ทันทีที่บานประตูห้องนอนปิดลง รสรินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจในฐานะสะใภ้ใหญ่ของบ้าน ทว่าเพียงแค่หมุนตัวและเงยหน้าขึ้นหวังจะเดินไปยังโถงบันได สายตาก็ต้องปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ดูภูมิฐานในชุดสูทสากลตัดเย็บประณีตของเกรียงไกรที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้องนอนของเขาเช่นกัน
หัวใจของรสรินกระตุกวูบจนเผลอชะงักเท้าลงโดยอัตโนมัติ แม้จะพยายามพร่ำบอกตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าการเผชิญหน้าเช่นนี้คือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในคฤหาสน์หลังนี้ แต่เมื่อต้องมาสบสายตาเข้าจริงๆ ในระยะประชิด ความรู้สึกวูบวาบประหลาดก็แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติและเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกันคือบันไดวนที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า
“อรุณสวัสดิ์หนูริน”
เสียงทุ้มต่ำที่กังวานไปด้วยพลังอำนาจเอ่ยทักทาย รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าคมสันของชายวัยคราวพ่อเป็นรอยยิ้มที่เธอมิอาจตีความหมายได้ชัดเจน มันดูเรียบเฉยแต่กลับมีรังสีบางอย่างที่คุกคามความรู้สึกนึกคิดของเธออย่างประหลาด
“อรุณสวัสดิ์ค่ะป๋า... เอ่อ... ป๊า!”
คำว่า "ป๊า" หลุดออกมาอย่างยากลำบาก มันดูขัดเขินและตะขิดตะขวงใจจนเธอแทบจะกัดลิ้นตัวเอง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันคอยย้ำเตือนว่าสรรพนามนี้คือสิ่งที่ควรเรียกขานตามตำแหน่งในผังครอบครัวใหม่ แต่ความทรงจำที่ยังร้อนฉ่าอยู่ในมโนสำนึกกลับร้องประท้วง เพราะภาพของ "ป๋า" ที่เคยคร่อมทับบนร่างของเธอนั้นยังคงเด่นชัดเกินกว่าจะลบเลือน
เกรียงไกรคลี่ยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขามีร่องรอยของการรู้เท่าทันราวกับอ่านใจสะใภ้สาวออกทุกระเบียดนิ้วว่าเธอกำลังกระอักกระอ่วนเพียงใดกับสถานะที่ทับซ้อนนี้
“เรียกป๋าเหมือนเดิมก็ได้นะ... ไม่มีใครรู้และสนใจหรอก” เขาเอ่ยแนะด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่มันกลับเป็นการตอกย้ำถึงความลับที่มีเพียงเขากับเธอเท่านั้นที่กุมไว้
“ค่ะ... ป๋า” รสรินตอบรับเสียงเบาหวิว พยายามก้มหน้าหลบสายตาที่ดูเหมือนจะซอกซอนเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
“ไอ้วินมันออกไปทำงานแล้วเหรอ?” เขาชวนคุยเรื่องทั่วไปเหมือนรับรู้ว่าเธอกำลังประหม่าจนตัวสั่น
“ค่ะ... เพิ่งจะออกไปเมื่อกี้เองค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ร่างกายดูแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด
เกรียงไกรหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบ สุขุม และเยือกเย็นจนน่าหวั่นใจ รสรินที่ทนความเงียบไมไหวเผลอเงยหน้าขึ้นเหลือบมองเขาเพื่อสำรวจสถานการณ์ พลันเธอก็ต้องใจสั่นสะท้านเมื่อพบว่าเขากำลังจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว แววตาคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นชั่วขณะหนึ่ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเย้ยหยันหรือพึงใจในท่าทีของเธอ
ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นมาสู่พวงแก้ม รสรินรีบหลบสายตาหันไปมองทางอื่นอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมบุรุษจางๆ จากกายเขาปลุกเร้าภาพเหตุการณ์เมื่อวันวานให้หวนคืนมา จังหวะที่ลิ้นของเขาตวัดเลียลงบนจุดอ่อนไหวสะท้อนขึ้นมาในหัวจนเธอรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว
ก่อนที่เธอจะเสียอาการไปมากกว่านั้น เกรียงไกรก็ขยับตัวก้าวเดินจากไปอย่างนิ่งเฉย ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและความกดดันที่จางหายไปพร้อมกับร่างสูงใหญ่ รสรินยืนเคว้งอยู่ตรงหัวบันไดเพียงลำพัง หัวใจยังคงเต้นรัวระริกราวกับจะหลุดออกมานอกอก เธอรู้ดีว่าสงครามประสาทและความลับนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และการต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกับ "ป๋า" ในฐานะ "ป๊า" คือบททดสอบที่สาหัสที่สุดในชีวิตของเธอต่อจากนี้
ก้าวย่างของรสรินบนพื้นหินอ่อนขัดเงาของโถงชั้นล่างนั้นแผ่วเบาและเนิบนาบ เธอปล่อยให้ชายกระโปรงเดรสเนื้อดีพริ้วไหวไปตามจังหวะการเดิน ความเงียบสงบที่ปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ในยามเช้าทำให้บรรยากาศดูเรียบหรูและโอ่อ่ากว่าที่เคยเป็น รสรินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กลิ่นสะอาดของบ้านผสมกับกลิ่นดอกไม้จางๆ ช่วยให้หัวใจที่เคยเต้นรัวแรงจากการเผชิญหน้าบนชั้นบนเริ่มสงบลงทีละน้อย
ทว่า เมื่อก้าวผ่านห้องนั่งเล่นมุ่งหน้าสู่ห้องครัว สายตาของเธอก็พลันปะทะเข้ากับภาพที่ทำให้จังหวะหัวใจต้องสะดุดลงอีกครั้ง
ภายในห้องทานอาหารที่เปิดโล่งรับแสงแดดอ่อนๆ เกรียงไกรนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะยาวตัวเดิมที่เธอเคยเห็นเขาในวันก่อน บนโต๊ะมีเพียงชุดอาหารเช้าเรียบง่ายอย่างขนมปังปิ้งสองชิ้น กาแฟดำควันกรุ่นหนึ่งถ้วย พร้อมจานไข่ดาวและไส้กรอกที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของรสรินไว้กลับไม่ใช่สิ่งของเหล่านั้น แต่เป็นท่วงท่าของชายวัยคราวพ่อที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอมือถือ แววตาคมดุภายใต้กรอบหน้าเข้มขรึมดูตั้งอกตั้งใจราวกับกำลังวินิจฉัยเรื่องสำคัญระดับประเทศ
ในสายตาของรสริน ป๋าไกรในวันนี้ดูสง่างามและน่าเกรงขามอย่างที่กวินยังไม่อาจเทียบเคียงได้ มันคือเสน่ห์ของชายที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน มีทั้งอำนาจ ความลับ และความจัดเจนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดสูทราคาแพง เธอเผลอชะงักเท้า ยืนมองภาพนั้นอยู่นานนับนาทีอย่างลืมตัว ความรู้สึกหวงแหนในอดีตกับความประหม่าในปัจจุบันตีรวนกันอยู่ในอกจนแยกไม่ออก
“คุณท่านต้องทานอาหารเช้าก่อนไปทำงานทุกวันค่ะ”
เสียงทุ้มใจดีของป้าเล็กดังขึ้นใกล้ๆ ประหนึ่งกระดิ่งปลุกให้รสรินตื่นจากภวังค์ความคิด เธอรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะหันไปหาแม่บ้านเก่าแก่ที่เดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“คุณรินจะรับสักหน่อยมั้ยคะ หรือจะรับเป็นอย่างอื่นดี บ้านนี้คุณหนูวินกับคนอื่นๆ เขาไม่ค่อยทานอาหารเช้ากันหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณรินจะทาน เดี๋ยวป้าจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย” ป้าเล็กเอ่ยถามอย่างเอาใจใส่ ตามประสาคนเก่าคนที่อยากให้สะใภ้ใหม่รู้สึกอบอุ่น
