การฝึกฝนดำเนินต่อไปอีกสามวันสามคืน พ่อค้าหมั่นโถวตัวน้อยถูกเคี่ยวเข็ญอย่างเข้มงวด เรื่องใดที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ สิ่งใดที่ไม่เคยทำก็ได้ทำ ดินแดนคาวโลกีย์ที่ตนไม่เคยนึกเหยียบย่าง บัดนี้เสี่ยวเม่ยเรียกได้ว่าถูกลากดึงให้ดำดิ่งสู่วิถีนายคณิกาอย่างเต็มตัว
ซึ่งแน่นอนว่าหลักสูตรที่เสี่ยวเม่ยถูกพร้ำสอนหาใช่ทั้งหมดทั้งมวลที่ต้องรู้ กับคนที่มีเวลาน้อยนิดจะให้ร่ำเรียนทั้งศาสตร์เพื่อให้ความบันเทิง และศิลปะในการเริงรักนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
เพื่อเตรียมคนไม่รู้ความให้พร้อมสำหรับการลงสนามจริง เนื้อหาบทเรียนส่วนใหญ่ที่เสี่ยวเม่ยต้องฝึกฝนล้วนรวบรัดตัดตอนและมุ่งเป้าไปที่การเผด็จศึกบนเตียงนอนเสียเป็นส่วนใหญ่
จนในที่สุด…ก็มาถึงวันตามเทียบจองตัว จันทร์เพ็ญกระจ่างเปล่งประกายเด่นกลางนภา แสงนวลสาดสองลงมา ณ ชั้นบนสุดของหอว่านเหอ ห้องรับรองที่เคยเนืองแน่นในวันนี้กลับว่างเปล่า เหลือไว้เพียงห้องริมสุดที่อยู่ริมระเบียง ซึ่งค่ำคืนนี้ถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อรอรับรองแขกพิเศษท่านหนึ่ง
เสี่ยวเม่ยถูกกักตัวอยู่ในห้องนี้มาได้หลายชั่วยามแล้ว พ่อค้าหมั่นโถวถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียชุดใหญ่จนแทบจำตนเองไม่ได้เมื่อยามส่องกระจก เส้นผมสีหมึกดำเงางามที่มักถูกรวมเก็บมัดจุกเอาไว้เป็นก้อนบัดนี้ถูกปล่อยสยายจนถึงกลางหลัง ใบหน้ามลถูกผลัดด้วยเครื่องประทินโฉมสีอ่อน ริมฝีปากอิ่มแต้มชาดขึ้นสีระเรือ ดวงตาเมล็ดซิ่งใสซื่อถูกปิดคาดด้วยผ้าแพรเนื้อบางสีคลามปักลวดลายเมฆา ทั้งนี้ก็เป็นเพราะหนึ่งใน ‘เงื่อนไข’ พิเศษที่ทางลูกค้าระบุมาว่าต้องปฏบัติตามอย่างเคร่งครัด
ร่างกายสูงเพรียวบัดนี้อยู่ในชุดหรูหรากรุกรายสีม่วงอ่อนที่ตัดเย็บจากผ้าเนื้อดี ลวดลายเหลียนฮวาที่ปักอย่างปราณีตบรรจงบริเวณชายผ้า ขับเน้นให้บผู้สวมใส่มีภาพลักษณ์สะอาดบริสุทธิ์
“อาเม่ยของป้างามนัก” แม่เล้าลี่จินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชื่นชม เด็กน้อยของนางวันนี้งามนัก เดิมเสี่ยวเม่ยก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนขี้ริ้ว เพียงแต่เขาทำงานค้าขายอาหาร การที่จะต้องรักษาความสะอาดไม่ให้มีสิ่งใดปนเปื้อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เส้นผมนุ่มมือถูกรวบเก็บ ใบหน้าไร้การแต่งแต้ม เสื้อผ้าที่สวมก็เป็นเพียงเสื้อผ้าทั่วไปที่เน้นเรื่องความคล่องตัว ภาพลักษณ์ที่ผู้คนเห็นจนชินตาจึงเป็นเพียงหนุ่มน้อยหน้ามลคนซื่อผู้หนึ่ง แตกต่างจากยามนี้ ที่อีกฝ่ายให้บรรยากาศราวคุณชายรูปงาม ไม่หลงเหลือคาบพ่อค้าหมั่นโถวจากแผงลอยย่านสถานเริงรมย์
“ไหน...ลองลุกเดินให้ป้าดูหน่อย”
พอได้ยินคำสั่ง คนที่ถูกเคี่ยวกลำอย่างหนักก็ถึงคราวได้แสดงผลของการฝึกฝน ร่างเพรียวก้าวขยับอย่างเอื่อยเฉื่อย ฝีเท้าที่มักเยื่องย่างอย่างฉับไวถูกลดจังหวะลงเสียงกึ่งหนึ่ง ทุกการก้าวเดินทำให้เนื้อผ้ากรุยกรายไปมาชวนให้เพลินตาน่ามอง
“ดี...ทีนี้รินน้ำชา”
นิ้วมือยาวที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อ เอื้อมหยิบจับกาน้ำชาโดยทันที แม้ว่าดาวตาจะถูกบดบังวิสัยทัศน์แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด เสียงน้ำรินไหลดังแว่ว กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยแตะจมูก เสี่ยวเม่ยยกยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิ
บัดนี้เขาสำเร็จวิชาปิดตารินน้ำชาเรียบร้อยแล้ว!
