“ไม่ได้/ไม่ได้!” ไม่ต้องคิดให้มากความสองเสียงประสานตวาดดังลั่น แม่เล้าลี่จินเข่าอ่อนแทบลมจับ อาเม่ยตัวน้อยของนางนึกอยากพลีกายให้ผู้อื่นเสียแล้ว ด้านฟางซินยิงแล้วใหญ่ เขายกมือขึ้นจิกทึงเส้นผมตนเองไปมาราวกับจะเป็นบ้าตายเสียเดี๋ยวนี้
“ท่านป้า...ฟางซิน...เหตุใดเล่า” เสี่ยวเม่ยยังคงร้องถาม พ่อค้าหมั่นโถวหันซ้ายทีขวาทีมองดูปฏิกิริยาของคนข้างกายทั้งสอง
“ยังจะถาม...เจ้าเป็นพ่อค้าขายหมั่นโถว!” ฟางซินว่า เขานึกอยากเปิดกระโหลกของอีกฝ่ายดูนักว่าภายในนอกจากแป้งสาลีแล้วมีสิ่งอื่นหรือไม่ ด้านลี่จินนางยังคงนั่งดมยาหอมเพื่อสงบจิตสงบใจ ปล่อยเด็กหนุ่มสองคนโต้เถียงกันไปก่อน
“ข้าทำได้” เจ้าตัวดียังไม่ยอมแพ้ ยกมือตบอกแสดงท่าทางมั่นอกมั่นใจ ฟางซินยกแขนขึ้นกอดอกแล้วจ้องหน้าสหายอย่างไม่ยินยอมเช่นกัน
“ยั่วยวนบุรุษเจ้าทำได้หรือ?”
“....” คำถามนั้นทำเอาเสี่ยวเม่ยตอบไม่ถูก
คำว่ายั่วยวนคืออย่างไร ใช่การโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไว้ แล้วทอดสายตามองชายที่หมายปองหรือไม่?
“ปรนนิบัตด้วยปากเคยทำหรือไม่?” ฟางซินรุกไล่ต่อ มือเรียวบีบแก้มนุ่มของพ่อค้าหมั่นโถวเข้าหากันจนปากยู้
“มือคู่นี้นอกจากนวดแป้งเคยนวดอย่างอื่นหรือ?” คราวนี้มือเล็กทั้งสองข้างของเสี่ยวเม่ยถูกยกขึ้น พ่อค้าขายหมั่นโถวจ้องมองนิ้วทั้งห้าของตนแล้วก็นึกย้อนกลับไปในความทรงจำ ว่านอกจากนวดแป้งแล้วนั้นเขาเคยนวดอะไรอีกบ้างหนอ? เนื้อหมูนับหรือไม่? หรือหากตอบไปว่านวดแขนนวดขาพอจะได้หรือเปล่า?
“ทอดกายใต้ร่างบุรุษเจ้าเคยหรือไร?”คำถามเริ่มลงลึกขึ้นทุกที หนุ่มพรหมจรรย์ที่ริอ่านอยากลงสนามค้ากามเริ่มคิดไม่ตก ถึงเสี่ยวเม่ยจะเคยเห็นฉากการร่วมรักผ่านหนังสือปกเหลืองที่แอบขายในตลาดอยู่บ้าง แต่เห็นแค่ภาพจะไปพอได้อย่างไร
เสี่ยวเม่ยไม่ใคร่สนใจเรื่องคาวในม่านมุ้งเท่าใดนัก เขาชอบเพ้อฝันไปกับตำนานความรักจากนิยายประโลมโลกที่นิยมในหมู่เด็กสาวมากกว่า อีกทั้งร่างกายนี้ก็ไม่เคยเกิความรู้สึกเสียวกระสันแบบที่เคยได้ยินเหล่าพี่น้องนายโลมท่านอื่นเล่าบอกสักครา
ที่พอจะมีความรู้สึกตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดอยู่บ้าง ก็คือตอนที่ได้ยินข่าวหรือเรื่องราวของแม่ทัพประจิมก็เพียงเท่านั้น
ใจของเสี่ยวเม่ยจะเต้นตุบ ๆ ราวกับจะทะลุออกมานอกอก ขนอ่อนทั้งร่างลุกเกลียวตั้งแต่หัวจรดเท้า ประสาทการรับรู้คล้ายได้รับความเสียหาย สุ่มเสียงใดก็ได้ยินไม่ใคร่ชัดเจน ลำคอแห้งผาก มือไม้อ่อนไปหมด
อาการเขาออกว่ารู้สึกกับเฉินฮ่าวเทียนถึงเพียงนี้ หากไม่เรียกว่าหลงรักจนหัวปักหัวปำแล้วจะให้กล่าวว่าเป็นสิ่งใดได้อีก
“สอนข้า...ฟางซิน...ท่านป้า...สอนข้าเถิด” เสี่ยวเม่ยตัดสินใจเอ่ยบอก เขาคิดว่าในเมื่อไม่รู้ก็ต้องหาผู้เชี่ยวชาญฝึกสอน
“ข้าขอตีเขาได้ไหมท่านแม่...เผื่อจะคืนสติขึ้นมาบ้าง” ฟางซินชักทนไม่ไหว เขาเตรียมง้างมือฝาดเจ้าคนที่อยู่ดีไม่ว่าดีนึกอยากขายตัวตรงหน้านี่แล้ว
ด้านลี่จินที่สูดยาหอมจนอาการดีขึ้น นางตัดสินใจเอ่ยปากปราม เพื่อหวังให้พ่อค้าหมั่นโถวตัวน้อยล้มเลิกความตั้งใจ
“อาเม่ยอย่าดื้อรั้นเลย”
ทว่าคนคิดว่าแล้วว่าอย่างไรก็จะไม่ยินยอม เพราะโอกาสได้ใกล้ชิดคนในดวงใจใช่ว่าจะลอยมาให้ทุกวันเสียเมื่อไหร่
ปากนี้ไม่เคยปรนเปรอผู้ใด?