“มันยังเช้าเกินไปค่ะป้า รินยังไม่หิวเท่าไหร่ ขอบคุณนะคะ” เธอหันไปตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะแอบชำเลืองมองร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ห้องถัดไปอีกครั้งหนึ่ง
“งั้นเอากาแฟสักหน่อยมั้ยคะ เช้าๆ อย่างนี้ รับกาแฟร้อนๆ เหมือนที่คุณวินชอบสักถ้วยมั้ย เดี๋ยวป้าไปชงมาให้” ป้าเล็กยังคงอาสาอย่างกระตือรือร้น
“กาแฟเหรอคะ... ก็น่าจะดีค่ะ แต่รินไปชงเองดีกว่า เดี๋ยวป้าชงไม่ถูกใจรินแล้วจะเสียของเปล่าๆ” รสรินแกล้งทำหน้าเย้าหยอกพลางหัวเราะเบาๆ เธอเอื้อมมือไปจูงมือแม่บ้านสูงวัยให้เดินตามเธอเข้าไปในครัวอย่างรักใคร่สนิทสนม ท่วงท่าที่ดูเป็นกันเองนั้นสร้างมวลความอบอุ่นให้เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้อย่างน่าประหลาด
แต่ในขณะที่มือนึงจูงมือป้าเล็ก อีกมือนึงกลับชื้นเหงื่อด้วยความประหม่า ทุกก้าวที่เดินผ่านห้องทานอาหารที่มีเกรียงไกรนั่งอยู่ รสรินรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนเส้นด้ายที่ขึงตึง ความอบอุ่นที่ป้าเล็กหยิบยื่นให้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลอบประโลมใจ แต่ลึกลงไปในซอกหลืบของหัวใจ ความรู้สึก "ต้องห้าม" กลับเกาะกินใจเธออย่างเงียบเชียบ
กลิ่นกาแฟที่เธอกำลังจะไปชง กลิ่นเดียวกับที่เขากำลังจิบอยู่นั้น ย้ำเตือนถึงรสชาติแห่งความลับที่เธอและเขาเคยตักตวงร่วมกันเมื่อครั้งวันวาน รสชาติหอมหวานปนขมปร่าที่เธอต้องปกปิดมันไว้ภายใต้หน้ากากลูกสะใภ้ผู้แสนดี เธอต้องพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด กลบเกลื่อนร่องรอยแห่งตัณหาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนต่อหน้าป้าเล็กและกวิน
เธอกับป๋าไกร... เราคือพันธมิตรในความลับที่ดำมืดที่สุดของบ้านหลังนี้ รสรินรู้ดีว่าความสุขุมนิ่งลึกของเขาคือเกราะป้องกันชั้นดี และเธอเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะนิ่งให้ได้เท่าเขา แม้ว่ายามที่สายตาของเขาตวัดมามอง หรือยามที่ต้องอยู่ในรัศมีกลิ่นกายของเขา หัวใจของเธอจะกรีดร้องด้วยความโหยหาเพียงใดก็ตาม
“รินทำเองได้ค่ะป้า ป้านั่งพักเถอะ” เธอเอ่ยเสียงใสขณะก้าวเข้าสู่โซนเตรียมอาหาร พยายามทำตัวให้วุ่นวายกับการหยิบจับโถกาแฟเพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม
บ้านหลังนี้ดูอบอุ่นและสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก มีสามีที่รักใคร่ มีพ่อสามีที่เมตตา มีแม่บ้านที่แสนดี แต่สำหรับรสริน มันคือคุกทองที่สวยงามที่สุดที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่บนความจริงที่บิดเบี้ยว เธอต้องเป็นเมียที่ซื่อสัตย์ของลูกชาย ในขณะที่วิญญาณส่วนหนึ่งยังคงตกเป็นทาสกามของชายผู้เป็นพ่อ ความลักลั่นขัดแย้งนี้เองที่เป็นเสน่ห์ร้ายกาจที่ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นและหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกัน
กาแฟควันกรุ่นถูกรินลงถ้วย รสรินมองดูสายน้ำสีดำสนิทนั้นพลางนึกถึงแววตาวาวโรจน์ของเกรียงไกรเมื่อครู่ ความลับนี้จะตายไปพร้อมกับเธอ... เธอให้สัญญากับตัวเองอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของป้าเล็กที่ชวนเธอคุยเรื่องสัพเพเหระ รสรินรู้ดีว่าบททดสอบในคฤหาสน์หลังนี้เพิ่งเริ่มต้น และเธอต้องเล่นบทบาทนี้ให้แนบเนียนที่สุด เพื่อรักษาความอบอุ่นลวงตานี้ไว้ให้นานเท่านาน