ณ บ้านเรือนไทยโบราณหลังใหญ่ ปลูกลึกเข้าไปในความเงียบสงัดของท้ายป่าช้าหลังหมู่บ้านผักตบ จังหวัดอุดรธานี แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ส่องลอดเรือนยอดลงมากระทบผืนไม้สักขัดเงา
ขุนศึก ชายหนุ่มวัย 35 ปี ผู้มีรูปลักษณ์ราวเทพบุตรจุติ ผิวขาวผ่องตัดกับเส้นผมดำขลับ ดวงตาดำคมกริบราวกับนิลกาฬ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย็นชาจนผู้คนรอบข้างต่างเกรงกลัว กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นเรือน
"ของมันแรงจริงๆ... แรงจนน่าตกใจ... ข้าคงช่วยเอ็งได้แค่นี้..." พ่อครูหนุ่มพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงทุ้มนุ่มแฝงไว้ด้วยความหนักใจเล็กน้อย ก่อนหน้านั้นเพียงครู่ ขุนศึกกำลังถอดจิตท่องไปยังมิติแห่งวิญญาณ
เพื่อร่ำเรียนและฝึกฝนวิชาอาคมอันแก่กล้าที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ทันใดนั้นเอง สัมผัสแห่งญาณของเขาก็รับรู้ถึงกระแสพลังงานมืดมิด ไอความโสโครกและชั่วร้ายที่แผ่ซ่านเข้ามาในเขตอาคมของเขา
กลิ่นอับชื้นและเหม็นเน่าของความตายคลุ้งเคล้ามากับสายลมวิญญาณอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ ท่ามกลางความมืดมนนั้น กลับมีบางสิ่งบางอย่างดึงดูดจิตของเขาให้เข้าไปใกล้ ราวกับถูกมนต์สะกด เมื่อจิตของขุนศึกเคลื่อนเข้าไปใกล้ต้นตอของพลังงานมืดนั้น เขาก็ได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัว
ผู้หญิงคนหนึ่ง... ใบหน้าหวานซึ้งแม้จะซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว กำลังถูกวิญญาณร้ายตนหนึ่งเข้าทำร้ายอย่างทารุณ รูปร่างของผีร้ายนั้นบิดเบี้ยว น่าเกลียดน่ากลัว ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
ทันทีที่วิญญาณร้ายสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันบริสุทธิ์และแก่กล้าของขุนศึก มันก็รีบผละจากร่างของหญิงสาว แล้วหลบหนีหายไปในความมืดมิดอย่างรวดเร็วราวกับหนีไฟ ภาพใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นติดตรึงอยู่ในความทรงจำของขุนศึกอย่างประหลาด ราวกับเขาเคยพบเจอเธอที่ไหนมาก่อน... ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ในภพชาติปัจจุบันนี้
จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ขุนศึกกำลังนั่งบริกรรมคาถาเพื่อเสริมพลังอำนาจแห่งตน จิตของเขาก็พลันรับรู้ถึงกระแสความทุกข์ทรมานและความหวาดกลัวอย่างแสนสาหัสที่ส่งมาจากห้วงลึกของจิตใจดวงหนึ่ง ราวกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่ชัดเจน
"ช่วยฉันด้วย..." ขุนศึกจำได้ทันทีว่านั่นคือเสียงของหญิงสาวที่เขาเคยเห็นในมิติวิญญาณ หากเขาไม่รีบรุดไปช่วยเหลือในทันที ป่านนี้ดวงจิตอันบริสุทธิ์นั้นคงถูกความมืดมิดกลืนกินไปแล้ว...
ด้วยญาณหยั่งรู้และความเมตตาที่ซ่อนลึกอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันเย็นชา ขุนศึกจึงตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวผู้นี้ โดยไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำพาชีวิตของเขาไปสู่เส้นทางที่ไม่เคยคาดคิด... และผูกพันเขาไว้กับดวงจิตดวงนั้นอย่างแน่นแฟ้น...
"ไอ้แดง!" ขุนศึกเอ่ยเสียงต่ำ เรียกกุมารทองลูกเลี้ยงของตนที่มักจะซุกซนอยู่ไม่ไกล "มึงไปดูที ใครกันที่บังอาจใช้อีผีตนนั้นมาทำร้ายคน" ดวงตาคมกริบของพ่อครูหนุ่มเปล่งประกายวาววับด้วยความไม่พอใจที่เห็นพลังงานชั่วร้ายรุกรานเข้ามาในเขตอาคมของตน
"จ๊ะพ่อ! เดี๋ยวฉันจะไปดูให้เดี๋ยวนี้แหละ" ไอ้แดง กุมารทองร่างเล็ก ผิวทองอร่าม ดวงตากลมโตเป็นประกาย รีบรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะวูบหายไปจากห้องด้วยความรวดเร็ว
ไม่นานนัก ร่างเล็กๆ ของไอ้แดงก็ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าฉายแววตกใจเล็กน้อย
"พ่อๆ! มีหญิงแก่ผมขาว นุ่งขาวห่มขาว เลี้ยงผีเขมรผีมอญน่ากลัวมากๆ เลยพ่อ!" ไอ้แดงเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "อีผีตัวนั้นที่พ่อให้ฉันไปดู มันชื่อผีอีบัว มันโดนผัวกับเมียน้อยวางแผนฆ่าอย่างโหดเหี้ยมตอนท้องแก่ๆ เลยพ่อ วิญญาณมันเลยมีแรงอาฆาตค่อนข้างเยอะมากๆ"
ไอ้แดงเน้นเสียงหนักตรงคำว่า 'มากๆ' เพื่อให้พ่อครูหนุ่มรับรู้ถึงความร้ายกาจของวิญญาณตนนั้น
"ยายหมอผีคนนี้น่าจะรับจ้างทำคุณไสย์ใส่คนอื่นเป็นอาชีพหลักเลยพ่อ" ไอ้แดงเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หากใครให้ค่าครูเยอะๆ ของที่ปล่อยไปก็จะยิ่งแรงกล้าตามจำนวนเงินที่ได้รับมา ยิ่งถ้ามีการสังเวยเลือดเนื้อให้พวกผีที่เลี้ยงไว้ด้วยแล้ว พลังของมันก็จะทวีคูณขึ้นไปอีกหลายเท่า"
ขุนศึกขมวดคิ้ว ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด "แล้วผู้หญิงคนนั้น... หญิงสาวที่ถูกอีบัวเล่นงาน... เธอไปทำอะไรให้ใครกัน? ถึงได้ถูกจ้างวานให้ยายหมอผีคนนั้นเล่นงานจนปางตายเช่นนี้... หรือว่าเธอไปขัดผลประโยชน์ใครเข้า?"
