เมื่อขุนศึกและไอ้ชาติมาถึงบ้านหลังที่เกิดเหตุ ชายผู้นั้นก็รีบเล่าด้วยน้ำเสียงกังวล
"ซ่อยแหน่พ่อครู! บักกล้าลูกข่อย มันไปเล่นซ่อนแอบแถวป่าซ้ากับหมู่ กลับมาก็เป็นไข้ บ่กินข้าวกินปลา มันว่าอยากกินแต่เลือด สงสัยถืกผีแถวป่าซ้าเข้าสิงแล้ว"
ขุนศึกพยักหน้าเข้าใจ เดินเข้าไปใกล้เด็กชายที่นอนตัวสั่นอยู่บนแคร่ ดวงตาขวางก่ำ ไม่มีแววของเด็กน้อยผู้ใสซื่อ พ่อครูหนุ่มจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นแล้วเอ่ยเสียงต่ำ
"ออกไปจากร่างเด็กน้อยผู้นี้เสีย! บ่ซั่นอย่าหาว่ากูบ่เตือน!"
เสียงแหบพร่าตอบกลับมา ไม่ใช่น้ำเสียงของเด็กน้อย
"กูบ่ออก! กูหิว! กูจะกินตับมัน!"
ขุนศึกถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น
"ได้! เดี๋ยวกูจะให้ท่านพญายมราชมารับมึงไปเสียเดี๋ยวนี้เลย!"
ว่าแล้วพ่อครูหนุ่มก็ยกมือขึ้น ท่องคาถาบูชาท่านพญายมราช เสียงทุ้มนุ่มก้องกังวานไปทั่วบ้าน เรียกให้ท่านมารับเอาวิญญาณสัมภเวสีผีเร่ร่อนตนนี้ไปรับกรรมตามที่ได้ก่อไว้...
ไม่นานนัก วิญญาณของผีเร่ร่อนที่สิงอยู่ในร่างเด็กน้อยก็กรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดผวาอย่างสุดขีด มันเห็นแล้ว... เห็นทูตแห่งความตาย... เห็นเงาร่างสูงใหญ่ดำทะมึนที่แผ่รังสีอำนาจน่าเกรงขาม นั่นคือ ท่านพญายมราช ผู้พิพากษาแห่งยมโลก
สำหรับผู้ที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ดวงวิญญาณทุกดวงล้วนต้องเดินทางไปรับการพิพากษาจากท่านพญายมราชในนรกภูมิ ผู้ใดก่อกรรมทำบาปไว้มาก ก็ต้องชดใช้กรรมนั้นๆ ตามบทลงโทษที่ท่านได้ตัดสินไว้
เมื่อรับกรรมครบถ้วนแล้ว จึงจะสามารถไปเสวยสุขในสรวงสวรรค์ได้ ส่วนพวกที่กลายเป็นผีเร่ร่อนและเหล่าสัมภเวสีนั้น คือวิญญาณที่แหกกฎแห่งกรรม ไม่ยอมไปรับการพิพากษา หรือยังคงยึดติดกับห้วงแห่งโลกมนุษย์ด้วยความอาฆาตแค้นและแรงปรารถนาอันแรงกล้า... บัดนี้ เวลาแห่งการชดใช้ของมันได้มาถึงแล้ว...
เมื่อผีเร่ร่อนตนนั้นถูกพลังแห่งยมโลกฉุดกระชากออกจากร่างของเด็กน้อย ขุนศึกก็รีบทำพิธีผูกแขนเรียกขวัญทันที เขาบริกรรมคาถา สวดเรียกขวัญที่หลุดลอยให้กลับคืนสู่ร่างน้อยๆ พร้อมกับผูกด้ายมงคลที่ข้อมือเพื่อปกป้องคุ้มครอง
ไม่นานมากเด็กน้อยก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง ก่อนจะหันไปมองชายผู้เป็นพ่อที่ยืนอยู่ข้างๆ
"ขอบคุณหลายๆ เด้อครับพ่อครู... บักกล้าขอบคุณพ่อครูเร็วๆ ลูกหล่า" ผู้เป็นพ่อเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณครับ พ่อครู" เด็กน้อยยกมือไหว้ขุนศึกด้วยความเคารพ
"บ่เป็นหยังดอก... ต่อไปนี้กะอย่าพากันไปเล่นแถวป่าซ้านั่นอีกล่ะ ผีมันหลาย" ขุนศึกเตือนด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
"บ่ไปแล้วครับ... ย่านหลาย" เด็กน้อยตอบเสียงสั่น เผยให้เห็นแววตาที่ยังคงหวาดกลัวต่อสิ่งที่เพิ่งเผชิญมา
"ไป ชาติ กลับ" ขุนศึกเอ่ยสั้นๆ พลางลุกขึ้นยืน
"ครับพี่ขุน" ไอ้ชาติรับคำ รีบเดินตามหลังพ่อครูหนุ่มกลับไปยังเรือนไทยท้ายป่าช้า
เมื่อมาถึงบ้าน แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบสงัด
"พี่ขุนหิวข้าวยังครับ? เดี๋ยวผมทอดไข่ให้กิน" ไอ้ชาติถามด้วยความเป็นห่วง
ขุนศึกถอนหายใจเบาๆ "ไอ้ชาติ... เอ็งทอดแต่ไข่ให้ข้ากินติดกันจะเป็นอาทิตย์แล้วเด้อนี่"
ไอ้ชาติหัวเราะแห้งๆ "ก็ผมเฮ็ดกับข้าวอย่างอื่นบ่เป็นนี่ครับ แล้วทำไมพี่ขุนบ่หาเมียสักทีล่ะครับ จะได้มีคนเฮ็ดกับข้าวแซ่บๆ ให้กิน"
ขุนศึกหันขวับไปมองหน้าเด็กหนุ่ม ดวงตาคมกริบดุขึ้นเล็กน้อย "เดี๋ยวเถอะมึง!"
