“พ่อ เป็นยังไงบ้าง…” เจ้าของร่างสูงเปิดประตูเข้ามาก่อนจะยืนอึ้งมองภาพบาดตาของผู้เป็นพ่อที่กำลังกอดกับผู้หญิงรุ่นราวคราวลูกอยู่กลางห้องทำงาน
“ธารา” เจ้าคุณสุรศักดิ์ผละออกจากหญิงสาวก่อนจะรีบเดินเข้าไปหาลูกชายด้วยความดีใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เข้าถึงตัวของลูกชายเขาก็ต้องหยุดชะงักเพราะลูกชายเขาก้าวขาถอยหลังหนีห่างออกไป
“นี่จะผ่านไปกี่ปีต่อกี่ปีคุณพ่อก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนสินะครับ” นัยน์ตาคมกริบมองผ่านพ่อตัวเองไปยังหญิงสาวที่ยืนมองเขาทั้งสองอยู่ มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาออกลวกๆ และค่อยๆ ระบายยิ้มส่งไปให้กับธารา
“แกพูดอะไร ไม่เปลี่ยนอะไร ฉันว่าแกกำลังเข้าใจฉันและยาหยีผิดแล้วนะ”
“หึ” ใบหน้าหล่อแค้นหัวเราะออกมาจากลำคอเบาๆ เข้าใจผิดงั้นเหรอ ยืนกอดกันขนาดนี้เด็กอนุบาลยังรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร
“ยาหยี…มานี่มา” ชายวัยกลางคนกวักมือเรียกให้เธอเข้าไปใกล้ๆ ตัวเองก่อนจะเอ่ยแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน
“ค่ะคุณท่าน” เธอเดินเข้ามาใกล้ๆ เจ้าคุณสุรศักดิ์อย่างว่าง่ายแต่ก็แทบจะไม่มองหน้าของธาราเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะสายตาของอีกฝ่ายดูจะไม่ชอบใจเธอเท่าไหร่นัก
“ธารานี่ยาหยีเป็นเด็กที่ฉันอุปการะอยู่…ยาหยีนี่ลูกชายฉัน ไหว้พี่เขาซะสิ” ยาหยีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองธาราก่อนจะยกมือไหว้เขาตามที่เจ้าคุณสุรศักดิ์บอก
“สวัสดีค่ะพะพี่ธารา”
“ฉันเป็นลูกคนเดียว” คำตอบกลับมาของเขาทำเธอได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ส่งให้เจ้าคุณสุรศักดิ์ ดูท่าลูกชายของเขาจะไม่ชอบเธอเอามากๆ เลยล่ะ
“ถ้าเธอรู้สึกดีขึ้นแล้วมีอะไรก็ไปทำเถอะ เดี๋ยวฉันขอคุยกับลูกชายฉันก่อน”
“ค่ะ งั้นเดี๋ยวหยีขอกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องนะคะ” เจ้าคุณสุรศักดิ์พยักหน้าก่อนจะหันกลับมาสนใจลูกชายต่อ ธารายังคงมองตามยาหยีจนเธอเดินออกไป
“มองอะไรขนาดนั้น”
“ผมไม่อยากจะเชื่อเลย นี่พ่อกินเด็กรุ่นราวคราวลูกเลยเหรอ?”
