หวังลี่จวินนั่งฟังอย่างตั้งใจ นางยังคงตะล่อมถามเรื่องราวของตนเองจากเมิ่งเจียวเจียวอยู่เรื่อย ๆ อย่างเช่นอะไรเป็นสิ่งที่หวังลี่จวินทำเป็นประจำ ชอบไปที่ไหน ไม่ชอบอะไร ไม่กินอะไร และอื่น ๆ อีกมากมาย เมิ่งเจียวเจียวเองก็เล่าไม่หยุดปากเล่าเพลินจนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดแปลกใด ๆ จากตัวหวังลี่จวินอีกเลย
เมื่อหมดเรื่องเล่าของหวังลี่จวินแล้ว ทั้งสองก็เปลี่ยนมาเป็นพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเจียงจื่อหยาง เนื่องจากหวังลี่จวินเองก็รู้เรื่องของเขาน้อยมาก รู้แต่เพียงว่าเขาเป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมสำนักผู้ตรวจการเท่านั้น เรื่องนิสัยใจคอหรือความชอบส่วนตัวต่าง ๆ นั้น นางไม่รู้เลยแม้แต่น้อย จึงตัดสินใจถามกับเมิ่งเจียวเจียว เพราะเห็นนางเรียกเขาว่าพี่จื่อหยาง ดูแล้วคงสนิทสนมคุ้นเคยกันอยู่ไม่น้อย
“เจียวเจียว เจ้าเล่าเรื่องของท่านเสนาบดีให้ข้าฟังบ้างสิ ข้าไม่รู้เรื่องของเขาเลย รู้เพียงแต่ว่าต้องแต่งงานกับเขาเท่านั้น แรก ๆ ที่แต่งเข้าจวนมาก็ราวกับมาอยู่บ้านของคนแปลกหน้าเลย” หวังลี่จวินเอ่ยถาม ใบหน้างามสลดลงเล็กน้อย เมื่อนึกถึงการใช้ชีวิตในช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ที่จวนแห่งนี้ หากไม่มีหนิงชิง และความเอ็นดูของท่านอ๋องและพระชายา นางคงอึดอัดคับข้องใจน่าดู
“เจ้านี่ก็นะ เรียกท่านเสนาบดีอะไรกัน แต่งงานกันแล้ว เจ้าต้องเรียกเขาว่าท่านพี่ถึงจะถูก” เมิงเจียวเอ็ดสหายคำหนึ่ง เมื่อได้ยินนางเอ่ยถึงสามีด้วยความห่างเหิน
“ท่านพี่ก็ท่านพี่ เจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยนะ” หวังลี่จวินคะยั้นคะยอถามขึ้นมาอีกครั้ง มือเล็กของนางก็จับมือของเมิ่งเจียวเจียวเขย่าเบา ๆ คล้ายเป็นการออดอ้อน
เมิ่งเจียวเจียวกลอกตาขึ้นบนกับการกระทำเด็ก ๆ ของสหาย นางใช้นิ้วชี้แตะข้างแก้มสองสามทีทำท่าคิดถึงเรื่องราวของบุรุษหนุ่มรุ่นพี่
“นิสัยใจคอของพี่จื่อหยางหรือ... ตั้งแต่ที่ข้ารู้จักเขามา เขาเป็นคนค่อนข้างสุขุม เยือกเย็น ถึงขั้นเย็นชาเลยก็ว่าได้ เขาพูดกับผู้อื่นน้อยมาก แม้แต่กับข้าเขาเองก็พูดน้อยเช่นกัน อีกอย่างเขาเป็นคนที่ค่อนข้างยึดติด ยิ่งถ้าเขาได้รักผู้ใดหรือว่าชื่นชอบสิ่งใดแล้วก็จะรักมากถึงขั้นไม่ยอมสูญเสียมันไปเลยทีเดียว”
“อืม...ข้าเข้าใจแล้ว” คนฟังได้ยินเช่นนั้นก็กลับไปนึกถึงเรื่องที่ทั้งคู่เคยมีปากเสียงกันเรื่องปรับปรุงเรือน
คงจะจริงอย่างที่สหายสนิทกล่าวมาว่า เขาเป็นคนยึดติดและมีความรักมั่น แม้แต่เรือนนอนของอดีตฮูหยิน เขายังไม่ต้องการให้ใครมาเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุง คงเป็นเพราะยังคิดถึงเรื่องราวและคนในอดีตอยู่นั่นเอง
“ข้าว่าเจ้ามีบางอย่างแปลกไป” เมิ่งเจียวเจียวคล้ายได้สติขึ้นมา นางมองสหายสนิทอย่างสงสัย แล้วเอ่ยขึ้นอีกประโยค “เหตุใดเจาจึงถามเรื่องราวตนเองมากถึงเพียงนี้ราวกับจำอะไรมิได้เลย”
“ข้าจำบางอย่างไม่ได้จริง ๆ แต่ข้าก็มิได้บอกใครนะ ก็ตั้งแต่ที่ข้าฟื้นขึ้นมาจากเหตุการณ์โจรพาตัวไปนั่นแหละ” เสียงกระซิบเบา ๆ เอ่ยขึ้นมา ใบหน้างามของหวังลี่จวินตระหนกเล็กน้อย แต่ก็ตัดสินใจกล่าวเหตุผลเป็นตุเป็นตะขึ้นมา เพื่อให้รอดพ้นจากข้อสงสัยของสหาย
..............