ไอ้ชาติรีบยกมือไหว้หัวเราะแหะๆ ก่อนจะรีบเดินเข้าครัวไปเตรียมทอดไข่เจียวตามเคย ทิ้งให้ขุนศึกส่ายหน้าเอือมระอา แต่ในใจลึกๆ ก็อดอมยิ้มกับความไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มไม่ได้... เรื่องเมีย... มันช่างเป็นเรื่องที่ไกลตัวสำหรับเขาเสียเหลือเกิน...
อยู่ๆ ภาพใบหน้าหวานซึ้งแต่ซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวของไหมก็ปรากฏขึ้นในโชนประสาทของขุนศึกอย่างกะทันหัน ราวกับมีใครเอารูปมาฉายให้เห็นชัดเจน ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกนั้นติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดของเขาอย่างไม่ยอมจางหาย
"ซิบหายเอ๋ย... สงสัยจะยุ่งเรื่องชาวบ้านมากเกินไปจนเก็บไปคิด" เขาบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ พลางยกมือขึ้นกุมขมับ พยายามจะสลัดความคิดฟุ้งซ่านและภาพใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าออกจากสมอง
ก่อนที่ไอ้ชาติจะเดินถือจานไข่เจียวสีเหลืองทองกลิ่นหอมฉุยมาวางตรงหน้า พร้อมกับกระติบข้าวเหนียวร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนไม่แพ้กัน
ขุนศึกพยายามตั้งสมาธิกับอาหารตรงหน้า กลืนความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นในใจลงคอ แต่ภาพใบหน้าของไหมก็ยังคงแวบเข้ามาเป็นระยะๆ ราวกับมีใครจงใจตอกตรึงมันไว้ในความทรงจำของเขาอย่างแน่นหนา... ความรู้สึกกังวลใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเริ่มก่อตัวขึ้นในอกของพ่อครูหนุ่มอย่างช้าๆ...
"ไอ้แดง! ไอ้แดง!" ขุนศึกเอ่ยเรียกกุมารทองลูกเลี้ยงอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาฟังดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย
ไม่นานนัก ร่างเล็กสีทองอร่ามของไอ้แดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ถึงแม้ไอ้ชาติจะเห็นกุมารทองตนนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่เห็น ร่างกายของเด็กหนุ่มก็ยังคงขนลุกเกรียวด้วยความกลัวอยู่ดี เขาพยายามหลบไปยืนอยู่ด้านหลังของขุนศึกอย่างเงียบๆ
"มาแล้วจ๊ะพ่อ!" ไอ้แดงตอบรับด้วยน้ำเสียงสดใสตามเคย
"เอ็งไปดูผู้หญิงคนนั้นที... ว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว" ขุนศึกสั่งด้วยความเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด
"พ่อเป็นห่วงพี่คนสวยเหรอจ๊ะ?" ไอ้แดงเลิกคิ้วเล็กน้อย มองหน้าพ่อครูหนุ่มด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
"เอ็งนี่สู่รู้จริงๆ เลยนะไอ้แดง!" ขุนศึกเอ็ดลูกเลี้ยงเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ "ข้าจะให้เอ็งไปดูว่ายายแก่แม่หมอนั่นส่งผีอีบัวมาเล่นงานเธออีกหรือเปล่า"
"ได้จ้าพ่อ!" ไอ้แดงรับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มกว้างแล้ววูบหายตัวไปในความมืดอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงไอ้ชาติที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังของขุนศึก...
ขุนศึกเองก็สับสนและหาคำตอบให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน ทำไมเขาถึงต้องเข้าไปพัวพันกับเคราะห์กรรมของหญิงสาวที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน?
เหตุใดเมื่อยามที่เธอตกอยู่ในอันตราย เพียงแค่ความคิดถึงเขาแวบเข้ามาในห้วงคำนึงของเธอ เขากลับสามารถรับรู้และยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเธอได้อย่างทันท่วงที ราวกับมีสายใยที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงจิตวิญญาณของพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา
หากปู่ของเขายังอยู่ คงจะดีไม่น้อย ท่านผู้เป็นอาจารย์และผู้ถ่ายทอดวิชาไสยเวททุกแขนง คงจะสามารถไขปริศนาและให้คำตอบแก่เขาได้ว่าเหตุใดจึงเกิดเรื่องราวประหลาดเช่นนี้
แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมและการแสวงหาความหลุดพ้น ปู่ของเขาได้เดินทางไปยังทิเบตเพื่อบำเพ็ญสมาธิขั้นสูงเป็นเวลานานแล้ว ทำให้ขุนศึกต้องเผชิญหน้ากับความสงสัยและความกังวลเหล่านี้เพียงลำพัง...
เขาได้แต่หวังว่าไอ้แดงจะนำข่าวคราวเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้นและแม่หมอผีกลับมาให้เขาได้คลายความสงสัยเสียที...
#มนต์ดำร่ายรักเสน่หา
ว่ากันว่าหากดวงจิตของเราเป็นห่วงหรือหวงแหนสิ่งใดมากๆ จิตนั้นย่อมผูกติดหรือสามารถล่องลอยไปตามความห่วงหาได้เสมอ...
พ่อครูนึกถึงสาวที่ไปช่วยแล้วง่ะ ขนาดยังไม่ทันได้เห็นหน้า
ทุกคนอ่านแล้วงงกันไหมค่ะ ถ้างงไว้ไรท์จะมาอธิบายให้อีกที😁😁