ระพีวิชญ์ เงยหน้าจากแฟ้มเอกสาร ตวัดหางตาคมกริบมองหญิงสาวตรงหน้า ที่ตอนนี้หน้าแดงด้วยความอับอายเป็นที่สุด
“อ้าว คุณยังอยู่อีกเหรอ ผมลืมไปเลย” เขาเอ่ยพลางถือโอกาสพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าไปในตัว
หญิงสาวหน้าชา ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น ความแค้นที่เขาปล่อยให้รอนานแถมยังไม่พอ หล่อนต้องมากระอักเลือดกับคำถามงี่เง่าของเขาอีก ถามมาได้ไง...เขาทำเหมือนกับว่า ตัวหล่อนเป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน ไม่เห็นหัว ไม่เห็นเงา ขวัญฟ้า ระงับโทสะที่กำลังพลุ่งพล่านในใจอย่างสุดขีด ก่อนแสร้งทำเป็นส่งยิ้มหวานบาดใจให้เขา
“ขอโทษนะคะ ดิฉันคิดว่าคุณควรหาเวลาว่างไปพบจักษุแพทย์ซะบ้างนะคะ”
“หืม...” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย “ไปพบทำไม”
“ดิฉันรู้สึกว่าตอนนี้สายตาคุณเริ่มจะมีปัญหา มันเริ่มจะมองอะไรไม่ค่อยเห็นแล้วล่ะ มีตาแต่ไม่รู้จักใช้ ระวังนะคะ ต่อไปอาจจะไม่มีตาให้ใช้”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที หล่อนหาว่าเขาตาบอด
“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง แต่ผมคิดว่าคุณเองก็น่าจะไปพบจักษุแพทย์เหมือนกันนะครับ แล้วน่าจะถามเขาด้วยว่าทำอย่างไรถึงจะย้ายเอา ตาที่อยู่ตรงข้อเท้ามาไว้ที่เก่าได้”
กึก!
ขวัญฟ้าสะอึก แทบกระอักเลือดตายเมื่อเจอเขาศอกกลับว่า หล่อนตาต่ำ ที่เคยมองว่าท่านประธานอย่างเขา เป็นยามไปได้
“เอ๊ะ! ปากอย่างนี้ ฉันว่าคุณควรไปพบหมอฟันด้วยนะคะ จะได้ให้เขาช่วยผ่าหอมอสระอาออกจากปากให้หน่อย รู้สึกว่าตอนนี้มันชักจะเห่าดังผิดปกติแล้ว” สาวหัวดื้อตอกกลับ
“งั้น คนเคยมีประสบการณ์อย่างคุณคงพอจะแนะนำผมได้สินะว่าหมอที่ไหนรักษาเก่ง แต่หมอคงไม่เก่งซักเท่าไหร่มั้ง อาการของคุณไม่เห็นจะดีขึ้นเลยนี่นา รู้สึกจะหนักกว่าผมอีกนะตอนนี้”
“นี่นาย!” ขวัญฟ้าขึ้นเสียงใส่ ตวัดตามองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ปากเสียอย่างนี้มันน่าจะเอาแฟ้มเอกสารทั้งกองทุบหัวแตกให้ไม่มีหมอที่ไหนรับรักษาเลยดีกว่ามั้ง…
“เอ...เมื่อเช้านี้คุณเคยบอกว่าคุณรู้จักผมดีนี่นา ทำไมแม้แต่ชื่อก็เรียกไม่ถูกเลยหรือครับ”
