การได้พบกับแวนด้าทำให้จัสมินได้เห็นว่าครอบครัวของเธอก็มีความอบอุ่นและมีคุณค่ามากเพียงใด และรักษ์เองก็ได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปของจัสมินที่มากกว่าแค่คำบอกเล่า
เมื่อถึงหน้าบ้านของจัสมิน รถยนต์ก็จอดสนิท แสงไฟจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านสาดส่องเข้ามาในรถ เห็นใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวที่ดูมีความสุขกว่าทุกวันที่ผ่านมา รักษ์ดับเครื่องยนต์แต่ยังไม่ยอมให้เธอลงจากรถ
“ครอบครัวคุณน่ารักมากเลยนะครับ” รักษ์พูดขึ้นทำลายความเงียบ “โดยเฉพาะแวนด้า เธอเก่งและมีความคิดความอ่านที่ยอดเยี่ยมมาก ผมประทับใจความตั้งใจของเธอจริงๆ”
จัสมินยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ เธอไม่ได้รีบร้อนที่จะลงจากรถ ตรงกันข้าม เธอกลับขยับตัวเข้ามาใกล้เขามากขึ้นจนรักษ์ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธออีกครั้ง “ค่ะ... น้องสาวคนนี้เป็นหัวแก้วหัวแหวนของบ้านเลย ขอบคุณนะบอสที่วันนี้พามาเจอเรื่องเซอร์ไพรส์แบบนี้... แต่จริงๆ จัสมินเซอร์ไพรส์กว่านั้นอีกค่ะ”
รักษ์หันมามองเธอด้วยความสงสัย “อะไรเหรอครับ?”
จัสมินโน้มตัวเข้าหาเขา แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม “เซอร์ไพรส์ที่ว่า... คือจัสมินไม่คิดว่าบอสจะใจอ่อนยอมพาน้องสาวของลูกน้องมาเที่ยวด้วยกันได้ง่ายๆ แบบนี้ ปกติบอสเป็นคนนิ่งๆ สุขุม แต่พออยู่กับจัสมิน... บอสกลับทำตัวน่ารักจนจัสมินใจคอไม่ค่อยดีเลยค่ะ”
รักษ์ขยับตัวเล็กน้อย แววตาที่เคยดูมั่นคงเริ่มมีความประหม่าฉายชัด เขาเกาจมูกตัวเองเบาๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก “ผม... ผมก็แค่เห็นว่าแวนด้าเป็นน้องคุณ ก็เลยต้องดูแลตามมารยาทน่ะครับ อีกอย่าง... เราก็ทำงานด้วยกันมาพักใหญ่แล้ว การมีน้ำใจต่อกันเป็นเรื่องปกติครับ”
จัสมินหัวเราะคิกในลำคอ เธอรู้ดีว่าคำว่า ‘ปกติ’ ของรักษ์นั้นคือกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองจากความรู้สึกที่เขายังไม่อยากยอมรับ “น้ำใจเหรอคะ? แหม... ถ้าเป็นน้ำใจปกติ บอสคงไม่ยอมให้จัสมินนั่งหน้าข้างคนขับรถบอสตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้หรอกมั้งคะ?”
เธอยื่นนิ้วเรียวไปแตะที่ปกเสื้อเชิ้ตของเขาเบาๆ ลากไล้ลงมาที่กระดุมเม็ดบน “บอสคะ... เลิกแกล้งทำเป็นซื่อบื้อได้แล้วค่ะ จัสมินรู้ว่าบอสก็มีความรู้สึก... อย่างตอนที่แวนด้าแซวว่าบอสเขินน่ะ บอสไม่ได้ปฏิเสธเลยนะคะว่าไม่ได้คิดอะไรกับจัสมิน”
รักษ์รีบดึงตัวถอยห่างไปชิดประตูรถอีกฝั่งทันที “ผม... ผมแค่ตกใจน่ะครับ คุณจัสมินชอบพูดอะไรเล่นสองแง่สองง่ามแบบนี้ ผมเลยตามจังหวะคุณไม่ทัน”
จัสมินยิ้มกว้าง เธอชอบเหลือเกินเวลาเห็นเจ้านายหนุ่มผู้เพียบพร้อมต้องมานั่งทำตัวลนลานเพราะความขี้เล่นของเธอแบบนี้ “จังหวะน่ะ... บอสไม่ต้องตามให้ทันหรอกค่ะ แค่ ‘ปล่อยตัวปล่อยใจ’ ไปกับจัสมินก็พอ วันนี้บอสพาจัสมินมาเที่ยวสวนกล้วยไม้ที่ส่วนตัวขนาดนี้... ถ้าคืนนี้จัสมินจะขอเข้าฝันบอสบ้าง บอสจะว่าอะไรไหมคะ?”
