รุ่งเช้าวันใหม่มาพร้อมม่านหมอกบางปกคลุมไร่อ้อยกว้างไกล ละอองเย็นชื้นลอยคลอเคลียทั่วทุ่งราวกับกำลังปลอบประโลม
พิมพ์ชนกค่อยๆ ลืมตาขึ้นก่อนแสงแรกของอรุณ แม้กล้ามเนื้อทั่วร่างจะปวดระบมจากการตรากตรำงานเมื่อวาน
แต่ในอกกลับเต็มไปด้วยแรงฮึดสู้ที่ไม่ยอมให้ความเหน็ดเหนื่อยทำให้เธอล้มลง เธอจัดการตัวเองอย่างเรียบร้อย
ก่อนก้าวลงไปยังลานเรือนใหญ่ คราวนี้เธอไม่แปลกใจที่คนงานหลายคนเริ่มมองด้วยสายตาเปลี่ยนไป
ไม่ใช่เพียงความระแวง แต่มีแววเคารพซ่อนอยู่เล็กน้อย
ป้าลำดวนแม่บ้านใหญ่เดินเข้ามาใกล้ ยกถุงผ้าใบหนึ่งส่งให้
“คุณพิมคะนี่เป็นชุดทำงานที่เบากว่าของเมื่อวาน ใส่แล้วจะคล่องตัวกว่าหน่อยป้าเตรียมเอาไว้ให้คุณพิมค่ะ”
พิมพ์ชนกรับของมาไว้ในมือ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นในอกอย่างห้ามไม่อยู่
“ขอบคุณนะคะป้าลำดวน ป้าใจดีกับฉันเหลือเกิน”
นี่เป็นครั้งแรกที่แม่บ้านใหญ่เรียกเธอว่า คุณพิม โดยไม่ใส่น้ำเสียงห่างเหินนัก
เมื่อมาถึงโรงงาน ศิวกรยืนรออยู่แล้ว ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตสีเข้มดูสง่างามท่ามกลางกลิ่นควันและเสียงดังจากเครื่องจักร
เขาหันมามองเธอครู่หนึ่ง แววตาคมกริบเหมือนจะประเมินเธอ
“มาแล้วเหรอ” เสียงทุ้มต่ำถามเรียบ
พิมพ์ชนกสบตากับเขาเต็มๆ
“ค่ะฉันจะทำงานจนกว่าจะใช้หนี้คุณจนหมด”
ศิวกรเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอ
“ปากเก่งจริงแต่ก็เอาเถอะ ไปทำงานได้แล้ว”
เธอเดินไปช่วยคนงานอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่ยกอ้อย
แต่ต้องเรียนรู้วิธีจัดการกากอ้อยที่เหลือจากการบด
ความร้อนจากเตาและไอระเหยทำให้เธอเหงื่อไหลเป็นสาย
แต่ก็ยังพยายามทำอย่างตั้งใจ
คนงานหญิงคนเดิม พี่สายเข้ามาช่วย
“จับตรงนี้ค่ะคุณพิม ระวังมือจะโดนบาด”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ นี้ทำให้เธอเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของคนงานกลุ่มนี้ แม้ยังไม่เต็มร้อย
แต่รอยยิ้มเล็กๆ ที่ส่งมาเป็นสัญญาณว่าเธอเริ่มก้าวเข้าไปในหัวใจของคนที่นี่ทีละน้อย
บ่ายนั้น ศิวกรยืนดูอยู่ห่างๆ เขามองเห็นพิมพ์ชนกก้มหน้าก้มตาทำงาน
แม้เหงื่อจะชุ่มจนเสื้อเปื้อน แต่เธอก็ไม่บ่นสักคำ
หัวใจเขาเหมือนถูกบางอย่างสะกิด แววตาที่ควรจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังกลับวูบไหวอย่างประหลาด
ผู้หญิงคนนี้ ทนเกินกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกแต่เอาเถอะจะทนได้สักกี่น้ำ
แต่เขารีบสะบัดความคิดออกทันที ความแค้นที่สุมอยู่ในอกนานหลายปีกดทับจนไม่ยอมให้ใจอ่อน
เมื่อเสียงพักดังขึ้น พิมพ์ชนกนั่งลงใต้ร่มไม้
เธอหอบหายใจแรงแต่ยังยิ้มออกมาเล็กน้อย
พี่สายยื่นน้ำให้เธออีกครั้ง
และคราวนี้มีคนงานหนุ่มอีกสองคนเข้ามาพูดคุยด้วย
“คุณพิมไม่เหมือนที่พวกเราคิดเลยครับ”
หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงจริงใจ
“ตอนแรกนึกว่าจะอยู่ไม่ถึงวันเสียอีก”
พิมพ์ชนกหัวเราะเบาๆ
“ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทนได้อีกกี่วันหรอกค่ะ แต่จะพยายามให้ถึงที่สุด”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นรอบตัวเธอ
เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึก ไม่ต้อนรับเธอ ลดลง
แต่ศิวกรที่ยืนมองอยู่ห่างๆ กลับกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ภาพพิมพ์ชนกที่หัวเราะกับคนงานทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ
คืนนั้น บนเรือนใหญ่ ศิวกรยืนพิงหน้าต่างเช่นเคย
แต่คราวนี้ไม่ได้ถือแก้ววิสกี้ เขามองเห็นพิมพ์ชนกนั่งบนระเบียง
หวีผมยาวช้าๆ แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าเธอจนดูอ่อนโยนเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นหญิงที่เขาเกลียด
เสียงของเธอเอ่ยขึ้นอย่างไม่หันมา มองเขาเลยสักนิด
“วันนี้ฉันทำได้ไม่เลวใช่ไหมคะ”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบห้วนๆ
“อย่าหวังว่าฉันจะชมคนอย่างเธอนะพิมพ์ชนก”
“ฉันไม่ได้ต้องการคำชม จากคนอย่างคุณหรอก”
เธอพูดต่อเสียงเรียบ
“ฉันแค่อยากให้คุณเห็นว่าฉันก็ทำงานพวกนี้ได้ฉันไม่ใช่คนอ่อนแอ”
ศิวกรเม้มริมฝีปาก แววตาคมไหววูบอีกครั้ง
แต่ก็หันหลังเข้าห้องโดยไม่พูดอะไรต่อ
พิมพ์ชนกมองแผ่นหลังของเขาที่หายลับไป เธอยกยิ้มบางออกมาอย่างเหนื่อยล้า แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
สักวันหนึ่งคุณจะต้องเห็นฉันในแบบที่ฉันเป็นจริงๆ
เสียงสายลมพัดผ่านไร่อ้อยดังซู่ซ่าอีกครั้ง คล้ายเป็นพยานให้กับคำสัญญาในใจของหญิงสาว
ว่าเธอต้องหาเงินใช้หนี้ศิวกรให้ได้เธอจะได้หลุดพ้นจากเขาสักที เธออยากออกไปจากที่นี่ อยากหย่ากับเขา