หนิงชิงถืออาภรณ์งดงามสำหรับใส่ออกงานเข้ามาให้ผู้เป็นเจ้านายสาว เป็นอาภรณ์สีฟ้าอ่อนสดใสปักลายดอกเหมยสีเงินดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา
วันนี้หวังลี่จวินต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและแต่งหน้าทำผมตั้งแต่ยามบ่าย เนื่องจากช่วงเย็นจะมีงานเลี้ยงที่จวนของท่านอ๋องเมิ่ง ซึ่งหวังลี่จวินก็ต้องไปด้วยในฐานะฮูหยินเอกของท่านเสนาบดี
พระชายาไป๋แม่สามีของนางเป็นคนเลือกอาภรณ์สำหรับสวมใส่ให้เองกับมือ อีกทั้งยังจัดเครื่องประดับให้นางอย่างสมเกียรติ เป็นชุดเครื่องประดับที่ทำจากเก้าฉือ(เพทาย) เข้ากับอาภรณ์สีฟ้าที่นางสวมใส่เป็นอย่างยิ่ง
“วันนี้ฮูหยินน้อยงดงามมากเลยนะเจ้าคะ หากนายท่านเห็นจะต้องชอบเป็นแน่เจ้าค่ะ” หนิงชิงเอ่ยปากชมเจ้านายสาวไม่หยุด
โดยปกติแล้วฮูหยินน้อยของนางอยู่แต่ในเรือน หวังลี่จวินมักจะมิใช้เครื่องประทินผิวแต่ก็ดูงดงามบริสุทธิ์ บัดนี้ถูกทาแป้งผัดหน้าทาชาด เขียนคิ้วแล้วยิ่งดูงดงามราวกับดอกไม้แรกแย้มรอให้ภมรหนุ่มอย่างท่านเสนาบดีมาเชยชม
“เจ้าชมข้าเกินไปหน่อยแล้ว ข้าก็เหมือนเดิมทุกวันนั่นแหละ เพียงแค่ใส่เครื่องประดับมากกว่าทุกวันเล็กน้อย”
หนิงชิงใช้มือขยับปิ่นปักผมที่อยู่บนศีรษะของหวังลี่จวินให้เข้าที่ก่อนจะพูดต่อด้วยความชื่นชม “ไม่เหมือนทุกวันหรอกเจ้าค่ะ เมื่อเข้าไปในงานเลี้ยงฮูหยินน้อยลองสังเกตดูนะเจ้าคะว่ามีบุรุษมองตามท่านกี่คน”
“เจ้าเลิกพูดได้แล้ว พวกเราออกไปพบท่านพ่อกับท่านแม่เถอะ อย่าให้ท่านทั้งสองรอเลย” หวังลี่จวินรีบกล่าวตัดบทสาวใช้คนสนิท ขืนปล่อยให้นางชมต่อไปคงมิได้ออกไปงานเลี้ยงกันพอดี
รถม้าจอดรออยู่ที่หน้าจวน เจียงจื่อหยางขี่ม้าตัวใหญ่รออยู่ก่อนแล้ว เมื่อท่านอ๋องกับพระชายาและหวังลี่จวินเดินออกมาจากจวน สายตาของบางคนกลับเปล่งประกายความหลงใหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ท่านอ๋องขี่ม้าคู่ใจนำหน้าบุตรชายไปก่อน ส่วนสองสตรีต่างวัยก็เข้าไปนั่งในรถม้าอย่างกลมเกลียว
เมื่อเห็นว่าทั้งสตรีทั้งสองขึ้นรถม้าเรียบร้อย ท่านเสนาบดีหนุ่มก็สั่งให้คนขับรถม้าเคลื่อนตัวทันที
เนื่องจากท่านอ๋องเมิ่งเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายอย่างในเมืองหลวง จวนของเขาจึงอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองพอสมควร ดังนั้นพวกเขาทั้งครอบครัวจึงต้องออกเดินทางกันตั้งแต่ช่วงเย็นเพื่อให้ทันงานเลี้ยงช่วงหัวค่ำ
ล้อรถม้าบดทับกับผิวถนนที่โรยด้วยก้อนกรวดละเอียดไปได้สักระยะ ราว ๆ หนึ่งชั่วยาม ก็มาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าจวนที่มีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนด้วยตัวอักษรสีทองทรงพลังว่า ‘จวนอ๋องเมิ่ง’
หวังลี่จวินก้าวออกมาจากรถม้าเป็นคนแรก โดยที่มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจับมือของนางไว้เพื่อประคองให้เดินลงจากรถม้าอย่างระวัดระวัง เจ้าของมือนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือเจียงจื่อหยางนั่นเอง ก็มือนิ่มเสียขนาดนี้ เขาฝึกวรยุทธแต่ไยมือกลับนุ่มนิ่มราวสตรีเช่นนี้นะ
