“เฮ้!” เสียงทักทายไร้พิธีรีตองจากทางด้านหลังทำให้ฉันที่เดินตรงมายังลิฟท์หันมองเจ้าของเสียง แล้วก็เห็นกัสในสภาพเสื้อยืดสีขาวแบรนด์ดังกับยีนส์ขายาวสีเข้มกำลังเดินตรงมาทางนี้ ส่วนฉันนั้นอยู่ในสภาวะพร้อมออกรบมาก เดี๋ยวต้องไปเบียดผู้คนเลยใส่เสื้อยืดสีขาวทับด้วยสายเดี่ยวชั้นๆ สีชมพูพาสเทล ท่อนล่างเป็นยีนส์ขาสั้นสีเข้มไม่ต่างจากร่างสูงตรงหน้า ผมยาวก็มัดสองแกละเอาไว้จะได้ไม่ระต้นคอเวลาเหงื่อออก
มานิวยอร์กครั้งนี้ครอบครัวของฉันกับครอบครัวของกัสพักที่โรงแรมหรูแห่งเดียวกันค่ะ ทางสามีของน้าบัวเป็นคนจัดการให้ทุกสิ่งอย่างตามประสาอภิมหาเศรษฐี โรงแรมแห่งนี้จึงอยู่ใกล้เซ็นทรัลปาร์คซึ่งเป็นที่แสดงไลฟ์พอดี เราสองคนเลยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ย่นเวลาได้เยอะเลย เย้!
“ตื่นไหวด้วย” ฉันเลิกคิ้วถามร่างสูงตรงหน้ายิ้มๆ
เมื่อวานกัสออกไปแฮงค์เอาท์กับพี่ไวท์และเฮียแกรนด์ตามประสาแมนๆ กว่าจะกลับโรงแรมก็ดึกดื่น ยังแอบคิดเลยว่าคนตรงหน้าจะตื่นเช้าไหวมั้ย ที่ไหนได้... หน้าตาสดชื่นเชียว
“ไหวดิ นัดเด็กแถวนี้ไว้ ขืนไม่ไหวได้เห็นเด็กร้องไห้ขี้มูกโป่งเพราะอดไป” กัสว่าด้วยสีหน้ากระเซ้าทำเอาฉันค้อนเข้าให้
“ไม่ขนาดนั้นสักหน่อยเถอะ” ฉันบ่นอุบเดินตามร่างสูงเข้ามาในลิฟท์
“ถ้างั้นเรากลับไปนอนละนะ” กัสหมุนตัวทำท่าเดินออกลิฟท์ ฉันนี่รีบคว้าแขนแกร่งไว้อย่างไว
“กัสก็รู้ว่าเราอยากเห็นเทตัวเป็นๆ สักครั้ง ช่วยทำความฝันของเราให้เป็นจริงไม่ได้เหรอ” พอฉันออดอ้อนขอร้อง กัสหัวเราะในลำคอแล้วบอกว่า
“ทำไมจะไม่ได้เล่า ไม่งั้นเราจะขอน้าเกตุให้ลิลลี่ทำไม” คำตอบของร่างสูงตรงหน้าทำให้ฉันคลี่ยิ้มกว้าง กัสยักคิ้วกลับมาและเอื้อมมือไปกดลิฟท์
“แวะหาไรกินกันก่อนมั้ย เดี๋ยวต้องเบียดคนจะได้มีแรง” พอออกประตูโรงแรมกัสก็เอ่ยชวน
“เอางั้นก็ได้” ฉันพยักหน้าขึ้นลงอย่างเห็นด้วย ถึงแม้จะไม่ค่อยหิวเท่าไหร่แต่รองท้องไว้ก็ดีเหมือนกัน “ว่าแต่เราจะกินไรดีอ่ะ”
“คาเฟ่ฝั่งโน้นเป็นไง เมื่อวานก่อนออกไปเดินเล่นแถวบรูคลินเราเพิ่งแวะกับพวกเฮีย มีเมนูให้เลือกเยอะ รู้สึกจะมีอาหารเช้าด้วย อร่อยใช้ได้ ลิลลี่น่าจะชอบ” กัสพยักหน้าไปทางคาเฟ่ที่อยู่หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามทำให้ฉันมองตาม
แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาเกือบหกโมงครึ่งซึ่งถือว่าเช้าพอสมควรแต่กลับมีลูกค้านั่งทานแถวหน้าร้านอยู่สองสามโต๊ะ
“เอาสิ” ฉันพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
เราสองคนเดินข้ามฝั่งมายังคาเฟ่ที่ตกแต่งแบบคุมโทนขาวเทา กัสให้ฉันเป็นฝ่ายเลือกว่าจะนั่งตรงไหน แน่นอนว่าฉันเลือกโต๊ะนอกร้านมากกว่าในร้าน หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย เราก็คุยอะไรกันเรื่อยเปื่อย พออาหารมาเสิร์ฟ ฉันถึงกับตาวิ้งทันทีเพราะเค้กและครีมพัฟที่สั่งไปหน้าตาดูดีกว่าที่คิดแถมพอตักเข้าปากคำแรกน้ำตาแทบไหล... อร่อยมากก!
“เป็นไง ผ่านมั้ย”
“ดีไม่ไหว เต็มสิบไม่หักอ่ะ เดี๋ยวจะชวนเจ้เกรซมาด้วย มีอีกหลายเมนูเลยที่น่าลอง” ฉันบอกพลางตักเค้กเข้าปากอีกรอบทำเอากัสถึงกับหัวเราะขำในลำคอ
“นี่ก็อร่อย ลองชิมดู” กัสบอกพลางยื่นจาน eggs benedict ของเจ้าตัวมาให้ตรงหน้า
ฉันอมยิ้มเอ่ยปากขอบคุณในความมีน้ำใจของเจ้าตัวก่อนจะตักเข้าปาก ไม่ถึงนาทีก็ต้องตาวิ้งในรสชาติอีกรอบ “อร่อยจริงด้วย ของคาวก็ดีของหวานก็เริ่ด อยากยกร้านไปกรุงเทพชะมัด นี่จะอุดหนุนทุกวันเลย”
“ขนาดนั้น” กัสคลี่ยิ้มมุมปากทำเอาสาวๆ กลุ่มใหญ่ที่กำลังเดินผ่านหน้าร้านถึงกับหวีดในความหล่อตี๋พรีเมียมของเจ้าตัว ก่อนที่เราสองคนจะรีบจัดการกับเมนูตรงหน้าอย่างทำเวลาเมื่อสำนึกได้ว่าวัยรุ่นกลุ่มนั้นอาจไปดูไลฟ์ของเทเช่นกัน
พอของอร่อยลงกระเพาะอาหารเสร็จสรรพ์ กัสก็สั่งเช็คบิลแถมยังเป็นสายเปย์เหมือนทุกครั้งที่เราไปไหนด้วยกันนั่นคือเป็นฝ่ายออกเงินให้ตลอด
“ขอบคุณนะ เลี้ยงเราตลอดเลย” ฉันบอกอย่างเกรงใจ
“น้องสาวคนเดียวเฮียเลี้ยงได้น่า” กัสยักคิ้วกวนพลางอมยิ้ม คงไม่อยากให้ฉันคิดเล็กคิดน้อยนั่นล่ะ “ไปเถอะ ยังต้องเดินอีกสักพักเลย”
“อื้อ” ฉันพยักหน้ารัวๆ พลางยิ้มคืน
เป็นโชคดีอีกอย่าง โรงแรมที่พวกเราพัก ประตูอยู่ฝั่งเดียวกับเวทีจัดไลฟ์ ถ้าอยู่คนละฝั่งคงเดินมาไม่ไหว มีหวังมีขาลากซะก่อนเพราะเซ็นทรัลปาร์คแคบเสียที่ไหน เป็นอะไรที่กว้างมากกก การจะเดินจากประตูฝั่งนึงมายังอีกฝั่งนึงใช้เวลาและพลังงานมากโข
“คนหนาตาแล้วอ่ะ” ฉันพึมพำอย่างเป็นกังวล
ทั้งที่ตอนนี้ยังไม่เจ็ดโมงครึ่งด้วยซ้ำ ทว่าพอยิ่งเข้าใกล้ที่หมายเท่าไหร่ คนก็ยิ่งดูเยอะมากขึ้นเท่านั้น ไม่น่าชะล่าใจเลยเรา รู้งี้มาตั้งแต่หกโมงแล้วเถอะ แง!
