ข่าวตายแล้วฟื้นของพระชายาต้าชวี่ สร้างความตื่นตะลึงแก่ชาวเมืองนานกิงไม่น้อย ข้าราชการน้อยใหญ่ พ่อค้าวาณิชที่ต่างก็รู้จักกับใต้เท้าเฟิ่ง ต่างก็ตบเท้าเดินเข้าจวนเพื่อมาขอเยี่ยมธิดาของท่าน
แต่ทุกคนก็ต้องผิดหวังกลับไป ไม่ใช่เพราะเจ้าของจวนปฏิเสธน้ำใจเหล่านั้น แต่เป็นเพราะเฟิ่งต้าชวี่เองที่ไม่ต้องการจะพบใครในตอนนี้ จวบจนกระทั่งห้าเดือนผ่านไปก็ยังไม่มีใครได้พบกับนาง นอกเสียจากคนที่อยู่ในจวนเท่านั้น
“คุณหนูเจ้าคะ”
“หือ”
“ท่านเลิกทำกิริยาที่ไม่เหมาะสมนี้ได้ไหมเจ้าคะ ท่านเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ เป็นพระชายาของอ๋องใหญ่นะเจ้าคะ ทำไมถึงชอบยักคิ้วหลิ่วตาแบบนี้เจ้าคะ”
“ก็ข้าชินของข้าแล้วนี่ ทำไมล่ะมันน่าเกลียดนักเหรอ”
“มันก็ไม่ได้น่าเกลียดหรอกเจ้าค่ะ แต่ยิ่งนับวันมันก็ยิ่งดูมีเสน่ห์ต่างหาก” จะไม่ให้นางชมได้อย่างไรล่ะ ก็ทุกวันนี้คุณหนูของนางเอาใจใส่กับร่างกายอย่างหนัก จนรูปร่างสูงใหญ่ที่เคยมีแต่เนื้อหนังส่วนเกินปลิ้นออกมาหายไปจนผิดตา ถึงแม้ความสูงเหนือสตรีทั่วไปจะยังอยู่ แต่ก็เพรียวบางโปร่งระหงได้สัดส่วนขึ้นมาก วงหน้าที่เคยกลมแป้นเป็นซาลาเปา บัดนี้ดูเรียวขึ้นเปิดเผยความงามออกมาเด่นชัดจนยากจะละสายตา
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะทำต่อไป”
“คุณหนู”
“ทำไมล่ะ” รนิดาหรือเฟิ่งต้าชวี่แกล้งกระทุ้งเท้าเลียนแบบสาวใช้พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากบางๆ
“วันนี้เราจะไปแถวศาลเจ้าไต้กงกันนะเจ้าคะ ข้านัดคนทรงเอาไว้ที่นั่นแล้ว” หลี่บอกกับผู้เป็นนาย “ครั้งนี้ถ้าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมข้าจะไม่ทำอีก และจะยอมรับคุณหนูอย่างไม่แคลงใจอีกเจ้าค่ะ” นางพยายามมาตลอดระยะเวลาห้าเดือนเพื่อหาคนทรงหรือหมอผีเก่งๆ มาปราบผีร้ายที่สิงร่างของคุณหนู แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่คำพูดที่ว่านางปกติดีทุกอย่าง แม้กระทั่งข้าวสารหรือฮู้ต่างๆ ก็ทำอะไรไม่ได้
“ต่อให้เจ้านัดคนทรงมาอีกเป็นร้อยคนข้าก็ยินดีไปเพื่อให้เจ้าสบายใจ” รนิดาลูบศีรษะของสาวใช้อย่างเอ็นดู ตั้งแต่นางมาอยู่ในร่างนี้ก็เป็นเวลาห้าเดือนมาแล้ว ทุกคนในจวนหลังนี้ล้วนดีกับนาง โดยเฉพาะท่านพ่อและท่านแม่ที่ถอดแบบพ่อแม่แท้ๆ ของตนแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกัน ผิดกันที่ยุคสมัยเท่านั้น และอีกคนที่ทำเหมือนต่อต้านแต่ก็ดูแลอย่างดีมาตลอดก็คือเด็กสาวคนนี้
“อีกครั้งเดียวเท่านั้นเจ้าค่ะคุณหนู ข้าสัญญาว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ตอนนี้ใจของข้าก็เชื่อคุณหนูไปหมดแล้วนะเจ้าคะ”
“เจ้าช่างน่ารักยิ่งนัก” ดึงเด็กสาวมากอดหลวมๆ “ขอบใจนะหลี่ที่เชื่อข้า ถ้าผ่านครั้งนี้ไปได้ข้าก็จะพยายามลืมภพชาติที่ข้าจากมาให้ได้เหมือนกัน ข้าจะเป็นคุณหนูเฟิ่งต้าชวี่ของเจ้าอย่างเต็มตัวดีไหม”
“ดีเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ชอบที่คุณหนูเป็นแบบนี้นะคะ ข้าได้ความรู้ใหม่ๆ แปลกๆ จากท่านมากมายนัก ข้าชอบเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเก็บบางเรื่องเอาไว้ก็แล้วกัน แต่มันต้องเป็นความลับของเราสองคนเท่านั้นนะ”
“เจ้าค่ะคุณหนู ข้าจะลืมเรื่องวันนี้ให้หมดเจ้าค่ะ”
ตำหนักมังกรทอง
“ใต้เท้าเฟิ่งเชิญนั่ง” ฮ่องเต้ฉางลั่วผายมือเชื้อเชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือของพระองค์ให้นั่งลง
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เฟิ่งเจิงจงนั่งลงตรงข้ามกับองค์ฮ่องเต้ มีเพียงโต๊ะหนังสือตัวเตี้ยกั้นกลางเอาไว้
“แปลกใจใช่ไหมที่เราเรียกท่านมาพบส่วนตัวแบบนี้”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“เราจะไม่อ้อมค้อมนะ เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับพี่สะใภ้มาสักพักหนึ่งแล้ว แต่เราก็ยุ่งจนลืมถาม วันนี้เรานึกขึ้นได้ก็เลยเรียกท่านมานี่แหละ สรุปว่าเรื่องที่พี่สะใภ้ฟื้นจากความตายเป็นเรื่องจริงหรือไม่” โอรสสวรรค์ใช้คำพูดแบบเป็นกันเองกับอาจารย์ของตน
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“เราดีใจที่ได้ยินแบบนี้ และต้องขอโทษแทนพี่ชายเราด้วยที่ยังยุ่งอยู่กับการทหารที่ชายแดน หวังว่าท่านจะไม่โกรธเขานะ”
เฟิ่งเจิงจงโกรธมากจนอยากจะฆ่าอ๋องผู้นั้นให้ตายด้วยน้ำมือของตน เขารู้ดีว่าลูกสาวรักชายหนุ่มผู้นั้นเพียงไหน ยอมทนอยู่บ้านเขาทั้งที่เขาไม่เคยเห็นคุณค่า ไม่เคยชายตาแลด้วยซ้ำ
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือน้อมรับโดยดี
“รอให้สงครามชายแดนสงบลงก่อนนะ เราจะสั่งให้พี่ชายของเราไปรับพี่สะใภ้กลับ อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น ท่านอดทนหน่อยนะใต้เท้าเฟิ่ง”
“ทุกวันนี้กระหม่อมชินชากับเสียงนินทาเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท อีกแค่ไม่กี่เดือนกระหม่อมอดทนได้อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ฉางลั่วรู้ดีว่าถูกอาจารย์ของตนประชดใส่อย่างแยบยล แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วชวนคุยต่อไป
“เดือนแปดวันที่สิบเก้านี้จะเป็นวันเกิดของพระมเหสี เราจะส่งเทียบเชิญพี่สะใภ้ให้มาร่วมงานเลี้ยงด้วย บอกให้นางเตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“เรื่องที่เราจะพูดก็มีเพียงเท่านี้แหละ”
“ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
“เชิญ”
ใต้เท้าเฟิ่งในวัยห้าสิบปีแตะหน้าผากลงกับพื้น “ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวอวยพรต่อฮ่องเต้แล้วจึงขยับลุกขึ้น ถอยหลังออกไปสามก้าวก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทรงหนังสือส่วนพระองค์ด้วยใจที่กลัดกลุ้ม