“ธารา ระวังปากด้วย ยาหยีเธอไม่ใช่…”
“จะบอกว่าไม่ใช่เมียน้อยของพ่ออีกคน แต่เป็นเด็กที่พ่อเอ็นดูเลยรับมาอุปการะสินะครับ เชื่อก็โง่ยืนกอดกันแน่นขนาดนั้น พ่อคิดว่าผมเป็นเด็กอนุบาลหรือไง”
“ทำหน้าที่แกให้ดี เรื่องอื่นอย่าได้เข้ามายุ่งจะดีกว่า”
“งั้นพ่อก็รู้ไว้ด้วยนะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ขอร้อง ผมคงไม่คิดจะกลับมาเหยียบที่นี่” พูดจบเขาก็เดินออกมาจากห้องทำงานของพ่อตัวเองทันที
ธาราหรือธาราดินทร์ ปัญญาวิวัฒน์ ลูกชายของเจ้าคุณสุรศักดิ์และคุณหญิงอมรศรี ตั้งแต่ที่พ่อกับแม่ของเขาแยกกันอยู่เขาก็บินตามแม่ไปเรียนที่สเปนไม่คิดจะกลับมาเหยียบที่นี่เสียด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายพอได้รับข่าวว่าพ่อของเขาล้มป่วยไม่สบายกระทันหันจึงทำให้เขาต้องรีบบินกลับมาอย่างไวเพราะไม่มีใครรับช่วงต่อดูแลบริษัทและธุรกิจทุกอย่างของปัญญาวิวัฒน์แต่ใครจะไปคิดว่าพอบินกลับมาเขาก็ดันมาเจอภาพบาดตาบาดใจของพ่อตัวเองซะงั้น นี่ขนาดป่วยอยู่ยังมีอารมณ์คิดเรื่องอย่างว่า ไม่แปลกหรอกที่ตอนเป็นหนุ่มแต่งงานกันใหม่ๆ แม่ของเขาจะทนไม่ไหวขอหย่ากับพ่อเขาเป็นสิบๆ ครั้ง
สองชั่วโมงต่อมา
“เสร็จกิจแล้วเหรอ ขนาดพ่อฉันป่วยอยู่ก็ยังไม่เว้นสินะ” ยาหยีแหงนมองหน้าธาราที่ยืนกอดอกรอเธออยู่หน้าห้องของเจ้าคุณสุรศักดิ์ด้วยความไม่พอใจนัก ที่เธอเข้าไปในห้องของเจ้าคุณสุรศักดิ์ก็เพราะยกอาหารเข้าไปให้เจ้าคุณสุรศักดิ์ต่างหากไม่ได้ทำเรื่องสกปรกอะไรอย่างที่ธาราพูดมาเลยสักนิด และเธอเองก็ไม่ได้อยากจะมีปัญหากับธาราจึงทำเป็นเมินและเตรียมเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง
หมับ!!
“อ่ะ!! หยีเจ็บนะคะ ปล่อย” ยาหยีถูกอีกคนกระชากเข้าปะทะอกแกร่งอย่างแรงจนเธอเริ่มทนไม่ไหว
“เข้าเรื่องเลยนะ เธอต้องการเท่าไหร่ ฉันให้เธอเสนอจำนวนมาได้เลย แล้วออกไปจากที่นี่ซะ”
“นี่พี่คิดว่าจะใช้เงินฟาดหัวหยียังไงก็ได้งั้นเหรอ? ขอโทษนะ เชิญเก็บเงินของพี่ไว้ทำอะไรที่มันมีประโยชน์กว่านี้เถอะ” ธาราลงแรงบีบแขนเรียวจนเธอต้องกัดฟันทนต่อความเจ็บ
“ฉันไม่ใช่พี่เธอและจะบอกให้นะ อย่าคิดว่าตัวเองจะได้คฤหาสน์หรืออะไรจากที่นี่ เพราะทุกอย่างมันเป็นของแม่ฉัน”
“งั้นคุณธาราก็รู้ไว้ด้วยนะคะ หยีไม่เคยอยากได้อะไรจากที่นี่เลยโดยเฉพาะเงินของคุณ” เสียงหวานเริ่มเถียงกลับในเมื่อเขาไม่มีมารยาทต่อเธอ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะมีมารยาทต่อเขา
“ก็ดี งั้นก็อยู่ต่อไป แต่รู้ไว้ด้วยว่าชีวิตต่อจากนี้ของเธอไม่มีทางสงบสุขแน่นอน”
“ไร้สาระ” ยาหยีส่ายหัวไปมาก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวออกมาจากตรงนั้น
.
.
“คุณยาหยีทานข้าวเลยไหมคะ?” ณ เวลาตอนนี้ก็เกือบจะทุ่มครึ่งแล้ว หลังจากเธอยกอาหารขึ้นไปให้เจ้าคุณสุรศักดิ์เสร็จก็ได้กลับไปนั่งทำการบ้านมองดูเวลาอีกทีก็ค่ำมืดซะได้ ยิ่งนึกถึงคำพูดที่ธาราพูดกับเธอมันยิ่งทำให้หัวสมองเธอปั่นป่วนไปหมด
“หยีไม่ค่อยหิวเลยค่ะพี่น้ำ แต่ขอเป็นนมสักแก้วได้ไหมคะ?”
