3ปีผ่านไป
“เชี่ย! สวยโคตร ชื่อไรคณะไหนวะ”
“ลิลลี่เด็กบริหารอินเตอร์ไง ดังตั้งแต่วันปฐมนิเทศละ”
“แก๊! ดูคนนั้นสิ ออร่านางฟ้าชัดๆ”
“ไหน? โหว! ลูกคุณลูกท่านสุด หน้าก็สวยหุ่นก็เพรียว ผิวเหมือนกระเบื้องเคลือบ มงลงที่ดาวมหาลัยแล้วมั้ย”
ถึงแม้มหาลัยจะเปิดเทอมได้ 3 วันแล้ว แต่เมื่อฉันเดินไปทางไหนที่ไม่ใช่คณะบริหาร นักศึกษาส่วนใหญ่ยังคงทำหน้าตะลึงรวมถึงมีปฏิกิริยาทำนองนี้ตลอด ถามว่าเบื่อหรือรำคาญมั้ย... เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกชีวิตตัวเองอยู่ยากขนาดนั้นค่ะ
“แกรับมือกับการเป็นจุดสนใจได้ไงอ่ะลิลลี่ ถ้าฉันเป็นแกคงอึดอัดน่าดู ไปไหนมีแต่คนมอง คือไม่ได้มองธรรมดานะ มองจนเหลียวหลัง บางคนเดินตามด้วยซ้ำ” ชมพูเลิกคิ้วถามด้วยสีหน้าสงสัยระหว่างพวกเรากำลังเดินไปทานข้าวเที่ยงที่คณะนิเทศซึ่งอยู่ติดกัน
“ก็ไม่ไง เฉยไว้เดี๋ยวคนก็ชิน” ฉันยกไหล่แบบไม่คิดไรมาก
“ถามจริง?” ทั้งชมพูและเมเม่เลิกคิ้วด้วยสีหน้าอึ้งจัด
“อื้อ” ฉันพยักหน้าเล็กน้อยพลางดูดน้ำมะพร้าวปั่นในมือแก้ร้อนไปด้วย “ตอนนี้ฉันอาจเป็นของแปลกสำหรับที่นี่ เดี๋ยวสักพักพอเริ่มชิน คนก็เลิกสนใจเองนั่นล่ะ”
“ที่โรงเรียนเดิมไม่มีใครสนใจคนสวยอย่างลิลลี่เลยเหรอ? มันถึงดูเย็นชาได้ขนาดนี้” ชมพูตาโตหันไปถามเรนนี่... เพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่สมัยเกรด 1 แถมยังลากยาวมาถึงปัจจุบันเพราะเราดันสอบติด ม.เดียวกันคณะเดียวกันอีกด้วย
“สมัยเรียนเซนต์อาเธน่ามันคือตัวท็อป ไปไหนรุ่นน้องรุ่นพี่ทักทายตลอด มีหนุ่มเข้ามาจีบเป็นว่าเล่น แต่คนอาจไม่มองขนาดนี้เพราะเห็นกันมานานล่ะมั้ง” เรนนี่คลี่ยิ้มพลางยักคิ้วด้วยสีหน้าสบายๆ
“ก็จริง คนที่เห็นพัฒนาการความสวยมาตลอดจะเอาอะไรมาแตกตื่น” เมเม่พยักหน้าเห็นด้วยแถมหันมามองกันแบบพินิจพิเคราะห์ “แต่แกสวยแบบโคตรสวยเลยอ่ะ สวยตะโกน มองมุมไหนก็สวย ถ้าฉันเป็นแกคงนั่งมองกระจกทั้งวันคงรู้สึกดีน่าดู”
“ขนาดนั้น” ฉันยิ้มขำกับคำพูดของเพื่อน “เห็นหน้าตัวเองทั้งวันก็เบื่อแย่สิ”
“เบื่อไรเล่า เจริญหูเจริญตาล่ะไม่ว่า ตอนเจอแกครั้งแรกฉันยังรู้สึกเลยว่าพจนานุกรมควรเปลี่ยนความหมายคำว่า ‘สวย’ เป็น ‘ลิลลี่’ ด้วยซ้ำ”
“หา!” ฉันร้องเสียงหลงแทบสำลักน้ำมะพร้าวปั่นที่กำลังดูด อะไรจะขนาดนั้นคะ!
