กินคาวต้องกินหวาน :8

1500 Words
“อยู่ตรงไหน ผมหยิบให้” “ฉันหยิบเอง” แล้วเธอก็ดึงมือออกจากมือใหญ่แล้วเดินขาสั่นไปเปิดลิ้นชักหยิบชุดชั้นในออกมาหนึ่งชุด เป็นชุดชั้นในลายลูกไม้สีดำเข้าชุดกัน แล้วยืนหันหลังแต่งตัวต่อหน้าคนถ่อย โฮมมองดูขาที่สั่นเทา มือที่สั่นของดุษยาแล้วก็ยกยิ้มมุมปากแล้วเดินไปนั่งบนเตียงรอเธอแต่งตัวให้เรียบร้อย เวลาไม่นานไม่ถึงห้านาที ดุษยาก็แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว “ไปกัน” “จะพาฉันไปไหน และทำไมต้องบังคับด้วย” “ถ้าผมปล่อยคุณอยู่ที่คอนโด คุณก็หนีผมน่ะสิ อย่าลืมนะว่าตอนนี้เราเป็น ‘ผัวเมีย’ กันเค้ก” โฮมลุกขึ้นจากเตียงมาจับมือน้อยเธอดึงลากพาเดินออกจากห้องนอน “คุณบังคับ และฉันไม่มีวันยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น” “งั้นเหรอ แต่ตอนนี้ต้องไปกับผมก่อน แล้วค่อยคุยกัน” “จะกลับมาเมื่อไหร่?” “ยังไม่รู้” “แล้วทำไมไม่ให้ฉันอาบน้ำก่อน ฉันเหนียวตัวจะแย่” “ผมให้เวลาคุณอาบน้ำแล้วนี่ก่อนหน้านี้ คุณไม่อาบเองเค้ก และอย่าทำให้ผมเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราต้องรีบ” แล้วเขาก็ดึงลากเธอพาเดินไปต่อ “กระเป๋าฉัน มือถือฉันอยู่ในห้อง ฉันต้องติดต่อที่บ้าน เพื่อนทุกวัน ถ้าฉันขาดการติดต่อ แม่กับพ่อฉันจะเป็นห่วง” ดุษยาบอกคนเผด็จการ “งั้นก็ไปหยิบเอาของที่จำเป็นของคุณ ผมให้เวลาสามนาที ช้ากว่านี้ก็ไม่ต้อง” “ฉันจะรีบไปเก็บของเดี๋ยวนี้” แล้วเธอก็รีบวิ่งไปกวาดข้าวของทุกอย่างลงกระเป๋าสะพายใบใหญ่ของตนเองอย่างเร่งรีบเมื่อได้รับอิสระ ไม่ใช่เอาแค่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ ยังมีไอแพดและแมคบุ๊กด้วย ไม่รู้จะไปนานแค่ไหน เธอจำเป็นต้องพกทุกอย่างไปด้วยเผื่อบรรณาธิการติดต่อมาให้แก้งานจะได้แก้ทันเวลา “เสร็จแล้วใช่ไหม?” อือ! “ไปกัน” แล้วเขาก็จับมือเธอที่เดินสะพายกระเป๋ามายืนตรงหน้าตนเองพาออกจากห้องคอนโดไป ดุษยาหลับตลอดทางที่นั่งรถมา โดยไม่ถามและสงสัยแม้แต่คำเดียวว่าโฮมจะพาตนเองมาที่นอกเมืองทำไม เธอเหนื่อย เธอเพลียมาก ร่างกายก็ไม่ไหว ปกติปิดต้นฉบับนิยายเสร็จ เธอจะนอนพักผ่อนทั้งวันและยิ่งเมื่อคืนไม่ได้นอน แถมร่างกายถูกใช้งานหนักมาตลอดคืน มีหรือเธอจะไม่หลับเป็นตาย โฮมมองดูคนที่หลับมาตลอดทางจนมาถึงโรงพยาบาล พอปลดเข็ดขัดนิรภัยให้จะปลุกดุษยาให้ตื่น แต่ก็ต้องรีบชักมือที่แตะแขนเล็กออกอย่างรวดเร็วแล้วยื่นมือไปแตะอังหน้าผากชื้นเหงื่อหญิงสาวอีกครั้ง “ให้ตายสิ ตัวร้อนจี๋” แล้วเขาก็รีบเปิดประตูลงจากรถอ้อมเปิดประตูรถฝั่งของเธอแล้วสะพายกระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่หนักมากของเธอกับไหล่กว้างแล้วช้อนอุ้มคนหลับนิ่งขึ้นแนบอกพาเดินไปหาหมออย่างรวดเร็ว ส่งดุษยาเข้าห้องฉุกเฉิน แล้วเขาก็ไปหาพ่อตนเองที่ห้องพักฟื้น พอมาถึงห้องพิเศษของพ่อก็เปิดผลักประตูห้องเข้าไปเห็นแม่นั่งปอกผลไม้ให้พ่อทานอยู่ “สีหน้าพ่อก็สดใสแล้วนี่ครับ” โฮมเดินเข้าไปหาทั้งสองพร้อมยกมือไหว้พ่อกับแม่ “ถ้าคนงานไม่เห็น พ่อเราได้ไปยมโลกแล้วตาโฮม” เพ็ญนีตอบลูกชายแล้วป้อนส้มที่ปอกเปลือกเสร็จเข้าปากสามี “คุณก็พูดเกินไป ผมแข็งแรงจะตาย” เพิ่มแก้ต่างให้ตนเอง “แข็งแรงจริงๆ แข็งแรงจนเป็นลมฟุบหน้ากับเนินดินทางเข้าสวนข้าวโพด” นางมองค้อนและแขวะสามี “แล้วหมอให้นอนดูอาการกี่วันครับ” โฮมถามแล้วก็รับส้มที่แม่ปอกเสร็จส่งให้มาเข้าปากทาน “รอฟังผลพรุ่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรก็ได้กลับบ้าน ว่าแต่ลูกเถอะตาโฮม ทำไมมาช้าแบบนี้ รู้ไหมแม่ร้อนใจตกใจเมื่อเช้าโทรหาลูกสายแทบไหม้” “พอดีเมื่อคืนผมดื่มน่ะครับ” “ปกติดื่มเมาแค่ไหน ลูกก็ตื่นเช้า” นางซักไซ้ลูกชาย “วันหยุดผมด้วยก็ให้ผมได้พักผ่อนตื่นสายหน่อยไม่ได้เหรอครับ” “ลูกเคยตื่นสายที่ไหน ปกติเวลาไม่เข้าบริษัทก็จะไปอยู่คาเฟ่ แล้วเนี่ยสะพายกระเป๋าอะไร กระเป๋าสะพายผู้หญิงใช่ไหมตาโฮม” เมื่อสังเกตว่าลูกชายสะพายกระเป๋าผู้หญิงจึงเอ่ยถาม “ใช่ที่ไหนแม่ กระเป๋าของผมเอง เดี๋ยวนี้เขานิยมแบบนี้กันครับ ชายหญิงใช้กระเป๋าแบบเดียวกัน” “ลูกไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยรุ่นนะตาโฮม และอย่ามาหลอกแม่ ทำไมมีกระเป๋าผู้หญิง พาผู้หญิงมาด้วยใช่ไหม” โฮมหลบตาแม่แล้วเดินไปทิ้งตัวนั่งลงโซฟาไม่พูดตอบอะไร “ผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหนตาโฮม” เงียบ! เขาไม่ตอบแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงตนเองหยิบโทรศัพท์ออกมากดเล่น “ลูกเราอายุสามสิบแล้วนะคุณ จะให้มีผู้หญิงก็ไม่แปลกหรอก” เพิ่มเอ่ยกับภรรยา “ได้ไงกันคุณ ปกติลูกชายของเราไม่เคยพาผู้หญิงเข้าบ้านหรือมาแนะนำ มีแต่แอบกินลับๆ มาตลอดกับตากุมภ์ แล้วอยู่ๆ วันนี้สะพายกระเป๋าผู้หญิง มันน่าคิดไหมล่ะคุณ” เพ็ญนีตอบกลับสามีแล้วหยิบแอปเปิลในจานผลไม้ป้อนสามี “บอกแม่มาเดี๋ยวนี้ตาโฮม เป็นลูกสาวบ้านไหน และเป็นคนยังไง แม่ยังไงได้หมด ขอแค่เป็นคนดีและคนที่ลูกรัก” เพ็ญนียังคงไม่ลดละความพยายาม “ผมไปหากาแฟดื่มก่อนนะครับแม่ พ่อ” แล้วโฮมก็ลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่งออกไปจากห้องพักฟื้นของพ่อโดยไม่รอคำอนุญาตจากท่านทั้งสอง “ดูสิคุณ ดูๆ ลูกชายคุณต้องปิดบังอะไรฉันแน่นอน ฉันควรตามไปไหมคุณ” “คุณทำตัวเหมือนป้าข้างบ้านอยู่นะตอนนี้” “ก็นั่นลูกชายฉันนี่ คุณอยู่คนเดียวไปก่อนนะ ฉันจะแอบตามลูกเราไปดูสักหน่อยว่าซ่อนใครไว้ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือเจ้าของกระเป๋าที่ลูกสะพาย” “อือ...ผมอยู่คนเดียวได้” “เดี๋ยวฉันมานะคะ เป็นห่วงคุณนะ แต่ฉันก็อยากรู้เรื่องตาโฮมด้วย” นางวางจานผลไม้ใส่มือของสามีแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องอย่างเร่งรีบ ด้วยหวังให้ตามลูกชายไปทัน หึหึ เพิ่มขำในคอเบาๆ อย่างเอ็นดูภรรยาตนเองแล้วหยิบผลไม้ทานเอง โฮมไม่ได้อยากออกมาหากาแฟดื่มอะไรอย่างที่บอกแม่สักนิด แต่เขามาหาคนป่วยที่ตนส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ตอนนี้ดุษยานอนอยู่บนเตียงพักฟื้นของห้องฉุกเฉินและมีสายน้ำเกลืออยู่ “คุณเป็นญาติผู้ป่วยใช่ไหมคะ?” พยาบาลสาวที่เช็กสายน้ำเกลือเอ่ยถามชายหนุ่ม “ครับ เธอเป็นยังไงมั่งครับ” “เดี๋ยวเราจะย้ายไปห้องพักนะคะ” “มีห้องพิเศษไหมครับ” “มีค่ะ” “งั้นจัดห้องพิเศษให้เธอนะครับ” “ค่ะ แต่ตอนนี้เชิญญาติไปพบคุณหมอทางนั้นด้วยนะคะ คุณหมอมีเรื่องจะคุยด้วยค่ะ” “ครับ” โฮมมองหน้าซีดเผือดแล้วก็เดินไปหาคุณหมอเจ้าของไข้ที่รอคุยกับตนเอง ส่วนดุษยาก็ปล่อยให้อยู่ในความดูแลของพยาบาลสาว “รู้ใช่ไหมคะว่าทำไมคนป่วยถึงป่วย” คุณหมอวัยกลางคนเอ่ยกับโฮมเมื่อเขาเดินมาดึงลากเก้าอี้ตรงข้ามนั่งลง “ผมพอจะทราบครับ” “งั้นหมอก็ไม่พูดอะไรมากนะคะ ต่อไปนี้คุณควรอ่อนโยนกับภรรยาของคุณให้มากกว่านี้ คุณใช้งานร่างกายภรรยาของคุณหนักเกินไปเลยทำให้เธอป่วย” “ครับ ต่อไปผมจะพยายามไม่เอาแต่ใจตัวเองกับเธอครับ” “และเธอเจ็บท้องน้อยด้วย มดลูกเธออักเสบ งดกิจกรรมสามีภรรยาสักอาทิตย์นะคะ” “ครับ คุณหมอ ขอบคุณนะครับ” “ค่ะ เดี๋ยวทางเราจะย้ายเธอไปที่ห้องพักให้นะคะ ช่วงนี้เธอยังมีไข้สูง คุณต้องคอยดูแลข้างเตียงตลอดนะคะ และเช็ดตัวให้เธอด้วยนะคะ” “ครับ คุณหมอ ขอบคุณนะครับ” อีกมุมหนึ่งของห้องฉุกเฉินที่โฮมไม่สังเกตเห็น มีแม่ของเขาที่กำลังทำตัวเป็นป้าข้างบ้านแอบมองและเอียงหูฟังบทสนทนาของเขากับคุณหมออยู่ และมองไปยังเตียงที่ลูกชายเดินไปหยุดยืนก่อนหน้า แต่ก็มองเห็นหน้าผู้ป่วยไม่ชัด ก็นางอายุเยอะแล้ว สายตาไม่ค่อยดี แต่ดีที่หูของนางดีมาก ดีกว่าคนหนุ่มสาวเสียอีก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD