หลังจากกินอาหารมื้อกลางวันกับครอบครัวแล้ว ธันวาขอตัวกลับคอนโด ระหว่างขับรถกลับ เขาผิวปากอย่างอารมณ์ดี กะว่าพอถึงห้องแล้ว จะทักแชทไปบอกเด็กเลี้ยงให้มาหา ทว่าความคิดนั้นก็ต้องเป็นหมัน เพราะภากรโทรมาบอกเขาว่า งานมีปัญหา ธันวาจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางขับรถ จากที่จะไปคอนโด ก็ต้องไปที่บริษัทแทน
…
“วันนี้วันหยุดนะโว้ย!” ธันวาโวยวายทันทีที่เปิดประตูห้องทำงานของภากรเข้าไป
สองหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องก่อนแล้ว หันไปมองไอ้คนขี้โวยวายด้วยสายตาเรียบเฉย
ภากรนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่
อชิระนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงกันข้ามกับภากร
ธันวาเดินไปลากเก้าอี้มานั่งข้างอชิระ เขาถอนหายใจ กอดอก แล้วถามเพื่อนว่า
“มีปัญหาอะไร เล่ามา!”
อชิระพยักพเยิดบอกให้ภากรเป็นคนพูด
“ไซซ์งานที่เชียงใหม่มีปัญหานิดหน่อย มึงต้องไปตรวจสอบและแก้ไข”
“ทำไมต้องเป็นกู” ธันวาถามเสียงแข็ง เขาไม่อยากไป เขางอแง เขาอยากกินตับสาวมากกว่าไปตรวจงานที่เชียงใหม่
ภากรกอดอก มองหน้าเพื่อนยิ้ม ๆ แล้วตอบว่า
“เพราะมึงโสด กูมีเมียแล้ว ไอ้อชิก็มีคู่หมั้นแล้ว”
“อ้าว! เหตุผลส้นตีนอะไรครับเนี่ย ถ้าพวกมึงจะว่างี้ กูก็จะบอกว่ากูไม่โสดแล้ว กูมีเด็กเลี้ยงแล้วครับ”
ด้วยความอยากเอาชนะเพื่อน ธันวาจึงอ้างไปโดยไม่คิด แต่คำพูดของเขากลับย้อนมาทำร้ายตัวเอง เพราะอชิระหันมามองหน้าเขาด้วยสายตาราบเรียบ และมันก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“มึงต้องไปตรวจงานที่เชียงใหม่แล้วล่ะ เพราะถ้ามึงไม่ไป กูจะฟ้องแม่มึงว่า มึงเลี้ยงเด็ก”
ธันวาอ้าปากค้าง เขามองหน้าอชิระ แล้วหันไปมองหน้าภากร ไอ้เพื่อนทั้งสอง มันมองเขาอย่างผู้ที่เหนือกว่า แล้วรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของพวกมัน ก็ทำให้ธันวาอยากกัดลิ้นตาย เขาแพ้แล้ว พ่ายแพ้ยับเยินเพราะปากตัวเองนี่แหละ
“เออ...ก็ได้ กูไปก็ได้”
ธันวากับอชิระยิ้มพราว เพราะพวกเขาไม่ต้องห่างสาว ไม่ต้องอดทนต่อความคิดถึง
ภากรแต่งงานกับไข่มุกแล้ว แต่เมียของเขายังเรียนอยู่ปี 1 ก่อนหน้านี้มีเรื่องราวมากมาย ทำให้เขากับเธอเลิกกันไปพักหนึ่ง เป็นเพราะเขาเองนี่แหละที่ทำให้น้องเสียใจ จนเกือบสูญเสียเธอไป พอกลับมาคืนดีกัน เขาจึงทำตัวเป็นคนดี และตามใจเมียทุกอย่าง
อชิระหมั้นหมายกับพลอยขวัญ คู่หมั้นของเขาเป็นเพื่อนแก๊งเดียวกับไข่มุก ยัยน้องค่อนข้างดื้อ เขาไม่อยากห่างเธอไปไกล ต้องอยู่คุมความประพฤติอย่างใกล้ชิดแบบเนื้อแนบเนื้อ จะได้กำราบเธอไว้ ไม่ให้เธอดื้อจนเกินไป
พอทั้งสองไม่ต้องห่างสาว ก็พากันอารมณ์ดี แต่คนที่ทำตัวเป็นพ่อนักบุญ ควักทุนตัวเองจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็กไป แล้วยังไม่ได้จิ้มสักจึ๊ก หงุดหงิด โมโห อารมณ์เสียสุด ๆ
ช่อใบบัววางหนังสือ และกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะในห้องพัก เธอหยิบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋า แล้วเดินไปนั่งที่ริมเตียง
เธอเพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัย วันนี้มีเรียนแค่คาบเช้า คาบบ่ายเธอว่าง เธอเลยคิดว่า คนที่รับอุปการะเธอน่าจะอยากให้เธอไปหา ไปทำหน้าที่เด็กเลี้ยงของเขา เธอรอเขาทักมาหาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว กระทั่งถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีข้อความใด ๆ ส่งมาจากเขา
หลังจากวันนั้นที่เธอยมอรับเงื่อนไขการเป็นเด็กเลี้ยงของเขา พอกลับมาถึงห้อง เธอก็ส่งตารางเรียนให้เขาทันที เขาอ่านแต่ไม่ได้ส่งข้อความใด ๆ ตอบกลับมา
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่เขาก็ยังไม่ติดต่อมาสักที มันทำให้เธอรู้สึกร้อนใจ กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจไม่อยากรับเธอเป็นเด็กเลี้ยงแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ เกิดเขาทวงเงินที่โอนมาให้เธอคืนล่ะ เธอจะเอาที่ไหนไปคืนเขา เพราะเธอเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาแม่จนเกือบหมดแล้ว
คนที่รับเงินเขามาแล้วร้อนรนใจจนไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้
ช่อใบบัวตัดสินใจส่งข้อความหาเขา เธอพิมพ์แล้วลบอยู่หลายครั้ง จนได้ข้อความที่คิดว่าโอเคที่สุดแล้ว เธออ่านทวนอีกสามรอบก่อนส่งข้อความ
พอส่งข้อความไปแล้ว ช่อใบบัวก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ มือไม้สั่นน้อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะเอายังไง แต่ที่แน่ ๆ หากเขาเปลี่ยนใจจะขอเงินคืน เธอไม่มีเงินคืนให้เขาแน่นอน
ตาคู่สวยจับจ้องหน้าจอมือถือตลอดเวลา เธอนั่งนิ่ง ตาแทบไม่กะพริบ ผ่านไปเกือบห้านาที เขาถึงอ่านข้อความที่เธอพิมพ์ไปว่า
คุณธันวาต้องการให้บัวไปหาไหมคะ บัวอยากทำหน้าที่เด็กเลี้ยงของคุณค่ะ
ช่อใบบัวแทบกลั้นหายใจ ในตอนที่รออ่านข้อความตอบกลับจากเขา
ธันวา : ช่วงนี้ฉันไม่ว่าง
ช่อใบบัว : ค่ะ
ธันวา : อยากเอาเมื่อไร ฉันจะบอกอีกที
ช่อใบบัว : ค่ะ
ธันวา : อย่าลืมข้อตกลงของเรา เธอเป็นเด็กเลี้ยงฉันแล้ว ห้ามไปรับงานคนอื่น
ช่อใบบัว : ค่ะ
หลังจากนั้น เขาก็ไม่ส่งข้อความมาอีก
ช่อใบบัวถอนหายใจแรง ใจหนึ่งก็โล่ง อีกใจกลับหนักอึ้ง
โล่งใจที่เธอยังมีเวลาทำใจต่ออีกนิด
หนักอึ้งในใจและน้ำตาตกในกับข้อความที่ว่า
อยากเอาเมื่อไร ฉันจะบอกอีกที