รักษ์ถึงกับเบิกตากว้าง เขาพยายามรักษามาดนิ่งสุขุมอย่างสุดชีวิต “คุณจัสมิน! พูดจาอะไรแบบนั้นครับ... ผมว่าคุณเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เรายังมีงานสำคัญที่ต้องคุยกันเรื่องเอกสารชุดใหม่ที่ค้างอยู่ตอนเช้าอีกนะ”
จัสมินเห็นรักษ์พยายามเปลี่ยนเรื่องด้วยการอ้างเรื่องงานก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม ‘น่าเอ็นดูจริงๆ พ่อหม้ายคนซื่อของฉัน’ เธอเปิดประตูรถออก แต่ก่อนจะก้าวลงไป เธอก็หันกลับมาส่งสายตาเย้ายวนให้เขาอีกครั้ง
“งานน่ะพรุ่งนี้ค่ะ แต่คืนนี้... จัสมินจะรอ ‘ฝัน’ ถึงบอสนะคะ ฝันดีค่ะบอส”
จัสมินก้าวลงจากรถและปิดประตูเบาๆ ทิ้งให้รักษ์นั่งงงอยู่คนเดียวในรถหรู เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามพัดลมไปที่ใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“แปลกคนจริงๆ ... เป็นลูกน้องที่วันๆ เอาแต่พูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้” เขาบ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบสตาร์ทรถขับออกไป ราวกับต้องการหนีจากความรู้สึกที่จัสมินทิ้งไว้ให้
รักษ์ไม่ได้สังเกตเลยว่า ในความซื่อบื้อที่เขารักษาไว้เป็นเกราะป้องกันนั้น มันเริ่มมี ‘รอยร้าว’ ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะในขณะที่เขากำลังหนีจากคำพูดของเธอ แต่หัวใจของเขากลับจำทุกประโยคที่เธอพูดได้อย่างแม่นยำ
จัสมินเดินเข้าบ้านด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ เธอรู้ดีว่ารักษ์ไม่ได้โกรธ แต่เขาแค่ ‘รับมือไม่ถูก’ และตราบใดที่เขายังรับมือไม่ได้แบบนี้ เธอก็ยังมีโอกาสที่จะปั่นหัวเขาไปเรื่อยๆ จนกว่ากำแพงนั้นจะพังทลายลงมาด้วยมือของเธอเอง
‘รักษ์คะ... ต่อให้คุณจะเก่งเรื่องการส่งออกแค่ไหน แต่เรื่องความรัก... คุณยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยนะคะ และจัสมินนี่แหละ จะเป็นครูคนเดียวที่จะสอนคุณเอง’
ในความเงียบสงัดของคืนวันหยุดยาว จัสมินเริ่มรู้สึกว่าเกมที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพียงการทดสอบเสน่ห์ มันกำลังเปลี่ยนไปเป็นความผูกพันที่เธอเองก็เริ่มจะถอนตัวไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ก่อนที่เธอจะไปไกลกว่านั้น โทรศัพท์ของเธอก็สั่นรัวอีกครั้ง—ข้อความจากกลุ่มหนุ่มๆ ในสต๊อกที่เริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าพวกเขาไม่ยอมปล่อยให้เธอไปเป็นของใครง่ายๆ แน่นอน
พายุความรักครั้งนี้กำลังจะทวีความรุนแรงขึ้นในตอนต่อไป!