ก็ช่างเถิด...เสี่ยวเม่ยจะใช้มันกับท่านแม่ทัพเอง
มือนี้ไม่เคยนวดสิ่งอื่นใดนอกจากแป้ง?
ก็ช่างเถิด...เสี่ยวเม่ยจะทุ่มแรงกายแรงใจอุทิตทั้งสิบนิ้วมือบีบนวดทุกพื้นที่บนกายท่าน
ร่างกายนี้ไม่เคยมีใครได้กกกอด?
ก็ช่างเถิด...เสี่ยวเม่ยจะยกทุกส่วนตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้าให้ท่านแม่ทัพผู้เดียว
ความลุ่มหลงมัวเมาในรักของพ่อค้าหมั่นโถวนั้นยากเกินหยั่ง หากให้เทียบวัดแล้วไซร้ เสี่ยวเม่ยมั่นใจว่าตนเองอยู่ที่ก้นพื้นดินในส่วนที่ลึกที่สุดของหลุมรักหลุมนี้ และเขาก็ไม่มีความคิดที่จะปีนขึ้นมาทั้งสิ้น
พ่อค้าหมั่นโถวเลือกที่จะก้มหัวลงจรดพื้น ปากพรำขออ้อนวอนอย่างสิ้นไร้ศักดิ์ศรี เพื่อขอความเมตตาจากแม่เล้าและนายคณิกาที่อยู่เบื้องหน้าตน
“พวกท่านช่วยข้าสักครั้งเถิด...เห็นแก่ความดีที่ข้าเคยทำมาตลอด...แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว...ข้ามั่นใจว่าท่านแม่ทัพเพียงแค่อยากประชดประชัน...เขาสนใจเพียงชั่วคราวแล้วก็คงจากไป...โอกาสเช่นนี้สำหรับข้าไม่มีอีกแล้ว...เวทนาข้าสักครั้งเถิดหนา”
ปากว่าไปก็ก้มหัวขอขมาไม่หยุด ท่าทางชวนให้เวทนา ทำเอาสองสายตาที่จ้องมองปวดหัวใจจนน้ำตาคลอ
“เสี่ยวเม่ย…” ลี่จินรุดเข้าไปประคองร่างเพรียวของพ่อค้าหมั่นโถวตัวน้อยของนางไม่ให้ก้มหัวขอขมาอีกต่อไป ด้านฟางซินเองนั้น เขาก็ใจอ่อนยวบตั้งแต่เห็นสหายก้มหัวลงพื้นแล้ว
นายโลมคนดังเอื้อมมือเกาะลงที่แขนของแม่เล้าพร้อมส่งสายตาเศร้าใจไปให้ ก่อนที่จะพยักหน้าลงครั้งหนึ่งแทนการยินยอมรับคำของสหาย
“เฮ้อ...ครั้งเดียวเท่านั้น” ลี่จินถอนหายใจออกมาก่อนที่จะเอ่ยตกปากรับคำในที่สุด
“ขอบคุณขอรับท่านป้า” เมื่อได้รับคำอนุญาติ พ่อค้าหมั่นโถวที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกใหม่เพื่อเปิดประสบการณ์ก็ยิ้มร่าออกมาด้วยใบหน้าชื่นมื่น
เห็นอาเม่ยคนดีแย้มยิ้ม ลี่จินก็จนใจ นางประคองเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้นนั่งก่อนหันไปสั่งกำชับเด็กในปกครองของตนเสียงอ่อน
“เอาล่ะ ลุกขึ้น ๆ ...ฟางซินสามวันต่อจากนี้เจ้าก็ดูแลเขาให้ดี”
“ขอรับ” ฟางซินเอ่ยตอบ ก่อนมองส่งสายตาไปจนร่างของเจ้าของหอคณิกาแห่งนี้เดินจากไป
พอพ้นแผ่นหลังของอีกฝ่าย เขาจึงได้ดึงสายตากลับมามองเจ้าตัวดีที่ระบายยิ้มไม่หุบ ดีใจเสียจนเนื้อเต้นปานนี้ เห็นแล้วมันน่ามันเขี้ยวนัก!
“ไม่ต้องมาส่งยิ้ม...จะเสียตัวให้บุรุษครั้งแรกดีใจนักหรือ”
“อาซินคนดีของข้า...จากนี้ต้องลำบากเจ้าแล้ว” เสี่ยวเม่ยเมินคำถากถาง ทิ้งศรีษะลงบนไหล่บางของสหายแล้วถูไปมาอย่างออเซาะ แต่ออดอ้อนได้ไม่ถึงชั่วนาที ฟางซินก็ดันศรีษะของพ่อค้าหมั่นโถวตัวดีให้ถอยห่างออกไป ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มที่ฟังดูคล้ายถ้อยคำข่มขู่มากกว่าคำตักเตือน
“เจ้าได้ลำบากแน่...จำคำข้าไว้ได้เลย”