แม้ว่านางจะรู้สึกแปลกใจมากเมื่อเห็นเขาทำทีท่าใส่ใจเช่นนี้ แต่ก็ต้องรักษามารยาทไม่แสดงออกหรือขัดขืนจนเขาต้องเสียหน้า ยอมให้เขาประคองแต่โดยดี
งานเลี้ยงในครั้งนี้เป็นงานเป็นงานวันเกิดของท่านอ๋องเมิ่งเองจึงได้เชิญแค่ขุนนางระดับผู้ใหญ่และคหบดีคนสนิทสำคัญ ๆ เท่านั้น ภายในงานจึงมิได้มีคนมากมายนัก
เมื่อก้าวเข้าไปในงานก็มีสตรีนางหนึ่ง ดูแล้วน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหวังลี่จวินเดินตรงเข้ามาหานางอย่างดีอกดีใจ
“ลี่จวิน ข้านึกแล้วเชียวว่าเจ้าต้องมา” สตรีนางนั้นเอ่ยทักทายขึ้นอย่างสนิทสนม
แต่หวังลี่จวินเองกลับรู้สึกงงงันสงสัย มิรู้ว่าจะต้องมีปฏิกิริยาสนองตอบอย่างไรดี แม่นางผู้นี้คือใคร เหตุใดจึงได้ทักทายตนอย่างสนิทสนมคุ้นเคยเช่นนี้ นางพยายามค้นหาจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่กลับไม่พบว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร และเป็นบุคคลที่ควรจะเป็นมิตรด้วยหรือไม่ นางเองก็มิอาจแน่ใจนัก
“ข้ามากับท่านเสนาบดี” หวังลี่จวินเอ่ยตอบ แต่มิได้แสดงท่าทีสนิทสนมคุ้นเคยอันใด นางเพียงแค่เอ่ยทักทายและยิ้มให้ตามมารยาทเท่านั้น
“พวกเรามิได้เจอกันเสียนาน ข้าคิดถึงเจ้ามาก เจ้าสัญญากับข้าไว้ว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่อวิ๋นเมิ่งกับข้า แต่ไม่ทันไรเจ้าก็หนีไปแต่งงานเสียแล้ว” สตรีนางนั้นพูดต่อ แววตาหยอกล้อราวกับสนิทกันจริง ๆ
“อะ...เอ่อ” หวังลี่จวินไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไร เนื่องจากไม่รู้เรื่องและจำมิได้เลยว่าไปสัญญาอะไรกับใครไว้ตอนไหน เพราะว่าตนเองก็เพิ่งจะเข้าร่างของหวังลี่จวินและเจ้าของร่างนี้ก็แทบไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ ให้นางรับรู้มากนัก จึงได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อยิ้มแห้งอยู่ตรงนั้น
“เจียวเจียว ข้าว่าเราไปนั่งที่กันก่อนดีกว่าไหม อย่าให้ท่านอ๋องเมิ่งรอนานเลย เจ้ามีอะไรจะคุยกับนางก็ค่อยคุยกันทีหลังเถอะ” เจียงจื่อหยางเอ่ยออกมาขัดจังหวะ
เพราะเขารู้สึกได้ว่าภรรยาสาวของตนมีท่าทีแปลกไป มิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น หรือว่านางอาจจะไม่สบายตรงไหน และบริเวณนี้ก็อยู่ใกล้ทางเข้าออกจวน อาจจะเกะกะขวางทางผู้อื่นได้ จึงเสนอให้เข้าพวกนางเข้าไปนั่งคุยกันด้านในจะดีกว่า
“เจ้าค่ะ พี่จื่อหยาง” เมิ่งเจียวเจียวตอบกลับมาอย่างสุภาพ จากนั้นจึงยื่นมือของตนไปจับมือของหวังลี่จวินไว้ แล้วพานางเดินเข้าไปด้านในจวนอย่างคุ้นเคย
จากนั้นคนทั้งสามจึงเดินเข้าไปภายในงานเลี้ยงด้วยกัน เมื่อเข้าไปถึงด้านในแล้ว หวังลี่จวินก็เห็นบิดามารดาของตนนั่งอยู่ในงานเลี้ยงด้วย นางเดินจึงแยกตัวพลางกึ่งวิ่งเข้าไปกอดพวกเขาทั้งสองด้วยความคิดถึง
ถึงแม้ว่านางจะแต่งออกมาได้ไม่นาน แต่ทว่าความทรมานจากความคิดถึงนั้นช่างทำร้ายนางยิ่งนัก ยิ่งเมื่อมีปัญหากับสามีก็ยิ่งทำให้นางคิดถึงบ้าน คิดถึงบิดามารดามากขึ้น เมื่อพบกับคนทั้งคู่ในวันนี้ก็ทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมา และก็ยังดีที่ท่านอ๋องกับพระชายาเอ็นดูนางอยู่มาก ตอนที่อยู่ในจวนอ๋องก็เลยมิได้ทำให้ตนลำบากหรืออึดอัดใจอะไรมากนัก