พ่อครูหนุ่มพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย เขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวความขัดแย้งของชาวบ้าน แต่เมื่อมีพลังงานชั่วร้ายเข้ามาในเขตอาคมของตน และยังทำร้ายผู้บริสุทธิ์ถึงชีวิต เขาก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้...
ตามจริงระยะทางระหว่างจังหวัดอุดรธานีกับกรุงเทพมหานครนั้นห่างไกลกันพอสมควร การที่พลังไสยดำจากแม่หมอที่ส่งผลกระทบต่อขุนศึกมาถึงอุดรได้รุนแรงถึงเพียงนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่ง
หรืออาจจะเป็นเพราะ... พลังอาฆาตแค้นของผีอีบัวนั้นรุนแรงเกินกว่าจะถูกจำกัดด้วยระยะทาง หรือบางที... อาจเป็นเพราะดวงชะตาของหญิงสาวผู้นั้นกำลังอ่อนแอ เปิดช่องโหว่ให้พลังงานชั่วร้ายแทรกซึมเข้ามาได้โดยง่าย...
ขุนศึกครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา แต่ในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่เชื่อมโยงเขากับหญิงสาวผู้นี้อย่างประหลาด ความรู้สึกคุ้นเคยที่เกิดขึ้นในมิติวิญญาณยังคงแจ่มชัด
ราวกับมีสายใยบางอย่างที่มองไม่เห็นถักทอพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยกัน... สายใยแห่งโชคชะตา หรืออาจจะเป็น... สายใยแห่งกรรมที่เคยผูกพันกันมาในอดีตชาติก็เป็นได้...
ว่าแล้วขุนศึกก็โบกมืออนุญาตให้ไอ้แดงกุมารทอง ออกไปซุกซนตามประสาเด็ก ก่อนที่ตนเองจะเดินขึ้นเรือนไทยหลังใหญ่ เพื่อเข้าไปนั่งพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการถอดจิตและเพ่งญาณ
ในแต่ละวัน พ่อครูหนุ่มแห่งบ้านผักตบแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยก็ว่าได้ ชาวบ้านในละแวกนี้ต่างก็ประสบพบเจอกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการถูกผีร้ายเข้าสิง การถูกมนต์ดำคุณไสยเล่นงาน หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งที่นำไปสู่การใช้ไสยเวททำร้ายกันเอง
เมื่อเกิดเรื่องเดือดร้อน เหล่าชาวบ้านก็จะแห่กันมาขอความช่วยเหลือจากพ่อครูขุนศึกผู้มีอาคมแก่กล้า ทำให้กิจของสงฆ์และกิจของหมอผีของเขานั้นแทบจะควบคู่กันไป จนบางครั้งเขาก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับภาระที่แบกรับอยู่บนบ่าเหล่านี้...
แต่ด้วยจิตใจที่เมตตาและต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ขุนศึกก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะยื่นมือเข้าช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่เดือดร้อนเลย...
"พ่อครูซ่อยแหน่! ลูกข่อยถืกผีเข้า!" เสียงชายวัยกลางคนในหมู่บ้านดังลั่นมาจากนอกเรือน วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความหวาดกลัว
ขุนศึกที่เพิ่งจะทิ้งตัวลงนั่งพักผ่อนบนแคร่ไม้ไผ่ ถึงกับต้องรีบลุกขึ้นมานั่งตัวตรง ก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดเรือนมาอย่างรวดเร็ว
"พี่ขุนๆ!" เสียงไอ้ชาติดังลั่นมาก่อนที่ร่างผอมสูงของเด็กหนุ่มจะโผล่พ้นบันได ไอ้ชาติเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียหมด ขุนศึกเห็นน่าสงสารเลยรับมาเลี้ยงดู ตอนนี้อายุก็ย่างเข้า 15-16 ปีแล้ว เป็นเด็กฉลาดและคอยช่วยเหลือขุนศึกสารพัด
"เออ กูได้ยินแล้ว... เดี๋ยวลงไป" ขุนศึกตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยหน่ายใจเล็กน้อย
"จ้าพี่" ไอ้ชาติรับคำ ก่อนจะรีบลงบันไดไปรอพ่อครูหนุ่มอยู่ข้างล่าง
#มนต์ดำร่ายรักเสน่หา
ว่าด้วยไสยเวทย์... ผู้ที่เรียนและประสบความสำเร็จย่อมเป็นผู้ที่มีบุญญาบารมีแก่กล้าดวงชะตาเหนือคน...และอาจจะเหนือผีห่าซาตานบางตัว...