สิ่งที่ต้องเจอ

910 Words
เสียงไก่ขันจากลานด้านหลังเรือนไม้ดังขึ้นประสานกับเสียงกวาดพื้นของคนงานที่ตื่นแต่เช้า พิมพ์ชนกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ขณะที่ดวงตายังพร่าเลือนจากการนอนไม่เต็มอิ่ม เธอไม่เคยชินกับการตื่นในสถานที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะที่นี่เรือนใหญ่หลังนี้ของตระกูลศิวกร ที่ทุกซอกมุมดูเก่าแก่และเย็นเยียบจนเหมือนปิดกั้นหัวใจคนให้อับชื้นไม่ต่างจากฝนเมื่อคืน พิมพ์ชนกลุกขึ้นจากเตียง ห่มผ้าคลุมไหล่เดินไปยังระเบียงไม้ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วตัดกับกลิ่นดินหลังฝนที่ยังอวลอยู่ในอากาศ ทิวไร่อ้อยทอดยาวสุดสายตาเบื้องหน้าเป็นภาพที่ทั้งงดงามและน่าอึดอัดในเวลาเดียวกัน เธอหันไปมองอีกฝั่งของห้อง ศิวกรไม่อยู่แล้ว ราวกับเขาไม่ต้องการอยู่ใกล้เธอแม้แต่นิดเดียว เมื่อเดินลงไปยังห้องโถงด้านล่าง เสียงพูดคุยเบาๆ ของแม่บ้านก็แผ่วลงทันที ทุกสายตาหันมาจับจ้องราวกับเธอเป็นสิ่งแปลกปลอม “คุณพิมเชิญทานข้าวเช้าค่ะ” หญิงสูงวัยที่เป็นแม่บ้านใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงแววระวังตัว บนโต๊ะไม้ยาวมีอาหารพื้นบ้านเรียงรายอยู่ แต่เก้าอี้หัวโต๊ะกลับว่างเปล่า ไม่มีร่างของศิวกร ทำให้บรรยากาศเย็นชาลงยิ่งกว่าเดิม พิมพ์ชนกนั่งลงอย่างเก้ๆ กังๆ ก่อนจะยกช้อนตักข้าวต้มเข้าปากอย่างเงียบงัน เธอสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่ยังไม่เลิกจับจ้อง บ้างแฝงความสงสัย บ้างเต็มไปด้วยการดูแคลน เธอรู้ดีว่าคำว่า เมียชัง ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำของศิวกรเท่านั้น แต่มันคงกำลังแพร่ไปทั่วทั้งเรือน หลังอาหารเช้า เธอเดินสำรวจรอบๆ เรือนไม้ พยายามเก็บรายละเอียดเพื่อปรับตัวให้อยู่รอด สวนด้านข้างปลูกต้นพิกุลและมะลิหอม บรรยากาศสงบแต่ก็มีแววเงียบเหงา ขณะที่เธอกำลังนั่งพิจารณากอพิกุลเล็กๆ เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ไม่มีอะไรทำรึไง ถึงได้มานั่งมองดอกไม้เฉยๆ แบบนี้” พิมพ์ชนกสะดุ้ง หันไปเห็นศิวกรยืนกอดอกอยู่ ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนสามส่วนดูดุดันยิ่งกว่าเดิม “ฉันก็แค่ดูรอบๆ บ้านค่ะ” เธอตอบเสียงเบา พยายามไม่สบตาโดยตรง เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “อย่าคิดนะว่ามาอยู่ที่นี่แล้วจะได้ใช้ชีวิตสบายๆ อย่างคุณหนูเมืองกรุง ในไร่นี้ ใครไม่ทำงานก็เท่ากับเป็นภาระ” เธอกำมือแน่น สูดหายใจลึก “ถ้าคุณต้องการให้ฉันช่วยงาน ฉันก็จะทำ” ดวงตาคมเข้มของเขาไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนกระตุกยิ้มบาง “ดีฉันจะได้รู้ว่าคนอย่างเธอจะอดทนได้นานแค่ไหน” ศิวกรพาเธอออกไปที่ไร่ อากาศยามสายยังชื้นแฉะจากฝนเมื่อคืน แต่ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นเมฆ ร่างกายแรงงานหลายสิบคนกำลังขะมักเขม้นตัดแต่งอ้อย พิมพ์ชนกมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง เธอไม่เคยสัมผัสชีวิตเช่นนี้มาก่อน “นี่คือชีวิตจริง ไม่ใช่บ้านคุณที่มีแต่คนเอาใจ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาของศิวกรฟังดูเรียบเฉย แต่ในความเรียบนั้นกลับชัดเจนด้วยแรงกดทับของการดูแคลน จนแทบทำให้บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้ง “ตั้งแต่พรุ่งนี้ เธอจะมาช่วยงานที่โรงงานไม่ต้องกลัวว่าจะเปื้อนมือหรอก คนอื่นเขาทำได้ เธอก็ต้องทำได้” พิมพ์ชนกเงยหน้ามองเขา ความเกลียดชังที่ฉายชัดในแววตาทำให้เธอเจ็บลึก แต่ขณะเดียวกันมันกลับกระตุ้นความดื้อรั้นในใจขึ้นมา “ฉันไม่กลัวหรอกค่ะ” เธอตอบเสียงหนักแน่นเกินคาด “ถ้ามันจะทำให้คุณเห็นว่าฉันไม่ได้เป็นภาระ” ศิวกรจ้องเธอเขม็ง คล้ายไม่คาดคิดว่าเธอจะตอบโต้อย่างนั้น แต่ไม่นานก็สะบัดหน้าแล้วหันหลังเดินนำไป บ่ายวันนั้น พิมพ์ชนกถูกพาไปที่โรงงานน้ำตาลเก่าแก่ อาคารสูงที่ผสมกลิ่นอ้อยเผาและเหล็กกล้า เสียงเครื่องจักรดังครืนครั่นชวนให้เวียนหัว เธอสูดหายใจลึก พยายามข่มความกลัว “ตั้งแต่พรุ่งนี้เธอจะมาเรียนรู้งานที่นี่” ศิวกรบอกเสียงเข้ม “ฉันคงไม่ต้องอธิบายอะไรนะ คนที่นี่ไม่ต้อนรับเธออยู่แล้ว เพราะฉะนั้น…จะอยู่รอดได้ก็ต้องพิสูจน์เอง” เขาพูดจบก็เดินหายไป ทิ้งให้เธอยืนอยู่ท่ามกลางสายตาของคนงานที่จ้องมองมาด้วยความไม่ไว้วางใจเธอ คืนนั้น พิมพ์ชนกนั่งนิ่งริมหน้าต่างห้องนอน ร่างกายอ่อนล้าแทบหมดแรง ทว่าในอกกลับพลุ่งพล่านไม่ยอมสงบ ภาพแววตาเย็นชาและแฝงการดูแคลนของศิวกรยังตามหลอกหลอนเธอ มันไม่ยอมเลือนหายไปจากใจฉันจะต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น… เธอกำมือแน่น สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้คำว่า เมียชัง มาทำลายคุณค่าของเธออีกต่อไป ต่อให้ต้องเจ็บ ต้องเหนื่อยแค่ไหน เธอก็จะยืนหยัดจนกว่าความจริงจะถูกเปิดเผย เสียงลมกลางคืนพัดผ่านไร่อ้อยดังซู่ซ่า คล้ายกำลังส่งกำลังใจเงียบๆ ให้หญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางอันยากลำบากของชีวิตคู่ระหว่างเธอกับเขา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD