ในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกงาน แม้วันนี้จะยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมาก แต่มารีก็คิดว่าเป็นการเริ่มงานที่ไม่เลวนัก อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้วิธีถ่ายเอกสาร ถ้าเป็นชาติก่อนเธอไม่สนใจจะเรียนรู้อะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเอกสาร หรือชงกาแฟ พอคิดย้อนไปถ้าปริญจะเบื่อเธอก็คงไม่แปลก ใครบ้างจะชอบให้คนอื่นตามติดเหมือนเป็นตัวภาระแบบนั้น
มารียืนรอแท็กซี่หน้าบริษัทเพราะสัปดาห์นี้ทั้งพ่อและมีนาไปดูงานที่ต่างจังหวัดอีกครั้ง และที่สำคัญเธอบอกพ่อแล้วว่าไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวท่านประธาน จึงไม่ต้องการให้คนที่บ้านมารับมาส่ง
ขณะยืนรอแท็กซี่อยู่นั้นฝนก็เทลงมา เธอรีบยกกระเป๋าของตัวเองขึ้นบังฝนแม้รู้ว่าจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ในขณะที่ยังลังเลว่าจะกลับอย่างไร จู่ ๆ ก็มีใครบางคนถือร่มมากางให้เธอ
“ขอบคุณ...” เธอหันขวับไปขอบคุณพลเมืองดี แต่ก็ต้องชะงักค้างตัวแข็งทื่อเมื่อพบว่า เขาคือคนที่เธออยากหลบหน้ามากที่สุดนั่นเอง
“ขึ้นรถ” เจ้าของร่มพูดห้วนสั้น เมื่อหันไปมองตามสายตาเขา มารีถึงเห็นว่ารถยนต์ของเขาได้มาจอดเทียบอยู่ที่ข้างฟุตบาท ไม่ไกลจากที่เธอยืนอยู่นัก
“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” พอพูดจบปริญก็ก้าวขากำลังจะเดินนำ แต่ก็ต้องหันกลับมามองอีกครั้งเมื่อคนตัวเล็ก ที่ตอนนี้เปียกปอนไม่ต่างจากลูกนกตกน้ำไม่ยอมก้าวตาม
“ทำไม? ไม่อยากฝึกงานกับพี่ ตอนนี้ก็ไม่อยากขึ้นรถพี่ด้วยเหรอ”
เมื่อได้ยินเสียงห้วน ๆ ของเขาดังขึ้นอีกครั้ง มารีจึงได้สติรีบก้าวขาตามทันที จะมาเล่นแง่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องฉลาด
ปริญโยนเสื้อสูทตัวนอกของเขามาให้เธอ เมื่อทั้งสองขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว
“ไม่เป็น...” คำว่าไม่เป็นไร เธอยังพูดไม่จบประโยคเขาก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ใส่ไว้เถอะ เห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”
มือที่กำลังจะส่งเสื้อคืนเขาชะงักไป เมื่อได้ยินประโยคนั้น เธอเอาเสื้อมากอดแนบอกแน่น ทั้งยังถลึงตาดุมองเขา ใบหน้ามารีแดงซ่าน แต่งงานกับปริญตั้งหลายปี ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาจะกวนประสาทได้มากขนาดนี้
ปริญรับรู้ถึงอาการเงียบงันของคนที่นั่งข้าง ๆ ทั้งเธอยังกอดเสื้อของเขาแน่น เห็นร่างผอมบางของมารีสั่นเทาน้อย ๆ เขาจึงเอื้อมมือไปหรี่แอร์ลง
การกระทำเหมือนใส่ใจกันแบบนั้น มารีเพียงมองดูอยู่นิ่ง ๆ ใจคนเรานี่ก็แปลก ถ้าเป็นแต่ก่อนแค่เขาทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆให้ เธอคงมีความสุข ปลื้มปริ่มจนเก็บเอาไปฝันหลายวัน แต่ตอนนี้ใจเธอกลับด้านชาไปหมด เมื่อตั้งใจแล้วว่าจะไม่ใส่ใจ เขาการกระทำพวกนี้ก็ไม่มีผลกับใจเธอเลยจริง ๆ มารีมองออกไปนอกหน้าต่างรถโดยไม่แม้แต่จะพูดคำว่าขอบคุณด้วยซ้ำ
“ยังไม่บอกพี่เลยว่าทำไมถึงไม่อยากฝึกงานกับพี่” เสียงทุ้มของเขาเรียกเธอให้หลุดจากภวังค์ความคิด
มารีหันมามองหน้าคนถามอยากรู้ว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหน ถึงต้องมาใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ แต่เขายังคงเป็นปริญที่เดาอารมณ์ยาก ตาของเขาจ้องไปข้างหน้าเหมือนกำลังมีสมาธิกับการมองถนนขณะขับรถ
“ไม่ได้บอกว่าไม่อยากฝึก”
“แต่บอกว่าอยากฝึกกับอาทิตย์?” คราวนี้น้ำเสียงห้วนของเขาเพิ่มความกวนประสาทมากขึ้นจนมารียังสัมผัสได้ แต่เธอไม่สนใจ ในเมื่อชาตินี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สนใจเขา จะมองผู้ชายคนนี้เหมือนเป็นอากาศธาตุเธอก็ต้องทำให้ได้
ถ้าเป็นชาติที่แล้วมารีอาจจะเถียงสู้เขาไม่ได้ เพราะเขามักจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ คิดว่าตัวเองมีเหตุผลมากกว่าเธอ แต่ถ้านับเขาที่อายุเพียง 27 ปี ตอนนี้กับเธอที่ใช้ชีวิตล่วงหน้าเขาไปถึง 40 ปี ในอดีตเธอคิดว่าเธอเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าเขา มารีจึงเลียนแบบเขาในอดีตโดยการเงียบแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง แค่ทำเมินเฉยใส่เขาก็สิ้นเรื่อง ซึ่งการที่เธอไม่โต้ตอบแบบนั้นทำให้บรรยากาศระหว่างการเดินทางตกสู่ความเงียบงัน ปริญเหลือบตามองมารีแต่เขาก็ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรเหมือนกัน ราวกับทั้งคู่จะแข่งกันเงียบไปตลอดเส้นทาง
คุณดารามองลูกเลี้ยงที่เดินหน้าบึ้งนำมาจากรถ บนร่างบอบบางมีเสื้อสูทผู้ชายคลุมอยู่ หลังจอดรถเสร็จปริญจึงเดินตามหลังสาวน้อยมา
“ทะเลาะอะไรกันลูก”
คุณดาราเลือกถามลูกเลี้ยงที่เดินหน้าบูดบึ้งนำมาก่อน ความจริงทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก มารีจึงมักงอนปริญด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนคนในบ้านเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ มีแต่มารีที่รู้ตัวว่าที่เธอแสดงออกไม่ใช่อารมณ์งอน แต่เป็นความเกลียดและเบื่อหน้า เธอไม่อยากแม้จะมองหน้าเขาด้วยซ้ำ
“มารีคงอารมณ์ไม่ดีเพราะเปียกฝนครับ” เมื่อเธอไม่ตอบ เขาจึงเป็นคนตอบคุณดาราเอง
เส้นผมที่เปียกน้ำของมารีช่วยยืนยันคำพูดของปริญได้เป็นอย่างดี ดาราจึงไม่คิดเซ้าซี้ต่อ
“อย่างนั้นมารีไปอาบน้ำก่อนเถอะลูก”
คนที่ถูกเรียกว่าลูกเหลือบตามองอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปถอดเสื้อนอกคืนให้ปริญ
“ขอบคุณค่ะ” เธอรีบบอกขอบคุณเร็ว ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสื้อด้วยซ้ำ มือที่ยื่นเสื้อสูทคืนให้ค้างอยู่แบบนั้นเมื่อเขาไม่ยอมรับคืนไปเสียที
เมื่อเธอถือจนเมื่อยเขาก็ยังไม่ยอมยื่นมือออกมารับ มารีจึงเงยหน้าขึ้นมองสบตา เห็นแววตาเรียวคมดุคู่นั้นจ้องมองเธอนิ่ง ทำเหมือนเธอเป็นเด็กที่ทำผิด ทั้งที่เธอไม่ได้ทำผิดอะไร และที่สำคัญตอนนี้เธอแก่กว่าเขา
“ขอบคุณสำหรับเสื้อค่ะ” เธอบอกเขาทั้งยื่นเสื้อไปตรงหน้าอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้
“ใส่ไว้เถอะเปียกแบบนี้เห็นไปถึงไหนต่อไหน”
มารีเห็นเขากระตุกยิ้มมุมปากขณะพูด เธอจึงก้มลงมองตัวเอง เสื้อเธอเปียกจนเห็นชุดชั้นในสีชมพูที่สวมไว้ด้านใน ลืมไปเลยว่าตัวเองยังคงเปียกอยู่ แต่เธอเกลียดรอยยิ้มของเขา เกลียดสายตาเขาที่มองเธอเหมือนเด็กที่ทำผิด
สุดท้ายสิ่งที่มารีทำคือโยนเสื้อคืนให้เขา แล้วหมุนตัววิ่งกลับขึ้นห้องไป ทิ้งให้คุณดารามองภาพนั้นด้วยความตกใจ
มารีวิ่งขึ้นมาสงบสติอารมณ์บนห้อง หลังอาบน้ำแล้วสงบใจมากขึ้นถึงพบว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นวู่วามเกินไป ปริญเป็นคนมีนิสัยชอบเอาชนะ ขณะนั่งเป่าผมเธอก็นึกเสียใจที่เผลอปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล สิ่งที่เธอควรทำคือเมินเขา ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ถ้าเธอแสดงอารมณ์ต่อต้านเขาแบบนั้นจะยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากเอาชนะ ซึ่งเธอไม่ต้องการ