“จริง” ชมพูรีบยกมือเห็นด้วยอย่างไว “ตอนนั้นฉันก็คิดงั้นเหมือนกัน”
“แกพูดว่าตอนนั้น หมายความว่าตอนนี้ความคิดเปลี่ยนแล้ว” เรนนี่เลิกคิ้วถามด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ทั้งเมเม่และชมพูพยักหน้ารัวๆ
“ขอสารภาพตามตรง ตอนแรกนี่แอบคิดว่าลิลลี่คงเป็นพวกห่วงสวย ที่ไหนได้โคตรชิลแถมสดใสร่าเริง อยู่ด้วยแล้วมีแต่พลังงานบวก”
“ขอบใจนะ” ฉันฉีกยิ้มอย่างมีความสุข
บอกว่าอยู่ด้วยแล้วมีแต่พลังงานบวก ดีกว่าชมว่าสวยเป็นไหนๆ เพราะนั่นหมายความว่าไม่ได้มองกันแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่มองจากนิสัยที่อยู่ด้านในยังไงเล่า
“เร็วสิพวกแก! เดี๋ยวพี่เคนโด้จะหนีหายไปซะก่อน พลีส!” พิชชี่เพื่อนอีกคนของพวกเราหันมาเรียกด้วยสีหน้ากระวนกระวายปนขอร้อง ที่พวกเราถ่อมาคณะนิเทศก็เพราะตั้งใจมาส่งพิชชี่มองความหล่อของชายในดวงใจ รู้สึกว่าวันปฐมนิเทศพี่เคนโด้เดินมาส่งพิชชี่ถึงหอประชุมระหว่างหาตึกไม่เจอ พิชชี่เลยประทับใจและปิ๊งรุ่นพี่ปี 3 คนนี้ไปโดยปริยาย
“เค!” เราสี่คนโพล่งพร้อมกันพร้อมกับเร่งฝีเท้าเข้าหาคนเรียกอย่างรวดเร็ว
พอก้าวเข้ามาในโรงอาหาร นักศึกษาส่วนใหญ่เริ่มหันมองฉันแถมซุบซิบไม่หยุด ก็อย่างที่บอกฉันชินแล้วค่ะ ใครอยากพูดอะไรก็พูดไป ขอแค่อย่าเข้ามาวุ่นวายหรือกวนใจก็พอ
“โต๊ะนั้นมีคนกำลังลุกพอดี” เรนนี่พยักเพยิดไปยังโต๊ะที่อยู่ห่างเราประมาณสิบก้าว
“อั๊ย!” จู่ๆ พิชชี่ที่มองซ้ายมองขวาไม่หยุดก็หวีดตาตื่น แถมรุดไปยังโต๊ะที่นักศึกษากำลังทยอยออกเป็นคนแรกโดยมีพวกเราที่เหลือตามมาติดๆ
“อย่าบอกนะว่าแกเจอพี่เค้าแล้ว” เมเม่กระซิบเสียงถามด้วยสีหน้าทึ่งจัด
“นั่งถัดจากพวกเราไปสามโต๊ะ” พิชชี่ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งมากแต่สีหน้าเบิกบานยิ่งกว่าอยู่ในทุ่งดอกลาเวนเดอร์
“ขาวตี๋ผมสีน้ำตาลทอง” เรนนี่ทำเป็นมองรอบๆ ก่อนจะหันกลับมาถาม
“หล่อใช่ม้า” พิชชี่เขินตัวบิดทำให้พวกเราหัวเราะด้วยความเอ็นดู
“ถือว่าผ่าน” ชมพูยักคิ้วพลางอมยิ้ม
“ไปซื้อข้าวกันเลยมั้ย ฉันอยากเดินเฉียดพี่เค้าจะแย่แล้ว”
“เอาดิ พาเพื่อนไปเฉียดผู้ เผื่อกรรมดีจะทำให้ฉันได้ผู้หล่อๆ บ้าง” เมเม่ว่าขำๆ ทำเอาพวกเราฮาครืน
ครืด! ครืด!
มือถือในกระเป๋าสะพายที่กำลังสั่นทำให้ฉันรีบล้วงออกมา พอเห็นชื่อใครขึ้นหน้าจอ ริมฝีปากของฉันก็แย้มยิ้มโดยไม่รู้ตัว
“พวกแกไปก่อนได้เลย เดี๋ยวฉันเฝ้าโต๊ะให้เอง” ฉันขันอาสาพลางโบกมือถือทำให้พวกเพื่อนๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ว่าไงกัส” ฉันกรอกเสียงลงในสายด้วยรอยยิ้ม
ตอนนี้ฉันกับกัสเรียนมหาลัยแล้วค่ะ แถมยังเป็นแห่งเดียวกัน ต่างแค่คณะเท่านั้น กัสเรียนวิศวะ ส่วนฉันเรียนบริหาร
“อยู่ไหน” กัสเข้าเรื่องแบบไม่มีพิธีรีตอง
“โรงอาหารคณะนิเทศ มีไรเปล่า”
“เมื่อวานลิลลี่ลืมชีทไว้ที่หลังรถเรา เดี๋ยวเอาไปให้”
“อ้าวเหรอ! ขอโทษที เราทำให้กัสลำบากอีกแล้วสินะ” ฉันบอกอย่างรู้สึกผิด
เมื่อวานหลังเลิกเรียนกัสมารับฉันที่หน้าคณะเพื่อไปปาร์ตี้วันเกิดเจ้เกรซ ตอนอีกฝ่ายขับรถมาส่งหน้าคอนโด... ฉันก็ลืมเช็คความเรียบร้อยก่อนลง หยิบแต่กระเป๋ามาอย่างเดียวซะได้
“เป็นคนคิดมากตั้งแต่เมื่อไหร่นะเราน่ะ เดี๋ยวเจอกัน” น้ำเสียงล้อเล่นของกัสทำให้ริมฝีปากของฉันคลี่ยิ้มโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ายังไงกัสก็ใจดีกับฉันเสมอ
“ขอบคุณค่า” ฉันรับคำอย่างเล่นลิ้นก่อนกดวางสาย ระหว่างนี้ก็เล่นมือถือ เข้าโน่นเข้านี่เรื่อยเปื่อย
“โทษครับ พี่ขอเบอร์น้องได้มั้ย” เสียงที่หัวโต๊ะทำให้ฉันเหลือบตามอง เห็นผู้ชายหน้าตาดีกำลังส่งยิ้มและยื่นมือถือมา
“ขอโทษทีค่ะ พอดีหนูมีแฟนแล้ว” ฉันตอบปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมด้วยมุกเดิมที่ใช้ประจำ
“มีแฟนก็คุยเล่นกันได้คร้าบ ให้เป็นตัวเลือกของน้อง พี่ไม่ติดอยู่ละ” พอผู้ชายคนนี้พูดจบ กลุ่มผู้ชายที่อยู่โต๊ะเยื้องๆ ก็โห่ฮาสนุกสนาน
“แต่ผมติด!” น้ำเสียงแหบห้าวติดไม่พอใจพร้อมกับการปรากฏตัวของนักศึกษาชายสองคนในสภาพเสื้อหลุดลุ่ยออกจากกางเกงทำเอาสาวๆ แทบทั้งโรงอาหารหวีดร้อง เบิกตาโตในความหล่อไม่หยุด
“แก๊! สองหนุ่มนั่น”
“แม่เจ้า! อยู่คณะไรอ่ะ หล่อมากกกก หล่อแพ็คคู่!”
“หนุ่มวิศวะไงแก ดังตั้งแต่วันปฐมนิเทศละ ในกลุ่มมีกัน 4 หนุ่ม หล่อคนละแบบเลย”
“แล้วฉันไปอยู่ไหนมาวะทำไมถึงเพิ่งเห็น หล่อจนผู้ชายในคณะเราจืดเป็นน้ำเปล่าไปเลย”
“ตี๋พรีเมียมแบบที่ฉันชอบ ยิ่งกว่าหลุดจากสเป็กอีกจ้ะแม่”
หนุ่มคนแรกซึ่งเป็นหัวข้อสนทนาแถมยังทำให้ผู้หญิงมองด้วยแววตาระยิบระยับก็คือ
“กัส” เจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งราว 185 เซนติเมตรผู้มีผิวขาวราวหิมะ พอโตขึ้นเครื่องหน้าของกัสก็คมชัดไปทุกส่วน แม้กัสจะมีเชื้อสายจีนอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์แต่ดวงตาสองชั้นคู่สีน้ำตาลกลับเรียวยาวแถมวิ้งวับ จมูกโด่งรับกับเรียวคิ้วเข้มและริมฝีปากแดง ผมสีดำสนิทซอยระต้นคอแถมยังเข้ากับกรอบหน้าอันแสนเพอร์เฟ็กต์ทำให้เจ้าตัวหล่อพรีเมียม หล่อจนแทบละสายตาไม่ได้อย่างที่สาวๆ ชาบูกันนั่นล่ะ
ส่วนอีกคนคือ “เทมส์” หนุ่มหล่อเกินต้านที่สาวไหนเห็นเป็นต้องหลง แม้เทมส์จะเป็นตัวพ่อควงสาวไม่ซ้ำหน้าแถมยังมีนิสัยพร้อมบวกกับทุกคนที่เข้ามาหาเรื่อง แต่ในสายตาฉันแล้ว “เทมส์” คือเพื่อนที่ดีมาก เพื่อนที่ไม่เอาความลับของเพื่อนไปขาย ภายนอกเขาอาจจะดูนิ่งปนดุขัดกับหน้าตาหล่อเหลา แต่อันที่จริงฉันรู้ดีว่า... เทมส์มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ภายใน
ฉันยังจดจำทุกอย่างได้ดีจนถึงทุกวันนี้ วันที่ฉันรู้ตัวว่าชอบกัสครั้งแรกในชีวิต แถมยังอกหักภายในวันเดียวกัน เทมส์ที่ย้อนกลับมายังคอนโดเจมส์เห็นสภาพฉันที่กำลังฟูมฟายเพียงลำพัง มองมาอย่างเป็นห่วงก่อนจะพาลงมาสงบสติอารมณ์ที่สระว่ายน้ำคอนโดซึ่งปราศจากผู้คน นั่งอยู่เป็นเพื่อนกันไม่ไปไหน ไม่ถามอะไรให้เจ็บปวดมากกว่าเดิม จนฉันเป็นฝ่ายเอ่ยปากเล่าความลับของตัวเองให้เทมส์ฟัง “เราเพิ่งรู้ตัวว่าเราชอบกัส” เทมส์ไม่พูดอะไรให้ช้ำใจนอกจากบอกว่า
“ความรู้สึกคนเรามันห้ามกันไม่ได้” เพราะงั้นไม่แปลกที่ฉันจะชอบเพื่อนสนิทของตัวเอง
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 3 ปี เทมส์ยังคงเก็บความลับของฉันมาตลอดโดยที่ฉันไม่เคยร้องขอ แต่เค้าก็เก็บมันไว้ให้... น่ารักใช่ม้าเพื่อนของฉันคนนี้
“นี่แฟนน้องเหรอครับ” รุ่นพี่พยักหน้าไปทางกัสที่กำลังย่นคิ้ว แสดงสีหน้าไม่พอใจ
“เราสองคนเป็นมากกว่าแฟนอีกพี่” ว่าแล้วกัสก็นั่งลงข้างฉันแถมยังวาดแขนแกร่งกอดไหล่บางเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ มองเขม่นรุ่นพี่ด้วยสายตาพร้อมบวก
“............” ฉันเงียบเหมือนเป็นการยอมรับว่าสิ่งที่กัสพูดคือเรื่องจริง
รุ่นพี่คนนี้คงกลัวเสียฟอร์ม ทำเป็นยักไหล่ด้วยสีหน้าเฉยเมย ก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกผู้ชายที่โห่แซวเมื่อครู่ก็หลบสายตาเทมส์เป็นพัลวันแถมเดินออกโรงอาหารตามเพื่อนไปติดๆ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ทั้งกัสและเทมส์ต่างเป็นเด็กปี 1 แต่สองคนนี้สามารถทำให้รุ่นพี่หงอลงได้เพียงแค่ใช้สายตามอง แบบนี้สินะที่เค้าว่ากัน ‘รังสีความน่าเกรงขามไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์’
“นึกว่าแน่ ถุ้ย!” กัสแค่นเสียงในลำคอพลางเอามือออกจากไหล่ฉันอย่างละมุนละม่อม
“ไหนล่ะชีทเรา” พอฉันถามถึงชีท กัสก็ยื่นให้ เป็นเวลาเดียวกับที่เทมส์นั่งลงตรงข้ามเราสองคน
“แล้วคิดไงมาทานข้าวคณะอื่น ไอ้รุ่นพี่หน้าหม้อเข้ามายุ่งจนได้” กัสพูดด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด ก็คงไม่ชอบใจที่มีคนเข้ามาวอแวฉันเหมือนอย่างเคยนั่นล่ะ
“เพื่อนชวนมาน่ะ บอกก๋วยจั๊บคณะนี้อร่อยมาก เราเลยไม่ปฏิเสธ” ฉันว่าพลางเก็บชีทไว้กับหนังสือที่หอบมา
“แล้วเพื่อนไปไหนกันหมด”
“ซื้อข้าว นั่นไง...มาละ” ฉันพยักเพยิดไปทางเรนนี่ที่ถือจานข้าวเดินตรงมาทางนี้
“หวัดดีกัส หวัดดีเทมส์” เรนนี่ทักสองหนุ่มอย่างกันเองเพราะเห็นหน้ากันบ่อยมาแต่ไหนแต่ไร
เมื่อฉันรู้ตัวว่าชอบกัสแบบชายหญิงก็ขอให้กัสเลิกแสดงบทแฟน กัสกลับไม่ยอมแถมยังทำหน้าที่เหมือนเดิม เพราะงั้นพวกเราก็ยังเจอกันอยู่เรื่อยๆ ยกตัวเช่นตอนกัสมาอาละวาดใส่หนุ่มที่เข้ามาจีบฉันไงเล่า
“ฮายเรนนี่” กัสทักกลับอย่างเฟรนด์ลี่ ส่วนเทมส์ผงกหัวหน้าตานิ่งเหมือนทุกครั้ง
“แกไปซื้อข้าวเถอะ” เรนนี่ว่า
“โอเค” ฉันรับคำพลางหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาถือ กัสลุกออกจากที่นั่งพร้อมบอกฉันว่า
“เดี๋ยวไปส่ง”
“ไม่เป็น...”
“ใครบอกไม่เป็น อยู่คนเดียวยังมีไอ้หน้าหม้อมายุ่ง ไปส่งน่ะดีละ” กัสสรุปเองเสร็จสรรพ์ก่อนจะหันไปหาเทมส์
“กูไปส่งลิลลี่แป๊บ มึงจะรออยู่นี่หรือกลับคณะก่อน”
“กูนั่งรถมาพร้อมมึง จะเดินกลับเองเพื่อ?” เทมส์เลิกคิ้ว กวนเพื่อนสนิทหน้าตาย
“เดี๋ยวกูมา” ว่าแล้วก็กัสผายมือให้ฉันเป็นคนเดินนำ ส่วนตัวเขาเป็นฝ่ายเดินตาม ตลอดทางฉันได้ยินสาวๆ บ่นเสียดายไม่หยุดที่กัสมีแฟนแล้ว
แต่มันใช่ที่ไหนล่ะ เราสองคนเป็นเพื่อนกันแต่เล็กแต่น้อยต่างหาก แถมฉันดันเผลอใจแอบชอบเพื่อนสนิทของตัวเองมาตลอด 3 ปีเต็ม ลิลลี่คนนี้จึงเป็นได้แค่แฟนมโนของกัสเท่านั้น!
ถ้าถามว่าฉันตอนนี้ฉันรู้สึกยังไง... มันก็ทั้งดีใจและอึนในเวลาเดียวกัน!!
อยู่ใกล้คนที่ชอบได้แต่ไม่สามารถบอกคำว่าชอบออกไปได้เพราะอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้...
น่าเศร้าเนอะ รักข้างเดียวเนี่ย...ว่ามั้ย