“ไอ้กัส!” เสียงเรียกราวกับตื่นเต้นตกใจทำให้ฉันกับกัสหันมองทางด้านขวามือ เห็นผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับเราห้าหกคนกำลังมองมาเหมือนอึ้งในอะไรบางอย่าง
“อ้าว! พวกมึงมาทำไรที่นี่แต่เช้าวะ” กัสทักทายอย่างเป็นกันเอง
“พวกกูกำลังจะไปเตะบอล แล้วมึงอ่ะมาทำไร” หนึ่งในผู้ชายกลุ่มนี้ถามกลับแถมทั้งกลุ่มยังเดินมาอยู่ตรงหน้าเราสองคนแล้ว
“เพื่อนที่ห้องน่ะ” กัสหันมาบอกกันอย่างง่ายๆ
“หวัดดีครับลิลลี่!” ยังไม่ทันที่กัสจะพูดอะไรต่อ ผู้ชายสามคนในกลุ่มนี้ก็ทักทายฉันพร้อมกันด้วยรอยยิ้มหวาน มองมาด้วยแววตาสนใจอย่างเปิดเผย
“หวัดดีค่ะ” ฉันยิ้มตอบอย่างเป็นพิธี อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความแปลกใจ “รู้จักเราด้วยเหรอ”
“รู้จักสิครับ หนุ่มคนไหนในคีย์แกนไม่รู้ลิลลี่ เซนต์อาเธน่าบ้าง” ผู้ชายหน้าลูกครึ่งตะวันตกรีบตอบก่อนใครเพื่อน
“ลิลลี่คงไม่รู้สินะครับว่าตัวเองดังมากในคีย์แกน” ผู้ชายอีกคนรีบบอกเหมือนกลัวใครแย่งพูดงั้นล่ะ
คีย์แกนคือโรงเรียนที่กัสเรียนอยู่ค่ะ ชื่อเต็มๆ คือคีย์แกนไฮสคูล โรงเรียนอินเตอร์ชื่อดังของไทย ส่วนเซนต์อาเธน่าก็คือโรงเรียนคอนแวนต์ที่ฉันเรียนอยู่เช่นกัน
“สรุปคือพวกมึงไม่อยากรู้ละว่ากูมาทำไร” กัสถามกวนในแบบฉบับของเจ้าตัวทำให้เพื่อนทั้งกลุ่มหันมอง แน่นอนว่ามันทำให้ฉันหายใจโล่งใจขึ้นเมื่อไม่มีใครมายืนจ้องหน้ากัน มองมาด้วยแววตาทำนองจีบ
อุตส่าห์บินข้ามเขาข้ามมหาสมุทรมาถึงเมกาฉันยังหนีเรื่องพวกนี้ไม่พ้นอีก...
ให้หนูได้พักหายใจจากการโดนจีบบ้างเถอะค่ะพระเจ้า! สงสารผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างหนูด้วยเถอะค่ะ พลีสสส!
“อยากรู้ดิวะ ว่าแต่มึงถึงมากับลิลลี่ได้” หนึ่งในนั้นโพล่งถามแถมยังหันมายิ้มให้ฉันหวานเยิ้มเล่นเอาฉันขยับเข้าใกล้กัสโดยไม่รู้ตัว
“กูเหรอ กูก็มาดูไลฟ์เทเลอร์กับลิลลี่ไง” หมับ! กัสยิ้มกว้างพลางเอื้อมมือใหญ่เข้ามาจับมือเล็กของฉันโชว์ให้ทุกคนได้เห็น เล่นเอาพวกนี้อ้าปากค้างไปตามๆ กัน
“มึงกับลิลลี่คบกันเหรอวะ!” ผู้ชายสามคนที่มองฉันด้วยแววตาสนใจตั้งแต่แรกโพล่งถามพร้อมกันอีกรอบ กัสคลี่ยิ้มมุมปากก่อนจะถามเหมือนให้คิด
“แล้วพวกมึงคิดว่าไง? กูขอตัวก่อนนะเดี๋ยวคนเยอะ” ว่าแล้วกัสก็จูงมือฉันออกมา ทิ้งให้เพื่อนในห้องยืนอึ้งอยู่เบื้องหลัง ฉันปล่อยให้กัสจับมือโดยไม่คิดจะดึงออกเพราะรู้ว่าเจ้าตัวกำลังกันผู้ชายที่เข้ามาจีบให้ยังไงเล่า