คนใจร้าย

758 Words
เสียงหวูดโรงงานดังขึ้นในยามเช้า ฟ้าครึ้มเหมือนฝนกำลังจะตก พิมพ์ชนกก้าวเข้าไปในโกดังอ้อยพร้อมคนงานกลุ่มใหญ่ ถึงแม้แขนขาจะยังระบมจากงานเมื่อวาน แต่เธอกลับไม่แสดงอาการให้ใครเห็น ศิวกรยืนตรวจบัญชีข้างเครื่องจักรสายพาน สายตาคมกริบเหลือบมองเธอเพียงแวบเดียว ก่อนออกคำสั่งเสียงแข็ง “วันนี้เธอช่วยตรวจการป้อนอ้อยเข้าเครื่อง อย่าให้เครื่องติดขัด” “ค่ะ” พิมพ์ชนกตอบรับเสียงเรียบ เธอสวมถุงมือผ้าเก่าๆ ที่ได้จากคนงานคนหนึ่ง ก่อนก้าวเข้าไปใกล้สายพานบด โรงงานอึกทึกด้วยเสียงเครื่องจักรบดอ้อยดังสนั่น เศษชานอ้อยกระเด็นกระดอนทั่วพื้น กลิ่นหวานฉุนผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องจนแสบจมูก พิมพ์ชนกยืนคอยดูชาวไร่โยนอ้อยเข้าเครื่องบด เธอใช้ตะขอเหล็กคอยดันท่อนอ้อยที่ติดค้างให้หลุดออก สายตาเพ่งไปข้างหน้าอย่างตั้งใจ ถึงแม้เหงื่อจะไหลชุ่มทั้งแผ่นหลัง ศิวกรยืนกอดอกห่างออกไป มองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งงัน แต่ในใจกลับเผลอถามตัวเอง ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย กระทั่งช่วงบ่าย เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เสียงกรีดร้องดังลั่นเมื่อท่อนอ้อยขนาดใหญ่ติดค้างในเครื่องบดอย่างแรง สายพานหยุดชะงักกะทันหัน คนงานหลายคนตกใจถอยห่าง แต่พิมพ์ชนกกลับวิ่งเข้าหา “อย่าเข้าไป!” ศิวกรตะโกน แต่เสียงเครื่องจักรกลบจนแทบไม่ได้ยิน พิมพ์ชนกใช้แรงทั้งหมดดึงตะขอเหล็กงัดท่อนอ้อยที่ติดค้างไว้ แต่เครื่องบดกลับสะบัดแรงจนเธอเสียหลัก ลำตัวเอนไปเกือบจะถูกดึงเข้าไปในราง “พิมพ์ชนก!” เสียงคำรามของศิวกรดังขึ้นพร้อมร่างสูงพุ่งเข้ามา เขาคว้าแขนเธอไว้ทัน ก่อนดึงออกมาอย่างแรงจนทั้งคู่ล้มลงกระแทกพื้น คนงานหลายคนรีบเข้ามาช่วยกันหยุดเครื่อง เสียงเอะอะโกลาหลดังก้องไปทั่วโกดัง พิมพ์ชนกหอบหายใจแรง แขนขาสั่นเทา ใบหน้าเปื้อนฝุ่นและคราบน้ำอ้อย แต่สิ่งที่เธอรับรู้ชัดเจนคือวงแขนแข็งแรงที่โอบรัดเอวเธอไว้แน่น ศิวกรก้มมองเธอ ดวงตาคมดุดันสั่นวูบด้วยความตกใจที่ไม่อาจซ่อน น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความกร้าวร้าวปนสั่นเครือ “ใครบอกให้เธอโง่เสี่ยงตายแบบนั้น! เธออยากตายมากนักหรือไง” “ฉัน แค่ไม่อยากให้เครื่องพัง” พิมพ์ชนกตอบเสียงแผ่ว แต่แววตายังคงมุ่งมั่น “มันเป็นหน้าที่ของฉันนี่คะ” ศิวกรกัดกรามแน่น ความโกรธและความหวาดกลัวปะทะกันในอก เขาอยากดุด่า อยากผลักไส แต่กลับทำไม่ได้เพราะภาพเมื่อครู่ยังติดตา ภาพที่เธอเกือบถูกกลืนหายไปต่อหน้าเขา คืนนั้น ฝนตกหนักอีกครั้ง พิมพ์ชนกนั่งกอดเข่าในห้องเล็กเหมือนเคย แต่แขนที่บาดเจ็บจากการถูกดึงยังเจ็บแปลบ เธอใช้ผ้าขาวม้าพันไว้เองอย่างเงียบๆ เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นหน้าประตู ก่อนศิวกรจะเปิดเข้ามาโดยไม่เคาะ “แขนเจ็บใช่ไหม” เขาถามห้วน แต่สายตาที่กวาดมองแผลกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “ไม่เป็นไรค่ะ แค่ถลอกนิดหน่อย” พิมพ์ชนกรีบเบือนหน้าหนี ศิวกรเดินเข้ามาใกล้ วางกล่องปฐมพยาบาลบนโต๊ะ “ปล่อย ฉันทำให้” เธออึ้งไปชั่วขณะ แต่เมื่อเห็นแววตาที่จริงจัง จึงยอมยื่นแขนออกไปอย่างลังเล นิ้วมือหยาบกร้านของเขาสัมผัสผิวเธอเบาๆ ขณะพันผ้า ทำให้หัวใจเต้นแรงจนเธอแทบหายใจไม่ทั่วท้อง “อย่าโง่อีก” ศิวกรเอ่ยเสียงต่ำ หลังพันแผลเสร็จ เขาเงยหน้ามองเธอเต็มตา “ชีวิตเธอ ไม่ใช่ของเล่น” พิมพ์ชนกเม้มริมฝีปากแน่น ไม่รู้จะตอบอย่างไร น้ำตาที่กดเก็บไว้ทั้งวันพลันรื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อเขาลุกขึ้นจะเดินออกไป เธอเรียกเบาๆ “คุณศิวกร” เขาหยุด แต่ไม่หันกลับมา “ขอบคุณนะคะ” เสียงเธอสั่นพร่าพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ทั้งที่ใบหน้ายังมีคราบน้ำตา ศิวกรชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินจากไปโดยไม่เอ่ยคำใด ทว่าหัวใจกลับสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คืนนั้น เสียงฝนกระหน่ำไม่ต่างจากคืนแต่งงาน แต่บรรยากาศในใจเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความเกลียดชังที่เคยมั่นคงกลับเริ่มถูกสั่นคลอนด้วยภาพรอยยิ้มและน้ำตาของผู้หญิงที่เขาคิดว่าเกลียดที่สุด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD