1 อาทิตย์ผ่านไป
พี่ป่านกับพี่จี (ดาวบริหารและดาววิศวะเมื่อปีก่อน) นัดให้กัส ฉัน อาร์ท และปารีส (ดาววิศวะ) มาคุยเรื่องการแสดง แต่เพราะกัสยังมาไม่ถึง พี่คนสวยทั้งสองเลยคุยรายละเอียดกับเรา 3 คนไปพลางๆ ก่อน
“พวกน้องได้คุยกันบ้างยังว่าจะแสดงไร” พี่ป่านถามด้วยวงหน้าและแววตาสนอกสนใจ
“พี่ล่ะตื่นเต้นแทน ยิ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ดาวเดือนต่างคณะขึ้นแสดงคู่กัน ได้ข่าว่าคณะอื่นมีเดินแบบคู่ ร้องเพลงคู่ โชว์มายากลคู่ด้วยนา” สีหน้าของพี่จีเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแบบปิดไม่มิด
“พูดจริงหรือคะพี่จี” ปารีสตาโตถาม ก่อนจะหันหน้าเข้าหาอาร์ท ทั้งคู่ยิ้มให้กันเหมือนเขิน แล้วบอกรุ่นพี่ว่า “เราสองคนคิดว่าจะเต้นโคฟค่ะ”
“ไอเดียดี แล้วเต้นเพลงไรอ่ะ” หน้าตาของพี่ป่านบอกว่าสนใจมาก
“ยังตกลงกันไม่ได้เลยพี่ ถ้าแนวผู้หญิงจ๋าผมคงไม่เหมาะ ถ้าแมนมากก็กลัวปารีสเต้นไม่ไหว เราสองคนเลยอยู่ในช่วงช่วยกันเลือกเพลง” ว่าแล้วอาร์ทก็หันหน้าเข้าหาปารีส สองคนนี้ยิ้มให้กันเหมือนมีซัมติง ท่าทางเหมือนคนจีบกันเลย อ๊ะ! หรือว่าไช่!!
“ตอนนี้หนูกับอาร์ทกำลังหาจุดกึ่งกลางว่าเพลงไหนเหมาะที่สุดอยู่ค่ะ” ปารีสบอกด้วยหน้าตาสดใสทำให้ใบหน้าน่ารักของเจ้าตัวดูดีขึ้นไปอีก
“งั้นถ้าได้เพลงแน่นอนบอกพี่สองคนด้วยน้า ไม่ใช่ไรหรอกกลัวซ้ำกับทีมอื่นจะได้เปลี่ยนทันน่ะ อ้าว! นั่นกัสมาพอดี” คำพูดของพี่จีทำให้ฉันหันมองด้านหลัง
กัสในสภาพชุดนักศึกษาหลุดลุ่ยแต่เจิดจ้าเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ กำลังเดินตรงมาทางนี้ แน่นอนว่าเมื่อหนุ่มหล่อตี๋พรีเมียมเดินผ่านทางไหน... สาวๆ ต่างให้ความสนใจ ตาโตวิ้งวับ สีหน้าตื่นเต้น มองตามคอแทบเคล็ด ซุบซิบกับคนข้างๆ ไม่หยุด
“มาถึงนานยัง” กัสยิ้มมุมปาก ยักคิ้วส่งมาอย่างคุ้นเคยแถมหย่อนตูดลงนั่งข้างกัน
หลายคนอาจสงสัย ฉันไม่มีอาการใจเต้นกับเรื่องทำนองนี้เลยเหรอ? ขอตอบตามตรงก็มีบ้างค่ะ เพราะไม่ว่ากัสจะทำไรมักมีผลต่อหัวใจฉันเสมอ แต่ก็นะ...ต้องเก็บอาการให้เป็น ไม่งั้นจะคงสถานะเดิมได้ไงเล่า
“สักพักแล้ว” ฉันตอบด้วยรอยยิ้ม
“อะแฮ่ม ทักลิลลี่ก่อนใครเลยน้า” พี่จีกระแอมเบาๆ มองเราสองคนด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“คุยกันถึงไหนแล้วพี่” กัสยิ้มและถามรุ่นพี่อย่างง่ายๆ
“เพิ่งเริ่มเลย ว่าแต่กัสกับลิลลี่คุยกันบ้างยังว่าจะแสดงไร” พี่จีออกปากถาม
“ยังค่ะ” ฉันส่ายหน้าไปมา ตั้งแต่กัสส่งฉันหน้าคอนโดแล้วไปทานข้าวกับคนคุยต่อ เราสองคนยังไม่ได้เจอกันอีกเลย เพิ่งมาเจอหน้ากันก็วันนี้แหละ
“แต่น้องสองคนเป็นแฟนกัน รู้จักกันดี น่าจะตัดสินใจได้ง่ายกว่าคู่อื่นรึเปล่าน้า” พี่ป่านพูดทำนองแซวแถมยังหันหน้าเข้าหาพี่จี พี่สองคนนี้ยิ้มให้กันอีกแน่ะ
“หึ” กัสหัวเราะในลำคอทำให้ฉันหันมอง แล้วก็เห็นอีกฝ่ายมองกันอยู่ก่อนแล้ว ก็คงขำที่คนอื่นมองเราเป็นแฟนกันนั่นล่ะจะมีอะไรซะอีก แต่ความจริงใช่ที่ไหนกันเล่า คนอย่างลิลลี่ก็เป็นได้แค่น้องสาวเท่านั้น
อา! เจ็บชะมัด
“เป็นไร” กัสย่นคิ้วถามด้วยสีหน้าแปลกใจ
ตายล่ะ! ฉันเผลอทำหน้าเศร้าแน่เลย หวังว่ากัสจะไม่สงสัยนะ
“เราสองคนยังไม่ได้คิดการแสดงไงเล่า อาร์ทกับปารีสตัดสินใจได้แล้วนะ” ฉันเอียงคอกระซิบให้ได้ยินแค่สองคน ทำเป็นบู้ปากเล็กน้อยให้กัสหายสงสัย แน่นอนคนที่เอียงคอเข้ามาใกล้ถึงกับยิ้มมุมปาก
“เดี๋ยวก็คิดออกเองน่า”
“ค่ะ พ่อคนความคิดดี” ฉันย่นจมูกใส่แต่กัสดันหัวเราะ มองกันด้วยสายตาเอ็นดูซะงั้น
“อะแฮ่ม!” พี่ป่านและพี่จีกระแอมขึ้นพร้อมกันทำให้ฉันหันมาทางรุ่นพี่อย่างไว
“คือหนูไม่มีความสามารถพิเศษเลยค่ะ ไม่รู้ว่าจะแสดงไรดี แฮร่!” ฉันยิ้มแหยให้รุ่นพี่
ก็เหมือนที่เคยบอกตั้งแต่วันที่เลือกดาวเดือนคณะ ฉันทำได้อย่างเดียวคือจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นเพราะเคยลงคอร์สเรียนกับคุณแม่ยามว่างน่ะนะ
“ทำไมจะไม่มี ดีดเปียโนไง เก่งด้วย” ว่าแล้วกัสก็ยื่นมือเข้ามาโยกหัวกันเบาๆ เหมือนเตือนความจำอะไรทำนองนั้น
ใช่! ฉันเรียนเปียโนมาแต่เด็ก ก็เรียนพร้อมกัสนั่นแหละแต่อีกฝ่ายเลิกไปก่อน เอาเข้าจริงช่วงหลังมานี้แทบไม่ได้ดีดน้องเลยด้วยซ้ำ
“ประเด็นคือต้องแสดงคู่ ถ้าเราเล่นเปียโน กัสจะเล่นคู่เหรอ” ฉันถามร่างสูงที่ยังจับหัวกัน
“ถ้างั้นให้กัสร้องเพลง แล้วลิลลี่เล่นเปียโนดีมั้ย เข้าท่าอยู่นะ” พี่ป่านเสนอไอเดียทำให้ฉันหันมองรุ่นพี่อย่างไวจนมือใหญ่หลุดออก... ถามจริง! เอาจริงอ่ะ?
“เออ! น่าสนุกนะ กัสร้องเพลงได้มั้ย” พี่จีถามด้วยสีหน้าเป็นประกาย
“พอได้พี่” กัสยักไหล่ตอบแบบกลางๆ คงไม่อยากให้รุ่นพี่คาดหวังนั่นล่ะ
“แต่มันจะไม่ลำบากเกินไปเหรอคะ ต้องขนเปียโนขึ้นเวที” ฉันถามอย่างเป็นกังวล
เปียโนแต่ละหลังใช่ว่าจะเบา ฝ่ายจัดสถานที่ไม่มองแรงเหรอ... ที่ฉันกับกัสเลือกงานช้างน่ะ
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ก่อนประกวดเด็กเอกดนตรีต้องขึ้นไปเปิดเวทีเพื่อบิวท์อารมณ์คนดูด้วยการดีดเปียโน สีไวโอลิน เล่นเครื่องดนตรีอยู่ละ ถ้าตกลงเล่นจริงก็ไม่มีปัญหาจ้ะ” พี่ป่านยักไหล่พลางยิ้มหวาน
อันที่จริงเป็นไอเดียเข้าท่าเลยแหละ จะให้ฉันเต้นโคฟ เดินแบบ เล่นมายากลโน่นนี่นั่นก็ไม่ใช่ทาง ดีดเปียโนพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง แค่ซ้อมบ่อยขึ้น น่าจะผิดพลาดน้อยกว่าอย่างอื่น
“ว่าไง โอเคป่ะ” กัสถามความเห็นด้วยรอยยิ้ม
“อื้อ” ฉันพยักหน้าหงึกหงัก
นาทีนี้ต้องโอเคแหละ คนไม่มีความสามารถพิเศษอย่างฉันควรเลือกเวย์ที่เซฟตัวเองที่สุด!
“เยี่ยม! เป็นอันว่าอาร์ทกับปารีสเต้นโคฟ กัสกับลิลลี่เล่นเปียโนและร้องเพลง ถ้าตกลงเรื่องเพลงได้บอกพี่สองคนด้วยนะ” พี่ป่านสรุปเสร็จสรรพ์ด้วยสีหน้าแช่มชื่น
“ผมกับลิลลี่เลือกเพลง night change ของ one d พี่” กัสบอกง่ายๆ นั่นทำให้ฉันอมยิ้มในความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่าย แม้เพลงนี้จะเก่าแถม one d ยุบวงไปแล้ว แต่เป็นหนึ่งในเพลงที่ฉันชอบมากจนถึงปัจจุบันน่ะนะ!
“ไม่ปรึกษากันก่อนเหรอวะ” อาร์ทถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
“นั่นสิ แล้วลิลลี่โอเคเหรอถ้านายเลือกเพลงนี้” ปารีสตาโตถามด้วยสีหน้าไม่ต่างกัน
“ต้องเพลงนี้แหละเพราะลิลลี่ชอบ ขืนเลือกเพลงอื่นเดี๋ยวโดนบ่นเอา” กัสยักคิ้วให้สองคนนี้ แต่กลับเรียกเสียงโห่แซวขึ้นมาซะงั้น
“หูย! แฟนกันก็เงี้ย รู้ใจกันทู้กอย่าง” พี่ป่านมองมาด้วยสายตาล้อเลียน
“ได้โปรดสงสารคนโสดอย่างพี่บ้าง ได้ยินแล้วอิจหนักมาก อิจไม่ไหว” แม้พี่จีจะทำเป็นถอนหายใจแต่สีหน้ากลับเบิกบานแววตาพราวระยับ
กัสบิดยิ้มแถมหันมายักคิ้วกวนให้กัน ฉันย่นจมูกคืน ทำเป็นหันมองรอบตัวเรื่อยเปื่อยแล้วแอบอมยิ้ม...
แม้จะไม่ใช่แฟนตัวจริงแต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว! จริงๆ นะ!