เริ่มงาน

841 Words
แสงอรุณอาบผ่านบานหน้าต่างเข้าสู่ห้องนอนกว้าง ความอบอุ่นของวันใหม่คลี่คลายความเงียบงัน ข้างนอก เสียงไก่ขันประสานกับเสียงเครื่องจักรจากโรงงานด้านล่างดังแว่วมา เป็นสัญญาณว่าชีวิตในวันนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พิมพ์ชนกตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เพราะรู้ว่าวันนี้คือวันที่เธอต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ เมียชัง ของศิวกร จะไม่ให้เรียกเมียชังได้ยังไงกันแม้แต่หน้าของเธอเขายังไม่อยากมองด้วยช้ำ เธอต้องลงไปทำงานกับคนงานในโรงงานน้ำตาล เพื่อแลกกับค่าจ้างหลักร้อยต่อวันที่เขาจะหยิบยื่นให้ เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงผ้าสีเข้ม รวบผมขึ้นอย่างเรียบง่าย ก่อนเดินลงไปยังห้องโถงด้านล่าง แม่บ้านใหญ่และคนรับใช้ต่างเงยหน้ามองพร้อมรอยยิ้มฝืนๆ ราวกับยังไม่แน่ใจว่าจะต้องปฏิบัติต่อเธอเช่นไร “คุณพิม ทานอะไรก่อนไหมคะ” เธอส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยากไปโรงงานแต่เช้า” คำตอบนั้นทำให้แม่บ้านชะงักไปนิด แต่ก็พยักหน้ารับอย่างเกรงใจ เมื่อพิมพ์ชนกก้าวเข้าไปในโรงงาน กลิ่นน้ำมันเครื่องและเสียงเครื่องจักรดังก้องไปทั่วพื้นที่ ศิวกรยืนกอดอกอยู่หน้าเครื่องจักรใหญ่ราวที่กำลังทำงานอยู่ ดวงตาคมจับจ้องมาที่เธอทันที ราวกับต้องการวัดใจ “ทำไมเพิ่งมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ชัดถ้อยชัดคำดังขึ้น เธอชะงักไปนิด หัวใจเต้นแรงแต่พยายามไม่ให้สีหน้าแสดงออกมากนัก “ก็ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานนี่คะ” พิมพ์ชนกตอบเสียงเรียบ แต่แฝงแววท้าทายเล็กน้อย ศิวกรยกยิ้มมุมปาก “ดีงั้นเริ่มเลย” เขาพาเธอเดินดูรอบโรงงาน ชี้ให้เห็นกระบวนการบดอ้อย ต้ม และเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำตาล ทุกอย่างเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนและความร้อนที่แทบแผดผิว พิมพ์ชนกพยายามตั้งใจฟัง แม้จะเหนื่อยจนเหงื่อไหลซึมเต็มหลัง คนงานหลายคนแอบมองเธอ บ้างกระซิบกระซาบ บ้างส่ายหัวอย่างไม่เชื่อว่า คุณหนูจากกรุงเทพฯ จะทนได้เกินหนึ่งวัน พอตกสาย ศิวกรก็ยื่นหน้ากากผ้าและถุงมือให้ “ไปช่วยพวกเขา” เขาชี้ไปที่กลุ่มคนงานกำลังตัดอ้อยกองใหญ่เข้าหีบอัด เธอรับมาใส่อย่างไม่ลังเล มือบางหยิบอ้อยขึ้นวางบนเครื่อง แม้น้ำหนักจะมากจนแขนสั่น แต่เธอก็ไม่ปริปากบ่น ศิวกรยืนมองอยู่อีกด้าน แววตาคมกริบแฝงความไม่เชื่อปนท้าทาย แต่เมื่อเห็นเธอยกอ้อยทีละท่อนแม้ทุลักทุเล ใจเขากลับแอบสั่นวูบโดยไม่รู้ตัว บ่ายวันนั้น เมื่อเสียงพักดังขึ้น คนงานต่างไปนั่งกินข้าวใต้ร่มไม้ พิมพ์ชนกนั่งลงอย่างเหน็ดเหนื่อย เหงื่อเปียกชุ่มจนเสื้อเชิ้ตแนบตัว แต่เธอกลับยกกล่องข้าวง่ายๆ ที่แม่บ้านเตรียมมาให้ขึ้นทานอย่างเงียบๆ คนงานหญิงวัยกลางคนชื่อพี่สายที่นั่งใกล้กันมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นน้ำให้ “คุณหนู…เอ่อ คุณพิม ดื่มน้ำหน่อยเถอะค่ะ” พิมพ์ชนกเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อน “ขอบคุณนะคะ” แววตาของหญิงคนนั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนความพยายามของพิมพ์ชนกเริ่มละลายความระแวงเล็กน้อย แต่ศิวกรที่ยืนมองอยู่ไกลๆ กลับขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อยากยอมรับก่อกวนใจเขา ตกเย็น หลังเลิกงาน เธอเดินกลับเรือนใหญ่ด้วยร่างที่แทบหมดแรง แต่หัวใจกลับอุ่นวาบ เพราะเธอรู้ว่าอย่างน้อยวันนี้เธอไม่ได้พ่ายแพ้ ทันทีที่ก้าวเข้าห้องนอน ศิวกรก็ยืนพิงหน้าต่างอยู่เช่นเคย ดวงตาคมกริบหันมามองอย่างเคร่งเครียด “คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะยอมรับในตัวเธอนะพิมพ์ชนก” เขาพูดเสียงต่ำ พิมพ์ชนกกัดริมฝีปากแน่น ก่อนตอบกลับอย่างกล้าหาญ “ฉันไม่สนหรอกว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ฉันทำเพื่อตัวฉันเอง เพื่อพิสูจน์ว่าฉันอยู่ที่นี่ได้ ทำงานใช้หนีคุณจนกว่าจะหมด” ศิวกรชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาวูบไหววับ แต่ก็รีบหันหน้าหนี “อย่าพูดให้ตัวเองดูสูงส่งนัก เธอก็แค่ลูกหนี้ แล้วหนี้ที่พ่อเธอเป็นหนี้ฉันชาตินี้เธอก็ใช้ไม่หมดหรอก” คำพูดนั้นเหมือนคมมีดแทงใจ แต่พิมพ์ชนกกลับยืนตรง ไม่ปล่อยให้น้ำตาไหล “งั้นฉันก็จะอยู่ให้สมกับที่คุณเกลียดฉันจะทำงานจนกว่าจะใช้หนี้คุณหมดต่อให้ฉันต้องทำงานหนักขนาดไหนฉันก็จะทำ” คืนนั้น เมื่อเสียงลมพัดผ่านไร่อ้อยดังซู่ซ่าอีกครั้ง พิมพ์ชนกนั่งมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว เธอรู้ว่าการเดินทางของเธอเพิ่งเริ่มต้น แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือเธอไม่กลัวแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD