รถหรูสีดำสนิทคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่นอกเมือง เสียงล้อบดไถไปกับพื้นลูกรังที่ยังคงความเป็นชนบทอยู่พอสมควร แม้จะไม่ส่งเสียงดังมากนัก แต่ก็เพียงพอให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใต้ชายคาเงยหน้าขึ้นมองขึ้นมา
ประตูรถด้านหนึ่งถูกผลักออก ชายร่างสูงในชุดสูทเรียบหรู ก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่บ่งบอกชัดถึงความเคยชินกับการสวมมันอย่างเป็นกิจวัตร
เธอหรี่ตาเพ่งมองเขาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะแสงแดดยามสาย หากเพราะกำลังพยายามทบทวนความทรงจำที่เคยพบหน้าเขามาครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน
และใช่ เธอเคยเห็นเขาแล้ว แต่ไม่เคย มอง จริงจังแบบในตอนนี้
เขาไม่ได้ส่งยิ้มให้แบบเกินงาม หากแต่มีแววสุภาพ เรียบนิ่ง และมั่นใจอยู่ในนั้น ชายวัยสี่สิบแปดปีผู้มีหนวดเคราเล็กน้อยแต่งแต้มบนใบหน้าคมคายอย่างเหมาะเจาะ ช่วยขับให้ใบหน้าของเขาดูมีมิติมากขึ้น
ทีแรกก็เผลอคิดว่าเขาจะเป็นตาลุงเฉิ่ม ๆ แต่งตัวเชย ๆ มาในมาดคุณชายจอมเก๊กแบบที่เห็นบ่อย ๆ ตามละครน้ำเน่า
แต่ไม่เลย ชายตรงหน้าของเธอมีเซนส์ด้านแฟชั่นที่ไร้ที่ติ สูทสีกรมท่าตัดเฉียบกับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงแนวอโรมาติกเข้มข้นลอยมาแตะจมูกพอให้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา
นานาเผลอสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วถอนออกอย่างโล่งอกอยู่เปลาะหนึ่ง
อย่างน้อย...ก็หล่อ
ใบหน้าได้ระดับ หุ่นกายก็ใช่ได้ บุคลิกมั่นใจแบบที่เธอไม่ค่อยชอบแต่ก็ยอมรับว่าดูดี
แค่ความหล่ออย่างเดียวไม่อาจลบล้างอคติในใจเธอได้ก็จริง แต่ก็ช่วยให้การต้อง ‘ไปกับเขา’ ในวันนี้…ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก
"พร้อมหรือยังครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำสุภาพเอ่ยขึ้นพลางเปิดประตูรถให้
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ เล็กน้อย ก่อนจะกัดริมฝีปากตัวเองแน่น แล้วก้าวเท้าขึ้นรถไปโดยไม่หันกลับมามองข้างหลังอีก
เธอไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่การเดินทางของ 'สะใภ้ตระกูลหวัง' ได้เริ่มขึ้นแล้วในวินาทีนั้น.
รถยนต์ราคาแพงที่เพิ่งเคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านไม้เก่า เงาวับสะท้อนแดดเช้าอย่างแผ่วเบาแล่นไปตามถนนลูกรัง ก่อนจะตัดเข้าสู่ทางลาดยางที่ทอดยาวสู่ตัวเมือง กลายเป็นจุดดึงสายตาของผู้คนระหว่างทางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ภายในรถเงียบสงบ เบาะหนังแท้สีดำด้านรับกับแผ่นหลังได้อย่างแนบสนิทจนเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อโอบอุ้มผู้โดยสารโดยเฉพาะ นานาทอดกายพิงพนักเบาะอย่างไม่เต็มใจนัก แต่อย่างน้อย...เบาะนี้ก็สบายกว่าที่คิด
สัมผัสอุ่นนุ่มให้ความรู้สึกเหมือนจมอยู่ในเมฆ เสียงเพลงสากลแนวแจ๊สเปิดคลอเบา ๆ กลบเสียงเครื่องยนต์ราคาแพงได้อย่างแนบเนียน
รถยนต์คันหรูที่วิ่งไปอย่างนิ่งสงบบนถนนเส้นยาวนั้นราวกับสะท้อนบุคลิกของเจ้าของพวงมาลัย
ใจเย็น สุขุม และมั่นคง
วายุ ชายวัยสี่สิบแปดปีที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมานานแล้ว เขาแค่ขับรถอย่างเงียบ ๆ ตามจังหวะของตัวเอง เหลือบตามองหญิงสาวข้างตัวเป็นระยะ แต่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด
เพราะเขารู้ดีว่าความใจเย็น อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับเด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่เพิ่งถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่เธอแทบไม่รู้จัก
"ทำไมเงียบแบบนั้นละครับ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่ทอดยาวราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด เขาเหลือบมองเธอผ่านหางตา พลางปรับเสียงเพลงให้เบาลง
มือข้างหนึ่งยังคงประคองพวงมาลัยแน่น แต่หัวใจกลับรู้สึกสั่นไหวเล็กน้อย บางทีอาจเพราะกลิ่นแชมพูจาง ๆ ที่ลอยมาแตะปลายจมูก
หรือบางที...อาจเพราะเรือนร่างเย้ายวนภายใต้เสื้อผ้าที่หญิงสาวสวมใส่ซึ่งบอกใบ้ถึงวัยแรกสาวได้อย่างชัดเจน
"ไม่มีอะไรจะพูด...ค่ะ"
เสียงตอบนั้นสั้น แข็ง และห้วนพอจะบอกได้ว่าเจ้าตัวไม่ได้เต็มใจจะสนทนาเลยแม้แต่น้อย
เสียงลมหายใจยาวของวายุระบายออกจากปากอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้ตอบกลับในทันที แต่เพียงแค่พยักหน้ารับกับตัวเองเบา ๆ อย่างเข้าใจ
อายุที่มากกว่าบอกเขาว่า เธอไม่มีความปรารถนาแม้แต่น้อยที่จะนั่งอยู่ตรงนี้
"คุณคงไม่ชอบใจใช่ไหม ที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับผมน่ะ"
นานาเบ้ปากเล็กน้อย หันหน้าออกไปนอกหน้าต่างอย่างคนไม่อยากพูด แต่สุดท้ายก็ทนความอึดอัดไม่ได้จึงตอบกลับออกไปในที่สุด
"ก็ต้องเป็นแบบนั้นสิ ใครจะอยากมีผัวอายุมากกว่าขนาดนี้ล่ะ"
คำพูดนั้นหลุดออกไปอย่างไม่ทันยั้งคิด และเมื่อสติเริ่มตามทัน...เธอก็รู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่าเธอ พูดตรงเกินไป
คนข้างตัวเงียบขรึมลงไปในพริบตา รถยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่บรรยากาศภายในกลับเย็นเยียบลงราวกับมีใครเปิดแอร์จนสุดระดับ
นานาเหลือบตามองเขาอีกครั้ง สีหน้าของวายุเคร่งตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นกรามตึงขึ้นเล็กน้อย และมุมปากที่เคยสงบนิ่งก็ดูเหมือนจะกดต่ำลงกว่าเดิม
กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอทำร้ายความรู้สึกคนอื่นไป ก็คือจังหวะที่เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เรียบเสียจนสัมผัสได้ถึงการวางระยะห่าง
"ผมรู้ครับ..." เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนโยนและห่างเหินในคราวเดียวกัน "เอาเป็นว่าคุณอยู่ให้สบายใจแล้วกัน ถ้าคุณไม่ต้องการ ผมจะไม่ฝืน"
"ฉันมีกฎสามข้อ ระหว่างอยู่ที่บ้านของคุณ"
เสียงของนานาดังขึ้นจนน่าแปลกใจ แม้หัวใจจะเต้นแรงอยู่เงียบ ๆ ในอก แต่เธอพยายามเปล่งเสียงให้หนักแน่นที่สุดเท่าที่หญิงสาวในวัยยี่สิบต้น ๆ จะสามารถทำได้ เธอรู้ดีว่าไม่มีอะไรในมือ ไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิ์ และไม่มีที่ให้ยืนในบ้านหลังนั้น
แต่ถ้าไม่พูดตอนนี้ เธอคงไม่มีโอกาสได้พูดอีกเลย
ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ทันอ้าปาก เธอก็รีบชิงพูดต่ออย่างรวดเร็ว
"ข้อแรก ฉันจะยังไม่แต่งงานกับคุณ เราจะทำเป็นเหมือนคนที่อยู่ด้วยกันอย่างเต็มใจ เพื่อเล่นละครตบตาแม่เท่านั้น"
เธอหยุดหายใจไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะเปล่งถ้อยคำต่อไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อดึง
"ข้อสอง ฉันขอห้องนอนส่วนตัว และสิทธิ์ในทุกสิ่งที่ฉันอยากได้ อยากกิน และอยากทำ ในบ้านของคุณ"
สายตาสบกับเขาโดยตรงโดยไม่หลบเลี่ยง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนที่ประโยคสุดท้ายจะหลุดออกมาพร้อมกับลมหายใจแรง ๆ
"ข้อสาม ห้ามคุณเข้าใกล้ฉันเกินสามเมตร ตกลงตามนี้นะคะ"
ภายในรถไร้เสียงไปชั่วขณะ ราวกับอากาศโดยรอบหยุดนิ่ง
ชายวัยสี่สิบแปดผู้ควบคุมพวงมาลัยไม่ได้ตอบกลับในทันที นัยน์ตาคมภายใต้กรอบหน้าคมสันเพียงแค่เหลือบมองเธอผ่านกระจกมองข้าง
"ครับ"
ไม่มีคำขัดแย้ง ไม่มีข้อแม้ ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มหรือแววตาประหลาดใจ
แต่ในความเงียบและคำตอบนั้น กลับแฝงบางสิ่งที่นานาไม่สามารถเข้าใจได้
แม้จะเคยรู้สึกถูกใจเธอตั้งแต่แรกเห็น แต่การที่แม่ของเธอเอ่ยปากขอร้องให้เขารับเด็กคนนี้เข้ามาอยู่ด้วยแบบไม่ทันตั้งตัว ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิด
ชีวิตของเขาเคยผ่านการมีคู่ ผ่านการสูญเสีย และผ่านความเงียบยาวนานที่ไม่อาจมีใครเติมเต็มได้อีก
การที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา แม้จะเป็นเพียงในนาม แต่มันก็ทำให้บ้านที่เคยว่างเปล่า เริ่มมีเสียงอีกครั้ง
แม้เสียงนั้นจะห่างจากเขาสามเมตรก็ตาม
***