“ดีมาก...จดจำเงื่อนไขที่ระบุในเทียบเชิญมาอย่างดีแล้วใช่หรือไม่” ลี่จินยังคงถามด้วยความวิตกกังวลที่มีอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยกลัวว่าจะเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมา นางจึงต้องคอยย้ำเตือนสอบถามซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเรื่องใดผิดพลาด
“ขอรับ...ห้ามจ้องมอง...ห้ามเอ่ยวาจา...ห้ามใช้มารยาสาไถ และห้ามขัดขืน” เสี่ยวเม่ยเอ่ยตอบ
เงื่อนไขที่ทางจวนแม่ทัพส่งมาหนนี้มีทั้งสิ้นสี่ข้อด้วยกัน
ข้อแรกคือ ห้ามจ้องมอง ด้วยเหตุนี้เสี่ยวเม่ยจึงต้องคาดปิดผ้าทับดวงตาของตนเอาไว้ ซึ่งสำหรับเสี่ยวเม่ยที่ต้องการปกปิดตนเองอยู่แล้ว เขาจึงมองว่านี้คือเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาอย่างมาก แม้ต้องเสียเวลาไปกับการฝึกฝนความคุ้นเคย แต่หากเทียบกับการสามารถหลบเร้นตัวตนแล้ว ก็ไม่นับว่าเหนือบ่ากว่าแรงอันใด
ข้อที่สองคือ ห้ามเอ่ยวาจา เงื่อนไขข้อนี้คราแรกทำให้ทุกคนคิดหนัก เพราะหากไม่สามารถเอ่ยสนทนา แล้วจะสื่อสารกันอย่างไร แต่เสี่ยวเม่ยกลับเอ่ยปากนำเสนอความคิดดี ๆ บางอย่างขึ้นมาว่า
ในเมื่อไม่อาจใช้เสียงสื่อสาร ใช้สัญลักษณ์มือพูดคุยแทนก็คงได้กระมัง
เนื่องจากต้องทำมาค้าขาย พ่อค้าหมั่นโถวตัวน้อยจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาเพื่อสื่อสารกับผู้ที่ไม่อาจใช้ภาษากลางพูดคุย ความสามารถด้านภาษามือของเสี่ยวเม่ยนับว่าเชี่ยวชาญอย่างมาก ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณท่านลุงที่รับเลี้ยงเขามา ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ให้แก่เด็กกำพร้าเช่นเขา
“เป็นแขกที่วุ่นวายเหลือเกิน” ฟางซินบ่นขึ้นมาอย่างรำคาญใจ นายคณิกาตัวจริงนึกค่อนขอดลูกค้าพิเศษผู้นี้ไม่น้อย คิดจะมาเสพสุขยังมีเงื่อนไขวุ่นวายมากมายเพียงนี้ เขานึกสภาพบรรยากาศการเสพสมไม่ออกเลย ไม่รู้ว่าจะมีพิธีรีตองอะไรอีกหรือเปล่า
“เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ” เสี่ยวเม่ยเอ่ยตอบ เขามองว่าการที่ไม่อาจเปล่งเสียงก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะตัวของเสี่ยวเม่ยเองก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากพูดคุยกับแม่ทัพประจิมเช่นไร หากต้องเปิดบทสนทนามีแต่จะพูดติดขัดตะกุกตะกัดเสียเปล่าก็เท่านั้น
มาถึงข้อที่สาม ห้ามใช้มารยาสาไถ ซึ่งตอนที่อ่านเงื่อนไขข้อนี้เสี่ยวเม่ยค่อนข้างจนใจไม่น้อย การเอาตัวรอดในหอคณิกา หากไม่รู้จักใช้มารยาแล้วต้องใช้สิ่งอื่นใดกันเล่า เขาไม่แน่ใจนักว่าเฉินฮ่าวเทียนมองหอโคมเขียวเป็นสำนักสงค์หรือไม่ จึงได้กล้าตั้งเงื่อนไขที่มองอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผลข้อนี้ขึ้นมา แต่ถึงกระนั้นคนแจ้งความจำนงมาแล้ว เสี่ยวเม่ยก็ได้แต่เก็บเงื่อนไขข้อนี้ระลึกเอาไว้ในใจและพยายามแสดงกริยาของตนให้สำรวมที่สุด
จนมาข้อสุดท้าย คือห้ามขัดขืน ซึ่งข้อนี้เสี่ยวเม่ยก็ไม่กล้าคาดเดาความคิดของท่านแม่ทัพ การขัดขืนที่ว่านี่คืออย่างไร หรือเฉินฮ่าวเทียนคิดว่าเขาจะเกิดกรีดร้องแล้ววิ่งนี้ออกไปราวดรุนีน้อยแรกรุ่นหรือ และที่สำคัญท่านแม่ทัพคิดทำการใดกันเล่า จึงกลัวคนต่อต้านจนต้องออกเงื่อนไขนี้ออกมา
เสี่ยวเม่ยยิ่งอ่านเงื่อนไขสี่ข้อซ้ำไปซ้ำมาก็จนปัญญาเหลือแสน แต่เอาเถอะ ไว้ถึงคราวที่ต้องนอนทอดกายอ้าขา เขาจะพยายามโอนอ้อนว่าง่ายและให้ความร่วมมือกับอีกฝ่ายอย่างดีที่สุดเลยก็แล้วกัน