เมิ่งเจียวเจียวคุยกับหวังลี่จวินอยู่ร่วมสองชั่วยามจากนั้นจึงได้ขอตัวกลับจวนไป ตอนที่นางกำลังเดินออกจากจวนไปขึ้นรถม้าก็พอดีสวนทางกับเจียงจื่อหยางที่กำลังกลับจวนมาพอดี ทั้งสองคนทักทายกันเล็กน้อยก่อนจะแยกจากกัน เจียงจื่อหยางไม่ไปได้ไปที่เรือนของตนเองแต่ทว่าเขาเดินตรงไปที่เรือนของหวังลี่จวินแทน
สาวใช้ยังไม่ได้ตั้งสำรับอาหาร เนื่องจากฮูหยินน้อยของจวนและสหายคุยกันไปรับของว่างกันไปจนอิ่มแล้วจึงไม่อยากอาหารอื่น ๆ เจียงจื่อหยางจึงได้เดินเข้าไปในเรือนตรงไปยังห้องนอนอย่างสบายใจแล้วเอนกายลงนอนบนเตียงของหวังลี่จวินด้วยความคุ้นเคย
“ท่าน....” หวังลี่จวินเอ่ยปากจะพูดแต่ก็ถูกหยุดยั้งไว้เสียก่อน เพราะน้ำเสียงทุ้มดังออกมาจากริมฝีปากของบุรุษตรงหน้า
“ขอข้าพักผ่อนสักประเดี๋ยว วันนี้ข้าเหนื่อยมาก ยกสำรับมาด้วยข้าหิวแล้ว”
หวังลี่จวินจึงมิกล่าวสิ่งใดออกมาอีก เพียงแต่ให้เขานอนพักไปก่อนเท่านั้น ไม่นานสาวใช้ก็นำสำรับอาหารมาถึงเพราะเข้าใจว่าท่านเสนาบดีมารับประทานอาหารกับฮูหยินน้อย
นางจึงเรียกให้เขาลุกขึ้นมาทานข้าวก่อนตามที่เขาบอกนางก่อนหน้านี้ว่าหิว เขาเองก็ลุกขึ้นมาอย่างว่าง่ายและไม่พูดพร่ำทำเพลงคว้าตะเกียบพุ้ยข้าวคำใหญ่ใส่ปากราวกับหิวโหยมิได้กินอะไรมาหลายมื้อ
‘ที่สำนักตรวจการไม่มีข้าวให้กินหรืออย่างไร’ ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของผู้เป็นภรรยา
เมื่อเห็นเขาดูท่าทางจะหิวมากและกินอย่างรีบร้อน หวังลี่จวินจึงได้บอกเขาด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วงโดยไม่รู้ตัวว่า “ท่านอย่ารีบสิ ประเดี๋ยวสำลักเจ้าค่ะ”
เจียงจื่อหยางลดมือพุ้ยข้าวให้ช้าลง เปลี่ยนมาคีบอาหารทานตามปกติ หากสังเกต จะเห็นว่ามุมปากเขายกยิ้มเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมานาน เมื่อทานอาหารจนอิ่มแล้วเขาจึงได้วางตะเกียบไว้ด้านข้าง เช็ดปากด้วยผ้าสะอาดที่วางอยู่บนโต๊ะ
“คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่” เจียงจื่อหยางพูดขึ้นประโยคแรกหลังจากกินอิ่ม เขาหันหน้าไปมองภรรยาอย่างจริงจัง
หวังลี่จวินที่กินข้าวยังไม่ทันอิ่มได้ยินแล้วถึงกับต้องชะงัก นางวางถ้วยข้าวกับตะเกียบลงก่อนจะพูดว่า “ไม่ได้เจ้าค่ะ ท่านต้องกลับไปนอนที่เรือนของท่าน”
“ทำไมจะไม่ได้ อย่างไรข้าก็จะนอนที่นี่” เจียงจื่อหยางพูดย้ำด้วยใบหน้าจริงจัง ไม่เปิดโอกาสให้ภรรยาสาวปฏิเสธขึ้นมาได้ ความไม่พอใจปะทุขึ้นมาในอกอีกคราที่ถูกนางขัดใจ แต่ก็ต้องเก็บเอาไว้ เพราะไม่อยากมีปากเสียงจนถึงหูบิดามารดาอีก
เมื่อถึงเวลาเข้านอน หวังลี่จวินก็คิดแผนป้องกันตนเองจากเขาขึ้นมาด้วยการนำผ้าห่มที่มีในห้องมาพันรอบกายเอาไว้อย่างแน่นหนา จนตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากเนื้อห่อใบงา แต่ก็มิวายถูกเขาดึงออกจนหมด แม้แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ใส่ห่อหุ้มคลุมร่างกายก็ยังแทบไม่เหลือสักชิ้น
เมื่อนางขัดขืนมิได้แล้ว เจียงจื่อหยางก็บดริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากเล็กของหวังลี่จวินก่อนที่จะทาบทับกายของนางไม่ให้หนีไปไหนได้