“อ่อ ดะ…”
“มือเท้าไม่มีเหรอถึงได้ใช้คนอื่น อยากกินก็ไปทำเองสิ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง มันเป็นเสียงของคนที่เธอไม่อยากได้ยินมากที่สุด โชคดีที่เธอไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ไม่งั้นคงได้นั่งร่วมโต๊ะทานอาหารกับเขาเป็นแน่
“งั้นเดี๋ยวหยีทำเองค่ะพี่น้ำ” เธอเดินไปหยิบนมที่อยู่ในขวดแก้วแต่แล้วก็ช้ากว่าคนโตกว่าไปหนึ่งก้าว มือหนาหยิบขวดนมขึ้นมาก่อนจะเทมันทิ้งลงถังขยะจนหมดต่อหน้าเธอและคนใช้
“นะนี่!! คุณทำอะไรของคุณน่ะ”
“กำจัดของเสียไง อะไรที่เน่าเสียฉันไม่เก็บไว้หรอกนะ”
“แต่ว่านมมันยังสดใหม่อยู่เลยนะคะ” น้ำเอ่ยขึ้นด้วยความเสียดาย เธอรู้ดีว่าตลอดทุกคืนยาหยีจะดื่มนมก่อนนอนดังนั้นเธอจึงเตรียมนมมาไว้ให้ยาหยีทุกวัน
“ของบางอย่างดูแค่ตามันไม่รู้หรอก เหมือนบางคนที่ข้างนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์แต่ข้างในอาจจะเน่าเฟะจนน่าขยะแขยงก็ได้” นัยน์ตาคมกริบปรายตาไปยังยาหยีเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านเธอไปนั่งที่โต๊ะอาหารหน้าตาเฉย
“ถ้าดูด้วยตาไม่รู้แล้วทำไมคุณไม่ลองชิมดูก่อนล่ะคะ จะได้รู้ว่ามันบูดเน่าจริงไหม” คำพูดของยาหยีทำเขาถึงกับกระตุกยิ้มขึ้นมา
“เป็นความคิดที่ดีนะ แต่ฉันคงกระเดือกไม่ลงจริงๆ …น้ำตักข้าว” น้ำหันมาถามความคิดเห็นของยาหยีพอเห็นว่าหญิงสาวพยักหน้าเบาๆ เธอจึงเดินไปตักข้าวให้กับธารา
“งั้นเดี๋ยวน้ำจะออกไปซื้อมาให้ใหม่นะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหยีขึ้นไปอ่านหนังสือแล้วเข้านอนเลยดีกว่า”
“ทนได้ทนไป” เป็นอีกครั้งที่เธอต้องเดินหนีเขาออกมาเฉยๆ นี่แค่วันแรกที่เจอกันยังวุ่นวายและปวดหัวขนาดนี้แล้วต่อไปเธอจะอยู่ร่วมกับเขาได้ยังไง
ปึก!!
“อะไรอีก นี่มันห้องหยีนะ” เพราะเหม่อลอยเดินคิดอะไรไปเรื่อยทำให้เธอใช้เวลาเดินกลับมาห้องนานพอสมควร แต่มันก็ไม่น่าจะนานจนเขากินข้าวอิ่มไม่ใช่เหรอ หรือว่าเขายังไม่กินและเดินตามเธอขึ้นมา
“อ้าวเหรอ โทษทีฉันนึกว่าห้องฉัน พอดีมันอยู่ติดกันน่ะ”
“ติดกัน” เธอทวนคำพูดของเขาและมองไปยังห้องข้างๆ ไหนท่านเจ้าคุณสุรศักดิ์บอกว่าจัดห้องทางปีกขวาให้เขาไง ทำไมถึงกลายมาอยู่ทางปีกซ้ายแถมยังเป็นห้องข้างๆ เธออีก
“ใช่ ทำไม? นี่เป็นคฤหาสน์ของแม่ฉัน ฉันจะอยู่ที่ไหนก็ได้นิ แม้แต่ห้องนี้ถ้าฉันอยากจะอยู่ ฉันก็อยู่ได้”
“ช่วยเลิกเพ้อเจ้อแล้วเข้าห้องคุณไปซะสิ” มือนุ่มพยายามจะเปิดประตูห้องตัวเองแต่ธาราก็ยังใช้ร่างหนาของเขาบังประตูเอาไว้
“คุณจะเอายังไง ห้ะ!!”
“ก็อย่างที่บอก ฉันจะตามจองล้างจองผลาญชีวิตเธอจนกว่าเธอจะออกไปจากที่นี่”