ระพีวิชญ์ แอบยิ้มเยาะกับแฟ้มเอกสาร รอฟังว่าหญิงสาวตรงหน้าจะสรรหาถ้อยคำอะไรมาโต้ตอบ หากแต่หล่อนกลับนิ่งเงียบ
“ไง...ยืนเอ๋อไปเลย ที่บ้านไม่มีใครสอนรึไง ว่าเมื่อไม่รู้จักก็อย่าแอบอ้างว่าตนรู้จัก อ๋อ...หรือว่า...เค้าสอนแต่รอยหยักในสมองของคุณมันน้อยเลยจำไม่ได้...” เขายอกย้อนกลับด้วยถ้อยคำที่หล่อนเคยเอามาว่าเขา
ขวัญฟ้ากำหมัด กัดริมฝีปากจนห้อเลือด เจ็บแสบยิบๆ อิตาปีศาจปากเหม็น ช่างร้ายกาจเกินกว่าที่หล่อนคิดนัก หญิงสาวนึกอยากจะเอาปากกาที่เขากำลังถืออยู่ทิ่มตาคนร้ายกาจตรงหน้าให้บอดไปเลย เมื่อเห็นเขาใช้สายตาคมกริบมองหล่อนแบบเดียวกับที่หล่อนใช้มองเขาเมื่อเช้า ดูเถอะ สายตาคมดุที่จ้องกลับมานิ่งๆ แต่กลับทำให้หล่อนรู้สึกร้อนวูบๆ หนาววาบๆ ยังไงพิกล อย่างกับถูกจับแก้ผ้าด้วยดวงตาคู่ร้ายนั่น ตาบ้าลามก
“คุณต้องการอะไรกันแน่ ไหนบอกว่าจะสัมภาษณ์แต่นี่ไม่เห็นถามอะไรซักคำ ไม่ดูแม้แต่ใบสมัครของฉันด้วยซ้ำ จะเอาไงว่ามาเลยดีกว่า”
“เสียใจด้วยนะ คุณไม่มีคุณสมบัติตามที่ผมต้องการเลยซักนิด”
กึก!
“หา?...ว่าไงนะ” กระชากเสียงถามอย่างแค้นสุดๆ “เอาอะไรมาวัดมิทราบ”
“ผมต้องการคนที่มีอายุมากกว่านี้ และมีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างคุณ ขอโทษนะวันนี้งานผมยุ่งมากเลย ไม่มีเวลาจะมานั่งโต้วาทีกับคุณ นั่นประตูเชิญ...” เขาไล่ส่งเอาดื้อๆ
คนปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนิ่งงันไม่ขยับเขยื้อน ขอบตาร้อนผ่าวด้วยความโกรธ อย่านะอย่าให้อีตาบ้านี่เห็นน้ำตาเด็ดขาด อย่าให้เขาเห็นว่าหล่อนช่างอ่อนแอ อย่า...ให้เขาหัวเราะเยาะราวกับเป็นผู้ชนะในเกมนี้ได้
“อ้าว คุณนี่นอกจากตาไม่ดี ปากก็ไม่ดี แล้วนี่หูยังไม่ดีอีกเหรอเนี่ย ไม่ได้ยินหรือไงว่าวันนี้ผมงานยุ่งมาก นั่นประตูเชิญ หรือว่าต้องให้เรียก รปภ. ตัวจริงมาลากไป...”
ขวัญฟ้าเชิดหน้าขึ้นทันที ก่อนเดินมาที่โต๊ะท่านประธานแล้วกระตุกเอกสารสำหรับสมัครงานของหล่อนที่เขาเอาแฟ้มเอกสารทับไว้อย่างแรง ทำให้แฟ้มทั้งกองล้มครืน ไปชนแก้วกาแฟข้างๆ จนกาแฟหก ไหลนองเต็มโต๊ะ แถมกระเด็นไปโดนใบหน้าและลำตัวชายหนุ่มเลอะเทอะ หญิงสาวเบิกตากว้าง อ้าปากค้างมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกใจสุดขีด
“เฮ้ย!...เอกสารผม!...”
“ว้าย! ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ มาค่ะๆ ฉันช่วยเช็ดให้” หญิงสาวกุลีกุจอหาผ้ามาช่วยเช็ดโต๊ะให้เขาอย่างรีบร้อน แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อมือของหล่อนปัดไปโดนแจกันดอกไม้ล้มระเนระนาดจนน้ำในแจกันไหลไปผสมกับกาแฟเจิ่งนองเต็มโต๊ะ ระพีวิชญ์ ขบกรามแน่นกับภาพที่เห็นตรงหน้า
“ขะ...ขะ...ขอโทษค่ะ...ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะคะ ได้ยินไหมคะ ว่าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ” หญิงสาวละล่ำละลักบอกเสียงสั่นๆ
“ผมบอกให้คุณออกไป” เขาบอกเสียงเย็น เมื่อเห็นหล่อนนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน ชายหนุ่มจึงหันไปคว้าโทรศัพท์
“ฮัลโหล คุณทับทิมครับ ขึ้นมาพบผมที่ห้องหน่อย”
ขวัญฟ้าขมวดคิ้วแปลกใจ ปรับตัวไม่ทัน เขาช่างเปลี่ยนท่าทีได้รวดเร็วนัก ‘คุณทับทิม’ ไม่น่าจะใช่ชื่อของรปภ.หรอกมั้ง
“นี่พูดดีๆ ก็ได้ ที่จริงคุณนั่นแหละที่ผิด ก็คุณเอาแฟ้มมาทับ...โอ้ย!” หญิงสาวร้องลั่นเมื่อชายหนุ่มเดินมาฉุดต้นแขนหล่อนแล้วทำท่าจะลากให้เดินออกไป หากขวัญฟ้าขืนตัวไว้สุดฤทธิ์
“ผมบอกให้ออกไป...เดี๋ยวนี้!” เสียงเข้มนั่นทำให้เลือดในตัวเย็นเฉียบ
“โอ้ย! เจ็บนะ...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้...คนบ้าบอกให้ปล่อย...หูแตกหรือไง...ปล่อย...ช่วยดะ...อุ้บ...”
ฉับพลัน! เสียงร้องของหล่อนถูกกลืนลงไปในคอทันทีเมื่อริมฝีปากงามถูกปิดด้วยจูบอันเร่าร้อนของเขาที่แผดเผาหล่อนด้วยไฟโทสะ รสจูบของเขาทำเอาหล่อนหัวหมุนคว้าง มึนงงไปกับรสสัมผัสที่ไม่เคยพบมาก่อน ก่อนเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนนุ่มนวลลง เรียวขาถูกแยกออกโดยต้นขาแข็งแรงที่แทรกเข้าล็อกตรึงร่างบางไว้ไม่ให้ดิ้นหนีได้
นี่คือการลงโทษเหรอ!
นายปีศาจร้ายพาหล่อนลอยล่องไปกับรสสิเน่หาอย่างคนที่ช่ำชอง มีลีลาและชั้นเชิงอันพราวแพรวล่อหลอกให้คนไม่ประสาต่อรสสวาทต้องเคลิบเคลิ้มเผลอจูบตอบอย่างเงอะงะ เมื่อถูกเรียวลิ้นร้ายเกี่ยวกระหวัดดื่มความหวานชื่นไปจนหล่อนแทบหมดเรี่ยวแรงเข่าอ่อนทรุดลง ขวัญฟ้าใช้มือข้างที่เป็นอิสระเปลี่ยนจากผลักไสเป็นโอบกอดรอบต้นคอหนาของชายหนุ่มไว้ เขาช่างสูงเหลือเกิน แม้ตัวหล่อนเองก็ไม่ได้เตี้ยอะไรแต่ตอนนี้กลับต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อโอบรอบคอของเขาไว้ แว่วได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ข้างหู
แล้วจู่ๆ...ชายหนุ่มก็หยุดการกระทำทั้งหมดลงฉับพลัน โดยที่หล่อนไม่ทันตั้งตัว เขาแกะมือที่โอบรอบคอออก ทำให้ขวัญฟ้าเซไปข้างหน้า ใบหน้างามตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงจัดด้วยความโกรธที่ถูกเขาแกล้ง
“เสียใจด้วยนะ คุณไม่ใช่สเปกผม” ปีศาจร้ายกระซิบเย้ยเบาๆ ปลายจมูกโด่งคลอเคลียที่แก้มนวลอย่างถือสิทธิ์
“นาย...นายแกล้ง...ฉัน” เสียงแหบโหยผ่านลำคอระหงอย่างยากเย็น
“เหรอ แต่ดูเหมือนคุณจะชอบโดนแกล้งแบบนี้นะ กอดผมแน่นเลยนี่”
“นะ...นาย อี๋” หญิงสาวเข่นเขี้ยว พลางถูริมฝีปากตัวเองอย่างขยะแขยง บ้าไปแล้วขวัญฟ้า อับอายขายหน้าจนอยากจะแทรกดินหนี ดูนั่นสิดู อีตาบ้านั่นกำลังยิ้มเยาะเย้ยหล่อน มันน่านัก...ริ้วโทสะวิ่งขึ้นหน้าจนมองเห็นช้างตัวเท่าปลวก
“โอ๊ะ...เฮ้ย!” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง