนสิ่งของที่ไม่ใช้ออกไปวางไว้ก่อน
“เดี๋ยวขนของเสร็จแล้วจะต้องทาสีที่ไม้ใหม่นะขอรับ ฮูหยินน้อยไปรอข้างนอกก่อนดีกว่า กลิ่นของสีไม่ค่อยดีต่อร่างกายเท่าไหร่” หัวหน้าช่างเดินเข้ามาบอกหวังลี่จวิน เพราะเขากำลังจะทาสีที่เจ้าของเรือนเลือกไว้ ตอนนี้ลูกน้องของเขาขนของที่เกะกะออกไปใกล้จะเสร็จแล้ว จึงตั้งใจทำขั้นตอนต่อไปคือทาสีในส่วนที่เป็นไม้ใหม่ เพื่อให้ดูสว่างขึ้นตามที่เจ้าของเรือนต้องการ
“ได้ ๆ” หวังลี่จวินพยักหน้าให้เขาแล้วเดินนำหนิงชิงออกจากเรือน เพื่อให้นายช่างทำงานได้สะดวก
“พวกเจ้าทำอะไรกัน”
อยู่ ๆ ก็มีเสียงดังของบุรุษหนุ่มพูดขึ้นมาจากหน้าเรือน น้ำเสียงนั้นแข็งกร้าวอีกทั้งฟังแล้วยังแฝงไปด้วยโทสะ
“ขะ...ข้ากำลังจะปรับปรุงเรือนใหม่เจ้าค่ะ” หวังลี่จวินตอบผู้มาเยือน สีหน้าของนางตื่นตกใจเล็กน้อย หรือว่าบุรุษผู้นี้จะมิเห็นด้วยที่นางปรับปรุงเรือนกันแน่นะ
“ใครอนุญาตให้เจ้าทำ” เขาเค้นเสียงลอดไรฟันถามด้วยความอดกลั้น สายตาที่จ้องมานั้นก็จ้องมองราวกับว่าจะหักคอนางเสียให้ได้
“ข้าขออนุญาตท่านแม่แล้ว” หวังลี่จวินเงยหน้ามองเขา แล้วเอ่ยตอบออกไป เป็นดั่งที่คิดไว้ บุรุษผู้นี้มิพอใจที่นางปรับปรุงเรือนสินะ ดีที่ก่อนหน้านี้นางได้ไปขออนุญาตแม่สามีไว้แล้ว มิเช่นนั้นคงได้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาแน่นอน
“ถึงท่านแม่จะอนุญาตแต่ข้าไม่อนุญาต นี่คือเรือนของอดีตภรรยาข้า ข้าวของทุกอย่างที่เป็นของนางเจ้าไม่มีสิทธิ์มาเคลื่อนย้าย พวกเจ้าเก็บของทุกชิ้นกลับไปวางที่เดิมให้หมด” บุรุษผู้เย็นชาเดินเข้ามาจนตัวแทบจะประชิดติดกับนางแล้วพูดกระแทกเสียงใส่
เขาพูดจารุนแรงเสียจนหวังลี่จวินรู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าในหัวใจขึ้นมา นางเสียใจกับคำพูดที่เขาดุนางอยู่ไม่น้อย แต่ทว่านางเป็นคนเข้มแข็ง เป็นผู้หญิงที่มาจากยุคใหม่จะไม่ยอมให้ใครมาว่าหรือข่มขู่เอาง่าย ๆ เด็ดขาด
“ไม่ให้ย้ายก็ไม่ต้องย้ายสิ คิดว่าข้าอยากอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ ถ้าท่านไม่อยากให้ข้าอยู่ก็ไล่ข้ากลับจวนตระกูลหวังไปเสีย มิใช่มาพูดจาใส่อารมณ์กับข้าเยี่ยงนี้” หวังลี่จวินเถียงเขาขึ้นมาอย่างไม่ยอมแพ้
ก็ในเมื่อให้นางมาอยู่ที่เรือนนี้แล้วไยนางจะปรับปรุงมิได้ หากเขาต้องการเก็บเรือนนี้ไว้ระลึกถึงคนรักเก่าแล้วทำไมถึงให้นางย้ายมาอยู่ที่นี่ล่ะ
เมื่อไม่พอใจนาง งั้นก็ยั่วโมโหเขาให้ไล่นางกลับจวนบ้านเดิมก็เข้าทางนางเลยสิ เพราะหวังลี่จวินเองก็มิได้อยากอยู่ที่นี่นัก
เจียงจื่อหยางถึงกับงงงันวูบไหว เขามองใบหน้าเล็ก ๆ นางอย่างประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มีสตรีกล้าต่อปากต่อคำกับเขาอย่างไม่เกรงกลัวเช่นนี้